การพัฒนาให้ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาเซียน แม้จะมีความพยายามร่างนโยบายหรือผลักดันโครงการภายใต้รัฐบาลหลายยุคหลายสมัย แต่การขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงเพิ่งเกิดขึ้นอย่างจริงจังในรัฐบาลชุดนี้ภายใต้การบริหารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หลังจากพลเอกประยุทธ์ได้ประกาศจัดตั้ง “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน” รอบประเทศจากเหนือสุดถึงใต้สุด รวม 10 จังหวัด เพื่อมุ่งหวังให้นโยบายนี้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งหวังกระจายความเจริญลงไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ หรือเป็นประตูการค้าบานสำคัญที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ ผ่านการค้าขาย สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับประชาชนในจังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษและใกล้เคียง

นับเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วกับการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจนมีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ โดยในการพัฒนาได้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ กล่าวคือ ระยะแรกนำร่องพื้นที่ 5 จังหวัดที่มีการค้าชายแดนสูง ประกอบด้วย ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา 2 ด่าน (ด่านสะเดา-ด่านปาดังเบซาร์) ทั้ง 5 จังหวัดนี้ได้เริ่มคิกออฟแล้วตั้งแต่ปี 2558 ขณะที่ระยะที่ 2 คือ หนองคาย นราธิวาส เชียงราย นครพนม และกาญจนบุรี กำลังผลักดันให้เดินตามมาอย่างติด ๆ เพื่อให้การดำเนินงานใน 10 จังหวัด 11 รวม 3.88 ล้านไร่ บรรลุความสำเร็จตามเป้าประสงค์

การบริหารนโยบายสำคัญครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะเป็น ประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ด้วยตัวเอง พร้อมกับสั่งการให้จัดทำ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับการเปิดตลาดเสรีอาเซียน และการผลักดันการค้าชายแดนของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยมีหลักการดำเนินงานภายใต้กฎหมายปัจจุบันและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

เอกชนรายน้อยใหญ่ทั้งจากนักลงทุนข้ามชาติ นายทุนใหญ่ในประเทศ รวมถึงนายทุนภูธร ล้วนแห่เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ตัวเลขการลงทุนล่าสุด ณ เดือน เม.ย. 2560 ของบีโอไอ รายงานว่า บรรดาเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ เข้ามาลงทุนรวมกว่า 40 โครงการ คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 8,578.7 ล้านบาท ส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนที่จังหวัดตาก มากที่สุดถึง 22 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 3,541.9 ล้านบาท ไล่ตั้งแต่เอกชนไทย ไตหวัน และจีน มาลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง การก่อสร้าง การผลิตพลาสติก อาหารสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากผลพลอยได้หรือเศษวัสดุทางการเกษตร

นายมงคล ตันสุวรรณ

นายมงคล ตันสุวรรณ ประธานหอการค้ากลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2  (มุกดาหาร สกลนคร นครพนม) กล่าวว่า นโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาลที่เริ่มต้นทำในครั้งนี้ถือว่ามาถูกทาง เพราะจุดมุ่งหมายจะช่วยให้เกิดการค้าและการลงทุนในพื้นที่ โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มภาคเหนือตอนบนที่ตอนนี้มีจังหวัดมุกดาหาร เป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่ผ่านมาการค้าก็มีความคึกคักแต่การลงทุนยังน้อยอยู่ ดังนั้นรัฐบาลควรจะต้องคอยช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนมากขึ้น และต้องทำให้เกิดความชัดเจนสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมให้การสนับสนุนอยู่แล้ว หากนโยบายดังกล่าวเดินหน้าไปได้ด้วยดี

สอดคล้องกับ นายกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวสนับสนุนว่า การดำเนินนโยบายครั้งนี้ของรัฐบาล เป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และช่วยกระจายความเจริญลงมายังพื้นที่ด้วยการส่งเสริมการค้าและการลงทุน ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดสงขลาอาจมีปัญหาหลายอย่างที่ทำให้นักลงทุนยังไม่ค่อยสนใจเข้ามาลงทุน เพราะจังหวัดแห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่ในเชิงอุตสาหกรรม แต่ทางด้านการค้าผ่านด่านชายแดน ถือว่า เป็นสิ่งที่คึกคักและเป็นด่านหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศมาโดยตลอด ซึ่งภาครัฐควรจะต้องมองจุดนี้ และเพิ่มแนวทางมาสนับสนุนแบบเฉพาะเจาะจง

นายกวิสพงษ์ สิริธนนนท์สกุล

จากตัวเลขการลงทุนและเสียงสะท้อนของภาคเอกชนข้างต้นจึงการันตีได้ว่า นโยบาย “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน” ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ขณะเดียวกันช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชนฐานราก พร้อม ๆ กับทะยานเข้าสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” อย่างแน่นอน