ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเกิดกระแสการไว้อาลัยให้กับนายชัยภูมิ ป่าแส ชาวลาหู่ วัย 17 ปี นักกิจกรรมกลุ่มเยาวชนต้นกล้า อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากถูก เจ้าหน้าที่ทหาร สังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 2 บก.ควบคุมที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 ได้ทำการวิสามัญ โดยอ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พยายามวิ่งหลบหนีขณะเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น และมีความพยายามปาระเบิดเข้าใส่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการวิสามัญ

ทั้งนี้โลกโซเชียลต่างตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้กระทำการที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ และไม่เชื่อว่านายชัยภูมิ จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เนื่องจากเป็นเด็กที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาโดยตลอด จนมีผลงานและได้รรับรางวัลต่างๆมากมาย ซึ่งล่าสุดได้เป็นตัวแทนชนเผ่า 19 ชนเผ่าเข้าร่วมโครงการ”เด็กและเยาวชนส่งเสียงเพื่อสื่อสารสังคม” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิส่งเสริมเพื่อเด็กและเยาวชน สถาบันเด็กและเยาวชน(สสย.) เมื่อวันที่ 15มี.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมพีเคพาเลซ และได้ทำเรื่องขออนุญาตออกนอกพื้นที่เพื่อเข้าร่วมงานมหกรรม “การขับเคลื่อนเสริมพลังองค์กรเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างพลเมืองเข้มแข็ง”สู่การเสนอนโยบายสาธารณะเด็กและเยาวชน ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และเครือข่ายองค์กรเด็ก และเยาวชน58 องค์กรจัดขึ้น ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ในวันที่ 22 มี.ค.นี้

ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า จากการสอบถามข้อมูลในเบื้องต้น พบว่า เหตุการดังกล่าว เป็นไปในลักษณะที่สุดวิสัย เนื่องจากผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมต่อสู้ขัดขืน และพยายามที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ จึงจำเป็นต้องป้องกันตัว

โดยในรายละเอียดของเหตุการณ์ คือเมื่อเวลา 10.00 ของวันที่ 17 มี.ค. เจ้าหน้าที่ทหาร สังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 2 บก.ควบคุมที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 ได้จัดตั้งจุดตรวจค้นยาเสพติดบริเวณสามแยกรินหลวง พบรถยนต์ฮอนด้าแจ๊ซ สีดำ หมายทะเบียน ขก-3774 เชียงใหม่ มียาบ้า จำนวน 2,800 เม็ด ซุกซ่อนไว้บริเวณกรองอากาศ จึงเข้าดำเนินการจับกุม นายพงศ์นัย แสงตะล้า อายุ 19 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับรถไว้ได้ แต่นาย ชัยภูมิ ป่าแส อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่นั่งมาด้วยทางด้านหน้าข้างคนขับ ได้มีการขัดขืนโดยได้วิ่งหนีออกจากรถไป เพื่อหวังจะหลบการจับกุม เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้มีการวิ่งไล่ติดตามไปและเมื่อใกล้ถึงตัวนาย ชัยภูมิ กลับหยิบระเบิดมือที่พกไว้ออกมา พยายามที่จะขว้างปาใส่เพื่อหวังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนประจำกาย ยิงออกไป เพื่อจะหยุดการกระทำและเพื่อเป็นการป้องกันตัวจำนวน 1 นัด จึงเป็นเหตุให้ นาย ชัยภูมิ เสียชีวิต
ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทุกคนยึดมั่นในหลักปฏิบัติที่จะพยายามดำเนินการใดๆ ด้วยวิธีที่ละมุนละม่อม หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงให้ได้มากที่สุด กรณีจะใช้อาวุธต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น