เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.พล.ต.ต.ภาคภูมิ สัจจพันธ์ุ รอง ผบช.สตม.พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ ผบก.ตม.3 พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน และ พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.สส.สตม.พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง ผกก.ตม.ชลบุรี แถลงผลการระดมกวาดล้างแก๊งมาเฟียและกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างชาติ ตั้งตัวเป็นขาใหญ่ ข่มขู่ คุกคาม เกี่ยวพันธุรกิจมืดตามแหล่งท่องเที่ยว โดยจับกุมได้ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.กล่าวว่า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล แก๊งมาเฟียต่างชาติ ที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อน และกระทบความมั่นคงของประเทศ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ สตม. กวดขันจับกุมอย่างจริงจัง ตนจึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด สืบสวนหาข่าว และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจภูธรภาค 2 และเมืองพัทยา สนธิกำลังกวาดล้างคนต่างชาติผิดกฎหมาย ที่ตั้งเป็นกลุ่มแก๊งอิทธิพลและประสานข้อมูลกับทูตตำรวจของแต่ละประเทศและตำรวจสากลอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การจับกุมคนต่างชาติผิดกฎหมายได้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ รัสเซีย 6 ราย, ยูเครน 1 ราย, เบลารุส 1 ราย, อุซเบกิสถาน 4 ราย, โมร็อคโค 1 ราย และอิหร่าน 1 ราย รวมทั้งหมด 14 ราย ซึ่ง 1 ในจำนวนนี้มีอาชญากรรัสเซียหนีคดีสำคัญที่มีทั้งหมายจับของตำรวจรัสเซียและหมายจับตำรวจสากลในคดีที่เกี่ยวยาเสพติดและคดีการเงินรวมอยู่ด้วย บุคคลเหล่านี้เข้ามาตั้งแก๊ง ลักลอบทำงานและประกอบธุรกิจมืดที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, สถานบันเทิง, ธุรกิจให้เช่ารถ, จัดหาหญิงจากยุโรปตะวันออกเพื่อการค้าประเวณี และยาเสพติด มีสมุนคอยติดตาม อาชญากรข้ามชาติรัสเซียที่มีหมายจับตำรวจรัสเซียและหมายแดงตำรวจสากลรายสำคัญ ประกอบด้วย

รายแรก นายอเล็กซานเดอร์ ดานีล๊อฟ (Aleksandr Danilov) อายุ 43 ปี สัญชาติรัสเซีย มีพฤติการณ์ตรงตามที่สายข่าวรายงานมา บุคคลดังกล่าวได้ตั้งตัวเป็นมาเฟียในพื้นที่พัทยา มีลูกสมุนในแก๊งหลายคน เกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติด พบประวัติเคยถูกจับกุมและดำเนินคดีข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน นอกจากนี้ยังพบว่าถูกทางการรัสเซียออกหมายจับ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมจนได้ข้อมูลแน่ชัด จึงได้เข้าควบคุมตัวได้ในพัทยา จ.ชลบุรี จากการซักถามนายอเล็กซานเดอร์ รับตนว่าเคยถูกจับในคดียาเสพติดมาก่อน และหลบหนีคดีมาอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวในพัทยาและภูเก็ต ถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์เป็นภัยสังคม เข้าลักษณะต้องห้าม ตาม มาตรา ๑๒ (๗) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ จากข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกพบว่า นายอเล็กซานเดอร์ เข้ามาและได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ถึงวันที่ 29 พ.ค.55 ปัจจุบันอยู่เกินกำหนด (Overstay) เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี 7 เดือน 18 วัน จึงได้แจ้งข้อหา "เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด" ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รายที่สอง Mr.Mikhail Kriventsov สัญชาติรัสเซีย บุคคลตามหมายจับตำรวจสากล ในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษด้วยผิดกฎหมาย (เฮโรอีน)” คดีนี้ สตม.ได้รับการประสานจากสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทยว่ามีบุคคลที่ทางการรัสเซียต้องการตัวหลบหนีเข้ามาในประเทศ และตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในเมืองพัทยา เมื่อทีมสืบสวน สตม.ร่วมกับตำรวจภูธร ภาค 2 ลงพื้นที่หาตัว เป้าหมายจึงหลบหนีออกจากพัทยาไปจังหวัดอื่น ต่อมาถูกจับกุมตัวได้ที่ จว.เลย Mr.Mikhail เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย จำนวน ๔ ครั้ง ล่าสุดเดินทางเข้ามาทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ด่าน ตม.จว.หนองคาย เมื่อวันที่ ๑๘ ก.ย.๕๘ ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 11 มิ.ย.59 ปัจจุบันอยู่เกินกำหนดอนุญาต (overstay) มากกกว่า 9 เดือน เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหา "เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด" ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รายที่สาม นายอันทอน ฟีลิพพอฟ (Mr.Anton Filippov) สัญชาติรัสเซีย เป็นบุคคลที่ทางการรัสเซียต้องการตัวในคดี “จงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลและหลบหนี” ปัจจุบันทางการรัสเซียได้เพิกถอนหนังสือเดินทาง จับกุมได้ที่ พัทยา จว.ชลบุรี จากข้อมูลการเดินทางเข้า-ออก พบว่า เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย จำนวน 8 ครั้ง ล่าสุดเดินทางเข้ามาทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.60 ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 30 เม.ย.60 สตม.ได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 12 อนุ 7 (มีพฤติการณ์เป็นภัยสังคม) และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รายที่สี่ นายเซอเก้ มารีฟ (Mr.Sergei Mareev) สัญชาติรัสเซีย บุคคลตามหมายจับตำรวจสากล และตำรวจรัสเซีย จากการสืบสวนทราบว่าเป้าหมายใช้ชีวิตแบบเพลย์บอยอยู่ในพัทยา คบหาและมีเพศสัมพันธ์กับหญิงไทยหลายคนตามแหล่งท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงใช้สายลับหญิง ติดต่อผ่านแอพลิเคลั่น “Whatapp” และนัดหมายมาเจอ เมื่อวันที่ 19 ก.พ.60 เวลา 23.30 น. เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงได้แสดงตัว เพื่อขอตรวจสอบ นายเซอเก้ฯ รับว่าตนเป็นบุคคลตามหมายจับตำรวจสากลจริง นอกจากนี้ชุดสืบสวนยังได้ตรวจค้นในกระเป๋าสัมภาระ พบห่อยาเป็นจำนวนมาก นายเซอเก้ฯ รับว่าตนเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หลบหนีจากรัสเซีย มาได้ใช้ชีวิตเพลย์บอย ในเมืองไทย เพราะไม่มีใครทราบเรื่องราวของตน จากข้อมูลการเดินทางพบว่าบุคคลดังกล่าวเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทยหลายครั้ง ล่าสุดเดินทางเข้ามาทางด่าน ตม.จว.หนองคาย เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.60 ด้วยวีซ่าประเภท นักท่องเที่ยว (60วัน) ได้รับการอนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 27 ก.พ.60 สตม. ได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 12 อนุ 7 (ภัยสังคม) และจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายที่ 5-14 เป็นชาวรัสเซียและชาวยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต อีกจำนวน 10 ราย ทั้งหมดถูกจับกุมในข้อหาต่างๆ เช่น ลักลอบทำงาน, ทำงานผิดประเภท, อยู่เกินกำหนด (Overstay) และเป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าจะเป็นภัยต่อสังคม

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สตม.ได้รับข้อมูลจากการสืบสวนและจากประชาชนตามจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว เกี่ยวกับแก๊งมาเฟียต่างชาติโดยเฉพาะคนรัสเซีย ได้เข้ามาทำธุรกิจแย่งอาชีพคนไทย เปิดสถานบริการ บาร์เบียร์ ร้านขายของ ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยกัน มีการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค กระทบถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทย นอกจากนี้ยังตั้งตนเป็นขาใหญ่ ข่มขู่ คุกคาม คนต่างชาติด้วยกันเอง และสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและชาวต่างชาติ เกี่ยวข้องกับธุรกิจมืด อาทิ ขบวนการยาเสพติด, หลอกลวงและจัดหาหญิงต่างชาติ มาเพื่อให้บริการทางเพศ ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นตามแหล่งท่องเที่ยว ที่ผ่านมา สตม. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจท้องที่และฝ่ายปกครอง โดย ผบช.สตม.ได้ประสานข้อมูลและการปฏิบัติร่วมกับ พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี นายกเมืองพัทยา บูรณาการในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ปัญหากลุ่มผู้มีอิทธิพลและมาเฟียต่างชาติหมดไปจากพื้นที่สำคัญซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อไป

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช. กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าว ว่า นายชอง นำ อุน ผู้ต้องสงสัย 1 ในทีมสังหาร นายคิม จอง นัม อายุ 45 ปี พี่ชายต่างมารดา นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดประเทศเกาหลีเหนือ ได้เดินทางหลบหนีเข้าประเทศไทย หลังก่อเหตุนั้นว่า ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่ได้รับการประสานขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากตำรวจมาเลเซียแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบภายในห้องควบคุม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่มีทั้งหมด 194 คน พบผู้ต้องกักสัญชาติเกาหลี ทั้งหมด 139 คน แต่ไม่พบรายชื่อของ นายชอง นำ อุน ผู้ต้องสงสัยปรากฏอยู่ในนั้น

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากผู้ต้องสงสัยรายดังกล่าว เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อขึ้นเครื่องบินต่อไปยังประเทศที่สาม ทางตม.จะไม่มีข้อมูลเลย เนื่องจากถือเป็นหลักสากลว่านักท่องเที่ยวยังไม่เข้าเขตราชอาณาจักรไทย จึงไม่ผ่านการตรวจสอบจากตม.