ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ในสังคมบริบทยุคใหม่ แทบจะทุกประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วต่างมุ่งสู่ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” แต่ที่สำคัญที่สุดนั้น “การมีส่วนร่วม” ของประชาชนนั้น อาจจะไม่ได้มุ่งเน้น “แนวคิดประชาธิปไตย” ก็อาจเป็นได้ เพียงแต่ต้องการมีส่วนร่วม เนื่องด้วย “เรียกร้องความเป็นธรรม” และที่สำคัญ “เศรษฐกิจจะต้องดี!” กล่าวคือ มีเงินอยู่ในกระเป๋าสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ มีอาหารทานได้ภายในครอบครัว พร้อมทั้งมี “คุณภาพชีวิต” ที่ดีพอใช้จนถึงดีมาก...เพียงแค่นี้ประชาชนก็จะไม่มีการประท้วงใดๆ ทั้งสิ้น

และที่สำคัญ “การปฏิรูปประเทศ” แทบทุกประเทศกำลังมุ่งหน้ากับ “การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ” โดยอาจไม่สนใจว่า “ระบบการเมืองการปกครอง” จะเป็นรูปแบบใด ไม่ต้องดูอื่นไกล “สาธารณรัฐประชาชนจีน” มีระบบการเมืองการปกครองเป็นสังคมนิยม แต่ระบบเศรษฐกิจเป็น “ทุนนิยม” จนชาวจีนปัจจุบันมีเศรษฐีมากมาย ขับรถปอร์เช่ เบนท์เล่ย์ เมอร์ซิเดส เบนซ์ โรลรอยส์ บีเอ็มดับเบิ้ลยู เป็นต้น ซึ่งประชาชนสนใจถึง “ความพอดี-ความมั่งมี” เท่านั้น แต่ที่สำคัญซึ่งเป็น “นโยบายของรัฐบาล” คือ “ปราบโกง!”
การที่ประเทศไทยเรามุ่งเน้น “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นั้นถามว่า “ยากหรือไม่?” ก็ต้องตอบว่า “ยากมาก!” ที่ต้องใช้ระยะเวลาอย่างมุ่งมั่นและมีอุดมการณ์ จริงๆ แล้วเราเริ่มต้นปฏิรูปเมื่อต้นปี 2558 ที่เพียงแค่ “คิด” และ “สร้างแนวคิดกับหลักการ” จนในที่สุดได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.)” และมีการจัดร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่สมบูรณ์แล้ว และกำลังร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ “กฎหมายลูก” ที่จำต้องเข้มแข็งเพื่อป้องกันมิให้ “รัฐธรรมนูญถูกฉีกอีก!”

ทั้งนี้ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ นับว่าเป็น “กูรูทางกฎหมาย” ที่เข้าใจบริบทการเมืองไทยเป็นอย่างดี และที่สำคัญอาจารย์มีชัย ทั้งช่ำชองและเชี่ยวชาญ “ลีลาของนักการเมืองไทย” ที่ต้องสร้าง “กลไกรัฐธรรมนูญ-กฎหมายลูก” ที่ต้องเอาจริงเอาจังดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดกับ “นักการเมืองโกงจริง!” และไม่สำคัญเท่ากับ “กำจัดธุรกิจการเมือง” ที่บ้านเมืองเราผ่านมาแล้ว 80 กว่าปี ที่ล้มเหลว ล้มลุกคลุกคลาน!

จริงๆ แล้ว “การทุจริตคดโกง” หรือ “กินหัวคิว” นั้น ถ้าจะมีเพียงไม่เกินร้อยละ 10 เพื่อความสะดวกสบายก็น่าจะเอาหูเอานาเอาตาไปไร่ได้บ้าง แต่ถ้าโกงกันทีร้อยละ 30-35 บางโครงการโกงกันร้อยละ 50 ผมว่า “น่าเกลียดที่สุด!” ที่เอาเปรียบเงินภาษีประชาชน

ประเทศไทยถึงได้ล้มเหลวมาโดยตลอด หรือย่ำอยู่กับที่ ที่บรรดานักการเมืองเลวที่ดีก็มีไม่ใช่ไม่มี เพียงแต่ว่า “ผู้นำทางการเมือง” มุ่งแต่จะเอาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อเพื่อครอบครัวและสมัครพรรคพวกเท่านั้น!

อย่างตัวอย่างของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียเมื่อครั้งที่แล้วที่ได้นำเสนอไป “นอร์เวย์” ที่ต้องยอมรับว่า “การยอมรับของประชาชนและการมีส่วนร่วม” ใน “การสร้างชาติ” ที่มีความสำคัญมาก พอมาดู “สวีเดน” และ “เดนมาร์ค” ที่มีลักษณะของอุปนิสัยใจคอของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ “รักความสงบ” และ “ไม่เคยจะประท้วง-คัดค้าน” ประการใดเลย และที่สำคัญคือ “รัฐบาลเขารักษาหลักธรรมาภิบาล” อย่างมาก โดยเฉพาะ “ระบบกษัตริย์” ของเมืองเขานั้นมีลักษณะที่เรียบง่ายและสามารถดำเนินชีวิตคล้ายบุคคลธรรมดาสามัญ ทั้งนี้เป็น “ความต้องการของราชวงศ์เอง!”

การดำเนินนโยบายของกลุ่มประเทศเหล่านี้มีลักษณะ “ทางสายกลาง” ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทั้
ในช่วงสันติและเป็นกลางระหว่างสงคราม

สวีเดนเป็นผู้ส่งออกเหล็ก ทองแดง และไม้ชั้นนำของยุโรปตั้งแต่สมัยยุคกลาง อย่างไรก็ดี การขนส่งและการคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะไม้ และแร่เหล็ก การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการจัดการศึกษาทั่วไป ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษ 1890 ประเทศได้เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิด “ระบบสวัสดิการ” ของรัฐบาลขึ้น ปัจจุบัน สวีเดนมีความโน้มเอียงในทาง “เสรีนิยม” และ “ความต้องการความเท่าเทียมกันในสังคม” และมักจะเป็นชาติที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของ “ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติ”

ขอย้ำพระมหากษัตริย์สวีเดนเป็นประมุขแห่งรัฐ ซึ่งองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนสูงสุดของประเทศ แต่ไม่มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ รวมถึงไม่จำเป็นต้องลงพระปรมาภิไธยในการตัดสินใจของรัฐสภาด้วย

จากการแก้ไขกฎการสืบราชสมบัติในปี พ.ศ. 2522 ให้สิทธิเท่าเทียมกันกับรัชทายาททั้งชายและหญิง ทำให้ตำแหน่งรัชทายาทสูงสุดในปัจจุบันเป็นของเจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรีย ซึ่งเสด็จพระราชสมภพในปี พ.ศ. 2520

เดนมาร์กมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ สมเด็จพระบรมราชินีนาถมาเกรเธที่ 2 ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถและเป็นพระประมุขของราชอาณาจักรเดนมาร์ก

เดนมาร์กคือหนึ่งในประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม นอกจากนี้ยังเป็นรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ที่มีสวัสดิการแก่ประชาชนมากมาย อีกทั้งยังติดอันดับประเทศที่มีรายได้เข้าประเทศในอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย ประสิทธิภาพทางการตลาดของเดนมาร์กก็อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้มาตรฐานการอยู่อาศัยของเดนมาร์กก็อยู่สูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของยุโรป รวมทั้งมีการค้าขายเสรีจำนวนมากภายในประเทศ เดนมาร์กมีตัวเลขของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อประชากรสูงกว่าประเทศในแถบยุโรปทั่วไป และสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณ 15 – 20 เปอร์เซ็น เดนมาร์กก็ยังเป็นสมาชิกของธนาคารโลก ตลาดแรงงานของเดนมาร์กเป็นตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาได้มากที่สุดในยุโรปตามการจัดลำดับของโออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นผลมาจาก “นโยบายสวัสดิการของรัฐ” ที่ให้ตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดแรงงานในประเทศสามารถว่าจ้าง, ไล่ออก ทำให้แรงงานในประเทศไม่ต้องกังวลเรื่องตกงาน และยังเป็นประเทศที่สามรถขายหรือหาซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดาย...นั่นล่ะคือ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”