ทีมข่าวคิดลึก

การสร้างความปรองดอง จะห่างไกลจากความเป็นจริงหรือไม่คงต้องรอพิสูจน์ทั้งจากเงื่อนไขของ"ระยะเวลา" ไปจนถึง "สถานการณ์" เพราะสามารถบ่งชี้ได้ว่าแท้จริงแล้วนี่คือเกม หรือเป็นหนึ่งในแผนงานที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง!

การเคลื่อนไหวที่เกิดเป็นมรรคเป็นผลมากที่สุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมไม่พ้นเรื่องที่รัฐบาลกำลังเร่งรุดเดินหน้าเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขาย หุ้นชินคอร์ป ของ "ทักษิณชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้

ทั้งที่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่เป็นคดีความค้างเก่า แต่ถูกเตะถ่วง จากบางฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง จนทำให้เรื่องราวต้องล่วงเลยมาจนจวนเจียนคดีจะหมดอายุความ ด้วยเหตุนี้เมื่อรัฐบาลของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ถูกกระทุ้งอย่างหนักทั้งจากฝ่ายการเมือง องค์กรที่รับผิดชอบเอง จึงต้อง "ขยับ" ออกมาจากมุม

เพราะต้องไมลืมว่า ประเด็นที่ว่าด้วยการเรียกเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินฯ นั้นย่อมพัวพันกับประเด็นทางการเมือง โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ !

เมื่อฝ่ายที่กำลังเรียกเก็บภาษีคือรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจตัดแขนตัดขา "ขั้วอำนาจเก่า" ของทักษิณซึ่งเป็นฝ่ายที่กำลังถูกไล่บี้ ให้ต้องจ่ายภาษีคืนจากการซื้อ-ขายหุ้นในอดีตที่กลายเป็น "พิษ" ที่กำลังพ่นใส่คนในครอบครัวชินวัตร จึงทำให้เกิดการตอบโต้ จากฝ่ายสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไปจนถึง "หัวขบวน"ทั้ง "โอ๊ค" พานทองแท้ ชินวัตร ในฐานะบุตรชาย และผู้ที่มีชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อ-ขายหุ้นเจ้าปัญหา และ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" น้องสาว ที่ต่างออกมาโวยว่า ขอให้หยุด

การใช้กฎหมายไล่ล่าทักษิณได้แล้ว!

อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวยังพาดพิงไปถึง รัฐบาลของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ว่าเหตุใด เมื่อคราวมีอำนาจรัฐอยู่ในมือจึงไม่ดำเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จเรียบร้อยล่าสุด "อดีตขุนคลัง" อย่าง "กรณ์จาติกวณิช" รองหัวหน้าพรรค ต้องออกมาชี้แจงว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ไม่ได้ละเลย
"เราได้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงในการตามเก็บจากพานทองแท้พินทองทา จนกระทั่งศาลวินิจฉัยว่าสองคนนั้นไม่ได้เป็นผู้ซื้อขายหุ้นตัวจริง เราจึงเสนอให้สรรพากรเปลี่ยนเป้าเก็บจากคุณทักษิณแทน(ในฐานะผู้ซื้อขายตามคำพิพากษาศาล) แต่ได้มีการยุบสภาฯหนึ่งอาทิตย์หลังจากที่ทางกระทรวงการคลังออกข้อเสนอนี้ไปที่สรรพากร

และถึงแม้เราแพ้การเลือกตั้งไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล แต่ประชาธิปัตย์ไม่เคยปล่อยเรื่องนี้ ตามตัวอย่างการอภิปรายที่ปรากฏ ส่วนจากนี้ไปจะเก็บภาษีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล" กรณ์ เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อชี้แจงถึงประเด็นที่เกิดขึ้น

ว่ากันว่าการที่รัฐบาลต้องดำเนินการเรื่องเก็บภาษีหุ้นชินฯ นั้นอาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวที่หวังจะให้เกิดแรงกดดันไปยัง ทักษิณให้ต้องจำใจเข้าร่วมวงปรองดองตามที่คอการเมืองได้พากันตั้งข้อสังเกตแต่อย่างใด หากแต่นี่อาจเป็นไฟต์บังคับที่ รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำตามกฎหมายด้วยเช่นกัน อีกทั้ง ยังเป็นการ "ชี้เป้า" ที่มาจาก"แนวร่วม"ของคสช.ด้วยกันเองดังนั้น หากรัฐบาลและ คสช.ไม่ยอมขยับ ปล่อยให้คดีหมดอายุความ ในวันที่ 31 มี.ค.นี้ โดยไม่มีการออกมาแอ็กชั่น อย่างใดอย่างหนึ่ง ฝ่ายที่เสียหายเสียรังวัดคงไม่พ้นตัว พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลนั่นเอง

มีรายงานเชิงลึกที่น่าจับตา ว่าอีกไม่นานเกินรอ องค์กรที่เป็นเสมือนกลไกในมือของ คสช.ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)จะใช้ "ยาแรง" เข้าดำเนินการกับทายาทของทักษิณ ทั้ง พานทองแท้พินทองทา เร็วๆ นี้!