ทองแถม นาถจำนง

“ธรรมดานักเขียนและนักประพันธ์ที่ดีที่ผู้เขียนเคยเห็นมานั้น ย่อมจะต้องมีธาตุหรือมีพลังอันหนึ่งอยู่ในตัวเป็นจุดเดือดอยู่เป็นนิตย์ เหมือนกับหม้อน้ำที่ทำให้เกิดแรงในโรงงาน เมื่อมีสิ่งใดมากระทบประสาทต่าง ๆ ของนักเขียนเข้า กำลังที่อยู่ภายในนั้นก็บันดาลให้เกิดปฏิกิริยาเป็นหนังสือ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นดั่งนี้ เป็นปฏิกิริยาธรรมชาติ เพราะนักเขียนนักประพันธ์มีธาตุหรือกำลังพิเศษอยู่ในตัวดั่งที่ได้กล่าวมาแล้ว ธาตุพิเศษหรือกำลังพิเศษ หรือคุณสมบัติของนักเขียนนี้ ผู้เขียนไม่มีอยู่ในตัว ฉะนั้น ถ้าอยู่แต่ลำพังคนเดียว ถึงจะได้รู้ได้เห็นสิ่งใดก็ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้ คงจะเงียบหายไป ไม่สะท้อนออกมาเป็นตัวหนังสือ แต่คุณสละเป็นผู้ที่มีกำลังนี้มาก ละมีจนเหลือใช้จึงสามารถต่อท่อส่งสตีมยังผู้เขียน อาศัยแรงเคี่ยวเข็ญทำให้เกิดเป็นตัวหนังสือขึ้นมามากมายเอาการอยู่ หนังสือที่เขียนออกมานั้น จะดีหรือไม่ดี ผู้เขียนขอยกไว้ให้ท่านผู้อ่านเป็นผู้วินิจฉัย แต่สาเหตุที่หนังสือต่าง ๆ นั้นหลุดออกมาได้ ผู้เขียนขอยกให้เป็นของคุณสละ ลิขิตกุล ผู้เป็นหม้อน้ำหรือไดนาโมดั่งที่ได้กล่าวมาแล้ว”

(คำนำหนังสือเรื่อง “คึกฤทธิ์ว่า” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ชัยฤทธิ์ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ลงวันที่ในคำนำเป็นวันที่ 28 พฤษภาคม 2495)

“เสฐียรโกเศส” ท่านมองว่า พลังของคนเรามีวิถีแสดงออกสองทางคนโดยทั่วไปแล้ว เป็นพลังทางวัตถุ อันเป็นประโยชน์ต่อ “สังขาร” หรือความต้องการทางร่างกาย อันนี้มีอยู่ในทุกคน
แต่สำหรับนักเขียนแล้ว ยังมีวิถีแสดงออกอีกทาง อันเป็นประโยชน์ต่อจิตวิญญาณ หรือความต้องการทางจิต นี่กระมัง คือพลังพิเศษที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ กล่าวถึง

“เราอ่านวรรณคดีกันทำไม ไม่เห็นจะทำให้เกิดประโยชน์โภชน์ผล ใช้สอยอะไรไม่ได้
แต่อย่าลืมว่า พลังงานที่มีอยู่ในตัวเรามีวิถีทางเดินเป็นสองทางขนานกันไป คือทางแห่งการแสดงออกในตน ทางแรกเกี่ยวกับโลกในทางวัตถุซึ่งเราต้องใช้มันให้มันเป็นประโยชน์แก่ร่างกายของเรา อีกทางหนึ่งเกี่ยวกับโลกแห่งจิตใจ เป้นการแสดงออกแห่งศิลปะและวรรณคดี เช่น แต่งหนังสือวรรณคดี ร้องเพลง เต้นรำ เป็นต้น ทางทั้งสองนี้แม้ตะเดินเป็นเส้นขนาน แต่มักไปพบกันแล้วปนกันอย่างที่เรียกว่า วรรณคดีประยุกต์ฉะนี้แล” (หนังสือ “รสแห่งวรรณคดี” โดย เสฐียรโกเศส)

ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ (ว.วินิจฉัยกุล) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ 2547 กล่าวถึง “คึกฤทธิ์ ปราโมช” ว่า

“พรสวรรค์ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่ยากจะหานักประพันธ์อื่นเปรียบได้ คือท่านสามารถพาคนอ่านเดินเข้าไปอยู่ในนวนิยายของท่านเหมือนมีโลกนั้นอยู่ในความเป็นจริง ท่านสามารถปลุกเสกตัวละครขึ้นมาจากตัวอักษร ให้หายใจ มีชีวิตและเลือดเนื้อได้อย่างคนจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงคำบรรยายในหน้ากระดาษ จึงไม่แปลกที่คนอ่านต่างก็รู้สึกคุ้นเคยกับแม่พลอยผู้งามพร้อมทั้งกายและใจ ช้อยสาวชาววังผู้ฉลาดเฉลียวเจ้าคารม เสด็จเจ้านายผู้ทรงทั้งพระเดชและพระคุณ คุณเปรมผู้ดำรงชีวิตแบบหนุ่มลูกผู้ดีชายไทยสมัยรัชกาลที่ 5 และลูกๆทั้งสี่คน แต่ตัวละครของพลตรีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะชนชั้นสูงในสังคม ชาวบ้านอย่างไอ้ลอย พระเสม โนรี ทองโปรย เจ้าผลพระเอกและคนอื่นๆที่โดยสารเรือมาพบจุดจบพร้อมกันในเรื่อง “หลายชีวิต” ก็สะท้อนชีวิตชาวบ้านภาคกลางให้เห็นได้แจ่มแจ้ง ราวกับพวกเขาเป็นเพื่อนฝูงคนรู้จักมาแต่เก่าก่อน

พรสวรรค์อีกประการหนึ่งทางด้านวรรณกรรมของพลตรีม.ร.ว. คึกฤทธิ์ คือความสามารถด้านภาษา ในระดับที่เรียกว่า เป็น “นายของภาษา” ท่านสามารถหยิบยกคำในภาษาไทยมาใช้ให้เห็นเอกลักษณ์ของสังคมที่ท่านบรรยายถึง ได้อย่างถึงแก่น เมื่อพูดถึงข้อนี้ก็ต้องบอกว่า มีใครอื่นที่ไหนสามารถดึงภาษาชาววังสมัยรัชกาลที่ 5 ขึ้นมาให้คนอ่านเห็นวัฒนธรรมทางภาษาอย่างแจ่มแจ้ง แค่ประโยคสั้นๆว่า “เสด็จให้มาทูลเสด็จว่าจะเสด็จหรือไม่เสด็จ ถ้าเสด็จจะเสด็จ เสด็จจะเสด็จด้วย”

คำพูดแค่นี้แสดงถึงเอกลักษณ์ภาษาชาววังได้โดยไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาวกว่านี้ นอกจากนี้ ยังเป็นสำนวนเฉพาะตัวของคนไทยจริงๆ จะแปลเป็นภาษาอื่นก็แปลไม่ได้กระชับรัดกุมและได้รสเท่านี้ เพราะจะต้องพ่วงด้วยคำอธิบายตามมาอีกยืดยาว

ความเป็นนายของภาษาเห็นได้อีกหลายอย่างเช่น คารมในการเขียน พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นผู้มีอารมณ์ขันอันคมคาย ไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก เรื่องตึงเครียดทางการเมืองอย่างใดก็ตาม ท่านสื่อออกมาด้วยอารมณ์ขัน ด้วยโวหารหยิกแกมหยอก ทีเล่นทีจริง ยั่วเย้าอย่างสุภาพโดยไม่หยาบคายหรือล่วงละเมิดในเชิงดูถูกดูแคลนผู้ที่ท่านเอ่ยถึง บทความของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ที่ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็นอะไรก็ตาม จึงมีผู้ติดตามอ่านทุกมุมเมือง ยิ่งถ้าสถานการณ์ทางการเมืองเข้มข้น หรือเกิดปัญหายุ่งยากอย่างใดก็ตาม คนอ่านก็จะติดตามอ่านด้วยใจระทึกว่า เรื่องนี้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีความเห็นอย่างไร ในทำนองไหน มีนับครั้งไม่ถ้วนที่ท่านเป็นผู้ชี้ขาดปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่กำลังร้อนระอุคุกรุ่นอยู่ในช่วงนั้น ผลก็คือ ความร้อนที่ทำท่าว่าจะลุกเป็นไฟขึ้นมา ก็สงบลงเหลือเพียงควันกรุ่นๆ ก่อนจะดับหายไปในเวลาไม่นานนัก

ความเป็นนายของภาษาประการสุดท้ายที่จะกล่าวถึงก็คือ ท่านเป็นผู้เขียนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อ่านเข้าใจชัดเจน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ชำนาญภาษาโดยแท้จริง เพราะการเขียนเรื่องยากให้อ่านง่ายนั้น ทำได้ยากกว่าเขียนเรื่องง่ายให้อ่านยาก เนื่องจากคนที่ไม่ชำนาญทางภาษา จะทำได้เพียงเขียนให้ตัวเองเข้าใจอยู่ฝ่ายเดียว ไม่สามารถดูออกว่าสิ่งที่เขาสื่อสารนั้นคนอ่านเข้าใจได้หรือไม่ ดังนั้นเมื่อพวกนี้เขียนเรื่องง่าย คนอ่านก็เข้าใจยาก ยิ่งถ้าเขียนเรื่องยาก คนอ่านก็จะยิ่งเข้าใจยากหนักเข้าไปอีก ผิดกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่สามารถสื่อเรื่องยากๆเช่นเรื่องประวัติศาสตร์และสังคมของต่างประเทศ ไม่ว่า ถกเขมร พม่าเสียเมือง ฝรั่งศักดินา ยิว หรือฉากญี่ปุ่น ได้ออกมาเป็นเรื่องสนุกด้วยภาษาที่อ่านง่ายชัดเจน โดยยังคงสาระไว้ครบถ้วย เพราะท่านชำนาญภาษาพอจะดูออกว่าควรสื่อสารด้วยถ้อยคำอย่างใด จึงจะสื่อความหมายที่ต้องการให้ผู้คนที่หลากหลายทั้งเพศ วัย และพื้นฐานการศึกษาได้เข้าใจกันทั่วหน้า

วิธีของท่านคือเขียนด้วยภาษาที่ง่ายและชัดเจน แต่ก็ไม่ใช่ง่ายอย่างภาษาของเด็ก แต่มีความลึกอยู่ในความคิดและจินตนาการที่แฝงมาในภาษา อย่างตอนหนึ่งจากเรื่อง ถกเขมร ท่านพูดถึงนครวัด ว่า"...คิดดูแล้วก็เห็นว่าเกินกำลังดันทางศิลปะ เกินศรัทธา และเกินความฝันของมนุษย์ที่จะสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างอันใหญ่หลวงนี้ขึ้นมา ได้ด้วยกำลังแขนกำลังขาและด้วยเครื่องมือเพียงง่ายๆตามแบบโบราณภายในเวลา เพียง 30 ปีเท่านั้น สิ่งเดียวที่ก่อกำเนิดและเร่งรัดการก่อสร้างนี้ไปจนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ขึ้นมาได้ ก็คือ อำนาจ อำนาจที่เห็นแก่ตัว จะเคลิ้มฝันเห็นตัวเองเป็นเทวราชผู้ครองโลก อำนาจที่กดขี่บังคับและทารุณแก่มนุษย์อื่นๆ โดยมิได้เห็นราคาและมิได้เห็นว่าเป็นมนุษย์ด้วยกัน ถ้าหากว่าเหงื่อและน้ำตาตลอดจนชีวิตของมนุษย์ที่ถูกเกณฑ์เอามาสร้างนครวัด นี้ สามารถจะตักตวงเอาไว้ได้ เหงื่อ น้ำตา และชีวิตนั้น ก็คงจะท่วมท้นคูที่ล้อมรอบนครวัดนั้นอยู่ เสียงลมที่พัดเข้ามาทางช่องทวารศิลาและแล่นไปตามระเบียงมืด ดังเหมือนเสียงสะท้อนของเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเมื่อพันปีมาแล้ว และเสียงค้างคาวกระพือปีกและเสียงค้างคาวร้อง ฟังดูเหมือนเสียงคนกระซิบกระซาบ ปรับทุกข์กันด้วยความเหนื่อยอ่อนและเมื่อยล้า..."

ดิฉันเคยถามตัวเองว่า เสน่ห์ของวรรณกรรมของพลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นอกจากเนื้อเรื่อง ภาษา และตัวละครแล้ว ในข้อเขียนต่างๆ ซึ่งไม่มีการสร้างสรรค์เรื่องราวตัวละคร ยังมีคุณสมบัติอย่างใดอีก ที่ทำให้เป็นที่ติดอกติดใจของคนอ่านไม่น้อยกว่ากัน ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า เป็นวิธีเขียนโดยใช้ตรรกะ ซึ่งมีอยู่อย่างสม่ำเสมอในคอลัมน์หรือสารคดีของท่าน พลตรีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ไม่กล่าวถึงสิ่งใดลอยๆ โดยปราศจากเหตุผลที่มารองรับ เรื่องของท่านตั้งแต่วิธีทำน้ำพริกไปจนเรื่องประวัติศาสตร์ยุโรป ล้วนแล้วแต่มีคำอธิบายที่มาที่ไปรองรับความคิดเห็นของท่านทั้งสิ้น โดยมากก็เป็นเกร็ดความรู้ต่างๆทั้งของไทยและตะวันตก ที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ หรือรู้แต่มองข้ามไป

เมื่อท่านนำมาอธิบายร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ก็ทำให้ความคิดเห็นของท่านมีน้ำหนักควรแก่การเชื่อถือ ถ้าหากว่าจะมีคนหักล้าง ก็ต้องไปหักล้างที่เกร็ดความรู้นั้น ไม่ใช่แย้งความคิดเห็นของท่านขึ้นมาเฉยๆ ในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เท่าท่าน หรืออาจรู้มากพอกัน แต่เขียนแบบท่านไม่เป็น ก็หักล้างไม่สำเร็จ จึงทำให้ข้อเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์โดดเด่นเป็นที่น่าเชื่อถือมาโดยตลอด ขอยกตัวอย่าง เกร็ดเล็กๆ ที่ท่านเปรียบเทียบดนตรีไทยเดิมกับดนตรีคลาสสิคของฝรั่ง สักเรื่องหนึ่ง”

(หมายเหตุ คำบรรยาย ณ บ้านซอยสวนพลู ในวันพุธที่ 20 เมษายน 2554 กล่าวถึง ความเป็นนักประพันธ์จากผลงานวรรณกรรมของ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)