ชัชวาลล์ คงอุดม
เรียนกองบรรณาธิการ นสพ.สยามรัฐ
คอลัมน์ คุณชัช เตาปูน ตอบจดหมาย

นับวันคนไทยเราประสบกับปัญหาล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรงต่างๆจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ต้องใช้เงินรักษาต่อหัวหนึ่งไม่น้อยทีเดียว หากเป็นคนมีอันจะกิน หรือมีฐานะหน่อย ก็คงจะไม่เดือดร้อนสักเท่าไหร่ เพราะพอจะมีปัญญาควักจ่ายค่าหมอค่ายาในการรักษาแต่ละครั้งได้

แต่หากเป็นคนจนๆ หาเช้ากินค่ำแล้ว คงจะเป็นเรื่องลำบากแสนเข็ญเอาทีเดียว เพราะไม่รู้จะบากหน้าไปหาเงินจากที่ไหนมาเยียวยารักษา อย่างดีก็คงจะใช้บัตรทองหรือบัตร 30 บาท หรือไม่ก็รักษาไปตามมีตามเกิดกัน จนทำให้คนจนล้มหายตายจากโลกนี้ก่อนวัยอันควรไปจำนวนมากทีเดียว บางรายไม่ทันอายุ 60 ปี ก็เสียชีวิตไปเสียแล้วเพราะไม่มีเงินรักษาตัว ซื้อยาคุณภาพดีๆ หรือมีหมอเก่งๆ คอยรักษา

นี่เป็นผลพวงของโรคต่างๆที่เกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และการไม่ได้ออกกำลังกายกันของคนไทย โดยส่วนใหญ่จะครุ่นคิดกับการงาน และสังคมก้มหน้าตามกระแสสังคมใน ยุคของมนุษย์ดิจิทัลกัน โดยเฉพาะการกินของคนไทยเราทุกวันนี้แทบจะมีโอกาสเลือกได้ยากในชีวิตประจำวันสำหรับอาหารที่มีคุณภาพส่วนใหญ่เป็นอาหารจานด่วน ที่ปรุงและใส่เครื่องปรุงผงชูรส และใช้น้ำตาลน้ำปลาเข้มข้นในการปรุงอาหาร เพื่อให้รสชาติอาหารออกมาจัดจ้านชวนรับประทานกัน

ยิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน อาหารไมโครเวฟแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสภาพความจำเป็นที่ต้องแข่งขันในเรื่องของเวลา คนไทยมักจะเอาง่ายเข้าว่าไว้ก่อน จึงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของความปลอดภัยในอาหารการกินกันเสียเท่าไหร่นัก เมื่อทานกันมากๆ เข้า ก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมากันเป็นพรวน ไม่ว่าจะเป็นโรคไต โรคเบาหวาน หรือร้ายหนักกว่านั้น ก็เป็นโรคมะเร็งตามมา

ทำให้ปีหนึ่งๆ คนไทยเราล้มป่วยเพราะโรคฮิตเหล่านี้จำนวนมากทีเดียว จนเดี๋ยวนี้เรียกได้ว่า เป็นโรคแฟชั่นกันไปเสียแล้ว ใน 10 คนจะพบโรคเบาหวาน หรือไม่ก็โรคความดันเสียเกือบครึ่ง ยิ่งในวัยกลางคนอายุ 40-50 ปี แทบจะเผชิญกับโรคเหล่านี้จนเป็นเรื่องปกติกันไปเสียแล้วซึ่งคนที่ป่วยโรคเหล่านี้ต้องประคับประคองและอยู่กับมันไปจนบั้นปลายของชีวิตให้ได้ เป็นเรื่องทรมานทีเดียว จะกินหรือดื่มอะไรก็แทบจะลำบาก เพราะทานหวาน ทานเค็มเป็นไม่ได้ ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาล และความเค็มกันในชีวิตประจำวันสำหรับอาหารแต่ละมื้อ

เป็นเรื่องน่าอิจฉาของคนไทย คนในยุคก่อนๆ หรืออดีตบรรพบุรุษของเราไม่เห็นจะล้มเจ็บล้มป่วยด้วยโรคภัยเหล่านี้กัน ก็เพราะอาหารการกินสมัยก่อน ไม่ได้ปรุงรสชาติออกมาเหมือนยุคสมัยนี้ หากแต่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ

ปรุงแต่งรสชาติหรือสีสันกันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้สารกันบูด หรือสารเคมีใดๆ หรือแม้แต่ภาชนะโฟมใส่อาหาร หากแต่ใช้ใบตองเป็นภาชนะกัน จึงทำให้คนไทยในยุคก่อนอายุยืนยาวทีเดียว แม้แต่ยารักษาโรค ก็แทบจะไม่รู้จัก

หากแต่ใช้สมุนไพรในการบำบัดรักษาด้วยวิถีธรรมชาติกัน ไม่ใช่เหมือนคนสมัยนี้ ปวดหัวตัวร้อนหน่อยก็ซื้อยาฝรั่ง หรือยาร้านหมอตี๋มากินกัน โดยไม่ได้นึกถึงระยะยาวว่า ยาเหล่านี้ที่ถูกผลิตขึ้นมาด้วยกระบวนการทางเคมี มีผลอย่างไรบ้างกับสุขภาพร่างกายคนเรา และที่สำคัญทำให้ประเทศเราต้องสิ้นเปลืองหรือหมดไปกับการนำเข้ายาเหล่านี้มากมายมหาศาลเพียงใด

ที่เขียนจดหมายผ่านมาถึงคอลัมน์ของคุณชัชฉบับนี้ ก็เพราะอยากจะให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นกรมสุขภาพจิต หรือองค์กรอาหารและยา และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันรณรงค์กระตุ้น และปลุกกระแสการดำเนินชีวิตในวิถีชีวิตการกินการอยู่แบบไทยๆ ในอดีต ได้หวนกลับมาให้คนไทยเราในยุคนี้ได้ใช้ในชีวิตประจำวันกันด้วยเถอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การใช้สมุนไพรในการดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง รวมถึงการทำบุญหรือนั่งสมาธิ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้คนไทยเราได้จิตใจเบิกบานปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมาเยือนกันได้อย่างแน่นอน

และที่สำคัญเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมากทีเดียว แทนที่เราต้องขวนขวายหาเงินมารักษาโรคภัยไข้เจ็บ และแก้กันที่ปลายเหตุ ทำไมเราไม่เริ่มต้นวางรากฐานแก้ไขกันที่ต้นเหตุเสียล่ะ น่าจะได้ผลและเกิดประโยชน์เสียกว่า ยิ่งสังคมไทยเรากำลังเป็นสังคมสูงอายุ การเจ็บไข้ได้ป่วยย่อมตามมากับคนวัยนี้หากคนสูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงดีในบั้นปลาย ก็ลดค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณของรัฐที่หมดไปกับเรื่องสาธารณสุขแต่ละปีอย่างมากทีเดียวเพราะฉะนั้นหากคนไทยเรากินอย่างไทย อยู่แบบไทย ไม่หลงใหลไปตามความเจริญของคนตะวันตก ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากทีเดียว ความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนไทยเราคงจะลดน้อยลงไปจากปัจจุบันอย่างมากคงขออนุญาตฝากเป็นข้อคิดให้กับรัฐบาลไว้แต่เพียงเท่านี้

ขอบพระคุณอย่างสูง
จาก คนไทยห่วงใยชาติ
เรียนผู้ใช้นามแฝง
"คนไทยห่วงใยชาติ"
ขออนุญาตตอบจดหมายของคุณแทนนะครับ

นับเป็นเรื่องกังวลนะครับ เดี๋ยวนี้คนไทยไม่น้อยทีเดียวป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือไม่ก็เป็นโรคความดันสูงกันเป็นจำนวนมาก ด้วยเพราะสาเหตุจากอาหารการกิน และการขาดการออกกำลังกายเป็นต้นตอหลักสำคัญทีเดียวเพราะฉะนั้นหากคนไทยเรามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหารให้ถูกสุขลักษณะ และมีประโยชน์ต่อร่างกายรวมถึงการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันกันเป็นประจำ ก็เชื่อว่า น่าจะทำให้คนไทยเราห่างไกลจากโรคเหล่านี้ได้อย่างดีทีเดียว

สำหรับเรื่องข้อเสนอของคุณนั้น เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่าในยุคสมัยสังคมไทยเราเวลานี้ที่เปลี่ยนไปมากทีเดียวเอาเป็นว่า ผมนำจดหมายของคุณมาลงให้ เพื่อผ่านต่อให้หน่วยงานที่ดูแลและเกี่ยวข้องได้พิจารณาดูตามความต้องการของคุณก็แล้วกันนะครับ

ด้วยรักและนับถือ
เจริญชัย อุดมพาณิชวงศ์

"นับเป็นเรื่องกังวลนะครับ เดี๋ยวนี้คนไทยไม่น้อยทีเดียวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ก็เป็นโรคความดันสูงกันเป็นจำนวนมาก ด้วยเพราะสาเหตุจากอาหารการกิน และการขาดการออกกำลังกายเป็นต้นตอหลักสำคัญทีเดียว เพราะฉะนั้นหากคนไทยเรามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหารให้ถูกสุขลักษณะ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันกันเป็นประจำก็เชื่อว่า น่าจะทำให้คนไทยเราห่างไกลจากโรคเหล่านี้ได้อย่างดีทีเดียว"