สถาพร ศรีสัจจัง

หรือเพราะปีนี้นางสงกรานต์ชื่อ นางกิริณีเทวี หรืออีกนามหนึ่งคือ นางกาฬกิณีเทวี!!?

หลายใครจึงมีทั้งเสียว ทั้งร้อนๆหนาวๆ และทั้งที่สะใจ ไปกับคำพยากรณ์ที่มาพร้อมกับ “ประกาศสงกรานต์” กันมากหน้าหลายราย โดยเฉพาะบรรดาฝ่ายอำนาจรัฐและฝ่ายที่ต้องการแย่งชิงอำนาจรัฐมาไว้ในมือเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง(ทั้งที่อ้างและไม่อ้างประชาชน/ประชาธิปไตย!)

           เพื่อคนที่สนใจจะได้รู้ถึงรายละเอียดกันทั่วถึง จึงใคร่ขอนำ “ข้อมูล” บางส่วนเกี่ยวกับถ้อยความที่ปรากฏใน “ประกาศสงกรานต์” ปีนี้มาให้ดูผ่านสื่อกันอีกสักหน่อยปะไร เขาว่าไว้อย่างนี้ :
            ...ประกาศสงกรานต์ จุลศักราช 1379 พุทธศักราช 2560 ปีระกา นพศก จันทรคติเป็นปกติมาส สุริยคติเป็นปกติสุรทิน วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันศุกร์ที่ 14 เมษายน เวลา 2 นาฬิกา 49 นาที 12 วินาที จันทรคติตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 5 ปีระกา

             นางสงกรานต์มีนามว่ากาฬกิณีเทวี หรือ นางกิริณีเทวี ทรงพาหุรัด ทักดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา หัตถ์ขวาทรงขอช้าง หัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาเหนือหลังกุญชร(ช้าง)

             ...เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้อังคารเป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 300 ห่า ตกในเขาจักรวาล 120 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 90 ห่า ตกในมหาสมุทร 60 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 30 ห่า
            นาคให้น้ำ 4 ตัว ต้นปีน้ำน้อย กลางปีน้ำงาม ปลายปีน้ำมาก...
            เกณฑ์ธาราธิคุณชื่ออาโป(ธาตุน้ำ) น้ำมาก น้ำท่วม...
            เกณฑ์ธัญญาหารชื่อวิบัติ ข้าวกล้าในไร่นาจะเกิดกิมิชาติ(หนอนแมลง) ได้ผล 1 ส่วน เสีย 5 ส่วน
            บ้านเมืองจะเกิดยุทธสงคราม จะฆ่าฟันกัน จะนิราศจากกัน จะฉิบหายเป็นอันมาก แล ฯ
            ..................

           นึกภาพกันออกใช่ไหม?ว่าหลังมีประกาศศกสงกรานต์ดังคำและความแบบที่เล่ามา ความครึกครื้นสนุกสนานก็ย่อมเกิดตามมา ทั้งในและนอกการเมือง ทั้งในและนอกรัฐาธิปัตย์ ทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว ทั้งเหลือง-ทั้งแดง และทั้งคนรักและเกลียดสีรุ้ง เป็นต้น

            นักวิเคราะห์การเมืองในสภากาแฟชาวบ้านแถบเมืองชายแดนภาคใต้(ที่สื่อและคนภาคอื่นจินตนาการสร้างภาพกันได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้วว่ากำลังดำรงอยู่ในมิคสัญญีภาพ!)เจ้าเก่า โยนเรื่องนี้เข้าไปเป็นหัวข้อร้อนในสภากาแฟแห่งนั้นด้วยสีหน้าสีตาเคร่งเครียดเป็นพิเศษ พร้อมกับตั้งคำถามต่อท้ายว่า สมาชิกท่านใดมีความคิดเห็นฉันใดกันบ้างเล่า?

            หลังบางใครในวงอ้อมแอ้มแสดงทัศนะแบบคนหัวก้าวหน้าสมัยใหม่ขึ้นว่า ถ้อยประกาศแบบนี้ แม้เด็กประถมยุคปัจจุบันที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์มาแค่เล่มสองเล่ม ก็รู้แล้วว่าเป็นเหมือนนิทานหลอกเด็ก! 
            มหาบาเรียนลาพรตเจ้าเดิมก็แหวสวนขึ้นว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ไม่เห็นหรือไงว่านางสงกรานต์ปีนี้นะชื่อเหมือนกับนางสงกรานต์ปี 2554 เปี้ยบเลย จำไม่ได้หรือไงว่าปีนั้นน้ำท่วมประเทศไทยจนคนงอมพระรามกันไปทั้งบ้านทั้งเมืองแค่ไหน?...”

             แล้วที่ว่า..   “บ้านเมืองจะเกิดยุทธสงคราม จะฆ่าฟันกัน จะนิราศจากกัน จะฉิบหายเป็นอันมาก แลฯ” นั่นละ หมายความว่ายังไง? บางใครเปรยเสียงแบบปริวิตก

              คำตอบเรื่องนางสงกรานต์ปี 2560 จึงถูกสรุปจบลงที่ เจ้าเด็กหนุ่มรูปหล่อหน้าซื่อ สมาชิกใหม่แห่งสภากาแฟเมืองชายแดนใต้ที่ว่า “...ก็จะเป็นไรไปเล่า คำว่าสงคราม คำว่าฆ่าฟันกัน มันเกิดอยู่แล้วทุกวันในโลกปัจจุบัน บ้านเราเมืองเราก็เกิดมาเรื่อย แต่เพราะบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรอะ! คนที่ต้อง “นิราศ” ต้อง “เกิด” ฉิบหายเป็นอันมาก ก็มักเป็นพวกที่ควรจะต้อง “นิราศ” และควรจะต้อง “ฉิบหาย” เสมอมานี่นา...เกิดอีกบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นไร แผ่นดินจะได้สูงขึ้นอีก!!"

                เขาส่งท้ายข้อสรุปด้วยพุทธวจนะว่าด้วยคนเชื่อเรื่องดวงดาวฤกษ์ยามโชคลาง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงสอนอย่างเฉียบขาดว่า :

                 “ไม่เชื่อพระพุทธเจ้ากันบ้างหรือไง ที่ทรงตรัสว่า...ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนเขลา ผู้คอยนับฤกษ์อยู่ ประโยชน์เป็นตัวฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้” !!!