ศุลกากรหนองคาย ส่งมอบอสุจิของกลางให้สาธารณสุขจังหวัดหนองคาย รับไปดำเนินการต่อขยายผลการประกอบการของแพทย์และสถานประกอบการ 4 แห่ง ขณะที่ผู้ต้องหาถูกปรับ 2 แสนบาท ปล่อยตัวไปแล้ว ส่วนคลินิกดังในเวียงจันทน์ ยังคงให้บริการตามปกติ

ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรหนองคายจับกุมนายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 114 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ พร้อมของกลางถังไนโตรเจน 1 ถัง ภายในบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด เป็นอสุจิของชาวจีน และชาวเวียดนาม โดยจับกุมได้ขณะกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ ณ ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว จ.หนองคาย ซึ่งเป็นการกระทำผิด พรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 41 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอซื้อ ขาย นำเข้า ส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน อัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พรบ.ศุลกากร ในการนำของต้องห้ามออกนอกราชอาณาจักร จำคุก 10 ปี ปรับ 4 เท่าราคาของรวมค่าอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ หลังจากนั้นนายด่านศุลกากรหนองคายได้ส่งมอบของกลางให้กับนายพิชิต ลีลาศ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ เจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยาประจำสะพานมิตรภาพไทย –ลาว

นายนิมิตร แสงอำไพ นายด่านศุลกากรหนองคาย กล่าวว่า ผู้ต้องหาได้ยื่นความจำนง ขอระงับคดีในชั้นศุลกากรงดการฟ้องร้อง ซึ่งหลังจากดูข้อกฎหมายแล้วก็เห็นว่าการระงับคดีจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยปรับเป็นเงิน 2 แสนบาท ยกเว้นโทษจำคุกไม่ต้องส่งอัยการหรือศาลให้พิจารณาลงโทษ เนื่องจากทางสาธารณสุขก็พร้อมที่จะดำเนินการต่อ ในการขยายผลไม่ให้มีขบวนการค้ามนุษย์ ค้าอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนอีกต่อไป โดยจะมีการทำงานร่วมกัน ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขก็จะขยายผลในส่วนกลางต่อไป เบื้องต้นตรวจสอบด้านกฎหมายของสปป.ลาว ยังไม่มีกฎหมายห้ามในการดำเนินการดังกล่าว แต่ในด้าน พรบ.ศุลกากร ไทยกับลาวใช้กฎหมายเหมือนกันในการนำเข้าส่งออกสินค้าทุกชนิด ซึ่งการลักลอบนำออกประเทศนี้ถือว่าผิดกฎหมาย โดยผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่าเป็นการลักลอบนำเข้าประเทศลาว จากการตรวจสอบ คาดว่าน่าจะมีเพียงขบวนการกลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียว ซึ่งผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมครั้งนี้ได้มีการเดินทางข้ามไปกัมพูชาและ สปป.ลาว ส่วนบุคคลอื่นยังไม่เคยมีประวัติ ซึ่งทางศุลกากรได้ส่งของกลางพร้อมมอบข้อมูลทั้งหมดให้กับสาธารณสุข เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการขยายผลและเชื่อมโยงขบวนการ

ทางด้าน นายพิชิต ลีลาศ กล่าวว่า ตนจะนำของกลางพร้อมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ส่งให้กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองคาย ให้ไปดำเนินการตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลทั้งกับเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบวิชาชีพ รวมไปถึงสถานประกอบการว่าได้มีการขออนุญาต ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งส่วนกลางจะเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องรายละเอียดตามข้อกฎหมาย โดยใช้ฐานข้อมูลของด่านศุลกากรหนองคาย ในการขยายผลต่อไป

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบที่คลินิกแห่งหนึ่งในนครหลวงเวียงจันทน์ (VIP คลินิก) ซึ่งเป็นคลินิกที่นายนิธินนทน์ นำถังบรรจุอสุจิมาส่งเพื่อทำการอุ้มบุญนั้น พบว่าเป็นอาคาร 2 ชั้น 2 คูหา ตั้งอยู่ถนนเต้ 4 บ้านดอนกลอย นครหลวงเวียงจันทน์ มีการติดป้ายด้านหน้าข้อความภาษาลาวว่า “ศูนย์การแพทย์ปิ้นปัวภาวะมีลูกยาก” (ศูนย์การแพทย์รักษาภาวะมีลูกยาก) โดยยังมีการเปิดให้บริการตามปกติ.