สถาพร ศรีสัจจัง ปีใหม่ 2563 อาจเป็นอีกปีที่ช่วยตอกย้ำให้คนไทยคุ้นชินและ/หรือตระหนักชัดยิ่งขึ้นว่า บัดนี้ชะตากรรมของชีวิตเรา ครอบครัวเรา และ สังคมไทยเรา กำลังกลาย “เป็นอื่น” ในแง่ “ความเป็นสยาม” เชิง “อัตลักษณ์” (Identity) ยิ่งขึ้นกว่ายุคไหนๆอย่างไรบ้าง? และความ “กลายเป็นอื่น” ที่เราคุ้นชิน จนกระทั่งหลงผิดคิดว่า นั่นคือความเป็นตัวเราที่แท้จริงนั้น จะส่งผลอย่างไรบ้างในอนาคต ทั้งต่อปัจเจก และต่อสังคมที่เคยมีชื่อ “สยาม” ที่ถูกทำให้กลายเป็น “ไทย” เมื่อไม่นานนักมานี้เอง (ยังใหม่เหมือนปีใหม่ในยุคปัจจุบัน) เรื่องนี้อาจจะมีคนเพียงไม่กี่คนในสังคมไทยที่รู้สึก “ตระหนัก” โดยเฉพาะคนในกลุ่ม “ผู้ทรงอำนาจรัฐ” ที่มีส่วน อย่างสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของผู้คนในสังคมไทยมาโดยตลอด! มี “เด็ก Gen Y” ในปัจจุบันสักกี่คนที่จะรับรู้ว่าชื่อ “ประเทศไทย” เพิ่งเกิดขึ้นให้โลกได้รู้จักเมื่อ 80 ปี ที่เพิ่งผ่านมานี่เอง อีกตั้ง 20 ปีจึงจะครบศตวรรษ เกิดขึ้นเพราะ(เชื่อกันว่า) เป็นส่วนหนึ่งในยุค “เชื่อผู้นำชาติเจริญ” การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” นั้น มีเหตุผลอ้างว่าเพื่อมุ่งสู่ความ “เป็นอารยะ” ของประเทศนี้ตามแนวคิดของชนชั้นผู้ปกครองที่ได้รับการศึกษาจากยุโรป คือ นายแปลก คีตะสังคะ หรือ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม หรือ “หลวงพิบูย์สงคราม” ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศสยามยามนั้น หลักฐานหลายแหล่งระบุว่า บุคคลที่มีบทบาทอย่างสำคัญยิ่งในการประมวลข้อมูลเพื่อนำเสนอในฐานะเป็น “ประธานกรรมการ” ในเรื่องการเปลี่ยนชื่อประเทศครั้งนั้นคือ “หลวงวิจิตรวาทการ” หรืออดีตสามเณรกิมเหลียง วัฒนปฤดา มหาเปรียญ 5ประโยคแห่งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “วิจิตร วิจิตรวาทการ”) ชาวจังหวัดอุทัยธานี นักเขียนและนักวิชาการคนสำคัญที่ “ท่านผู้นำ” คือ “จอมพล ป.” ให้ความเชื่อถือเป็นอย่างสูง ประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศดังกล่าวนี้ได้รับประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 คือเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมานี่เอง! มีนักคิดนักวิชาการในชั้นหลังหลายท่านได้นำเสนอหลักฐานให้เห็นว่า การเปลี่ยนชื่อประเทศจากชื่อเก่าคือ “สยาม” มาเป็นชื่อ “ใหม่” ในครั้งนี้สะท้อนทัศนะที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการก่อปัญหาทางชาติพันธุ์ในเวลาต่อมา เพราะคำว่า “ไท” หรือ “ไต” หรือ “ไทย” นั้นเพียงหมายถึงชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่ร่วม “หลอมรวม” เพื่อ สถาปนารัฐสยามขึ้นเท่านั้น ยังมีชาติพันธุ์อื่นที่ร่วมสร้างประเทศนี้อย่างน้อยอีกไม่ต่ำกว่า 44 ชาติพันธุ์! ความ “ใหม่” ของชื่อประเทศที่เปลี่ยนจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” จึงอาจนับเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคมที่อาจก่อเกิดขึ้นในภายภาคหน้าอีกประการหนึ่ง แล้ววันปีใหม่คือวันที่ “ 1 มกราคม” ตามคตินิยมของอัสดงคตประเทศ หรือ ชาติตะวันตกที่มีรากฐานมาจากคติกรีกเล่า-เราเริ่มเปลี่ยนเริ่มใช้กันมาตั้งแต่เมื่อไหร่? คนที่ชอบศึกษาหาความรู้รอบตัว ไม่ว่าจะจากหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งฉบับหนังสือกระดาษหรือฉบับ ดิจิตอล เวอร์ชั่น “อากู๋” ก็ตาม ย่อมรู้ดีว่า แต่เดิมนั้นสังคมไทยเรานับปีเก่า ปีใหม่กันตามหลักจันทรคติซึ่งเรารับมาจากคติอินเดีย(ตะวันออกเหมือนเรา) มาอย่างยาวนานแล้ว โดยถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพิ่งมาเปลี่ยนครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2432 ในรัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ทรงประกาศให้วันที่ 1 เมษายน ของทุกปีเป็นวันปีใหม่ของประเทศสยาม และก็ในยุค “ท่านผู้นำ” จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม อีกนั่นแหละ ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกี่ยวกับคติวันขึ้นปีใหม่ กล่าวคือ หลังจากประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” หรือ “Thailand” เพื่อ “ความเป็นอารยะ” เรียบร้อยแล้วใน พ.ศ. 2482 เมื่อถึงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2483 (หลังประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศได้ 1 ปี) รัฐ “ไทย” ก็ประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม ตามหลักสุริยคติแบบประเทศตะวันตก เพื่อเข้าสู่ “ความเป็นอารยะ” เช่นกัน! แล้วในปี พ.ศ. 2506 ภายใต้การนำของ “นายพลผ้าขะม้าแดง” จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประเทศ “ไทย” ก็ เริ่มต้นใช้ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติระยะที่ 1” (ยังไม่มีคำ “และสังคม”) เพื่อบรรลุสู่ “สังคมทันสมัย”(Modernization) ตามก้นชาติตะวันตกอย่างเอาเป็นเอาตาย ภายใต้คำขวัญ “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” ของท่านผู้นำเผด็จการยามนั้นที่ไม่เห็นจะเคยตามมา “รับผิดชอบ” สังคมไทยที่กำลังจะล่มสลายอยู่ตรงหน้าอย่างวันนี้แต่อย่างใดแม้สักนิดเดียว! แล้วเมื่อถึงยุคของท่านนายกฯ “บิ้กลุงตู่” อย่างวันนี้ละ? การพัฒนาตามก้นตะวันตกจนทรัพยากรทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม(วันนี้ยังมี “วิถี” อะไร ที่พัฒนามาจาก “ราก” ของ “ความเป็นสยาม” หรือ “ไทย” ก็ได้อ้าว!) อะไรหลงเหลืออยู่บ้าง?ทั้งในเรื่อง ที่อยู่อาศัย/อาหารการกิน/เครื่องนุ่งห่ม/ยาและการรักษาโรคฯลฯ นอกจาก อีอีซี.แล้ว หรือ “ไทย” จะต้องพัฒนากองทัพไทยให้มี “กองทัพอวกาศ” อย่างที่นายทรัมป์ ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกามหามิตรผู้เริงอำนาจเพิ่งประกาศ แต่โปรดอย่าลืมระวังจะก้นฉีกเพราะการอยากขี้ตามช้างกันไว้บ้างละเน้อ!!!!!!