แสงไทย เค้าภูไทย

การทำลายงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อสร้างบรรยากาศปรองดองของกลุ่มส.ส.ต่างพรรคของกำลังเจ้าหน้าที่ อ้างว่าได้รับแจ้งว่ามีวัตถุต้องสงสัยในห้องจัดเลี้ยง เมื่อเย็นวันศุกร์ที่แล้ว เพิ่มน้ำหนักการวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นข้ออ้างในการเลื่อนหรือเลิกการเลือกตั้งตามโรดแมป

เหตุระเบิดที่ห้องวงศ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเมื่อ 22 พ.ค.และระเบิดก่อนหน้านี้ที่หน้ากองสลากฯและโรงละครแห่งชาติที่ยังตามจับตัวคนร้ายไม่ได้ ถือเป็นน้ำหนักและเหตุผลที่ทำให้ปักใจว่าเป็นการสร้างสถานการณ์สร้างเพื่ออะไร ?

ต้องจับความตามน้ำเสียงขุ่นๆของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.หลังเหตุการณ์ระเบิด ร.พ.พระมงกุฏ ที่ว่า “ถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบเช่นนี้ จะมีเลือกตั้งได้หรือ ?”นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขว่า หากยังมีความขัดแย้งกันอยู่ ภาคการเมืองยังไม่มีความปรองดอง “เลือกตั้งกลับเข้ามา ก็เข้ามาตีกันอีก”พรรคการเมืองคู่ขัดแย้งก็เลยพากันสงบปากสงบคำ ไม่แสดงความขัดแย้งกันออกมา ซ้ำรวมตัวกัน 50 คนจัดงานเลี้ยงสังสรรค์สมานฉันท์ดังงานที่ถูกเบรคเมื่อวันศุกร์ที่แล้วอีกทางหนึ่ง ผู้อาวุโสทางการเมืองอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายพิชัย รัตตกุล ยังออกมาแนะนำให้ทุกพรรคจับมือกันสร้างกติกาการเมืองเพื่อความมั่นคงและรักษาระบอบประชาธิปไตยเสนอว่า ให้สองพรรคใหญ่ ซึ่งหมายถึงเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล พรรคใดได้คะแนนมากกว่า ให้พรรคนั้นเสนอตัวนายกรัฐมนตรีขึ้นมาถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็หมายถึงการปิดประตู คนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้น หมายถึงนอกการเมือง ซึ่งในที่นี้มุ่งไปที่พลเอกประยุทธ์ ที่มีการเชียร์กันอย่างออกหน้าออกตาจากสายอนุรักษ์นิยมหากเป็นเช่นนั้น พรรคการเมืองขั้วที่ 3 ที่ฝ่ายคสช.หมายมั่นจะให้เป็นสปริงบอร์ดให้พลเอกประยุทธ์ดีดตัวไปอยู่ในการพิจารณาของ

2 สภาเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ก็แทบจะไม่มีความหมายแม้จะมีส.ว.เป็นแรงหนุนเต็มเหยียดก็ตามเมื่อเห็นทางข้างหน้าว่า โอกาสที่จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งลางเลือน ก็สู้ไม่มีการเลือกตั้งเสียเลยจะมิดีกว่าหรือ?แต่ก็กังวลว่า จะหาข้ออ้างไม่ได้ ยิ่งบรรดานักการเมืองพากันทำตัวเป็นเด็กดี ไม่ก่อให้เกิดเงื่อนไขที่กลายเป็นข้ออ้างในการเลื่อนหรือเลิกเลือกตั้ง ก็ยิ่งวิตกมีการรวมตัวกันของ อดีตส.ส. 50 ที่สังกัดทั้งพท.ทั้งปชป.และพรรคแนวหน้าอีก 2-3 พรรค ก็ยิ่งหวั่นไหว จึงเมื่อมีการนัดกินข้าวสังสรรค์กันที่โรงแรมใจกลางกรุงแห่งหนึ่ง ก็เลยมีการขัดขวางจนงานล้มทั้งๆที่หากปล่อยให้จัดงานกันสำเร็จด้วยดี ก็อาจจะไม่มีอะไรเป็นประเด็นสำคัญอาจจะเป็นแค่การสร้างภาพว่ามีการปรองดองกันในหมู่นักการเมืองด้วยกันก็ได้อันที่จริงบรรดาอดีต ส.ส.เหล่านั้น ไม่ว่าจะ 2 พรรคใหญ่ หรือพรรคอันดับ 3-4-5-6-ฯลฯ ล้วนรู้จักกันดีอยู่แล้วโดยเฉพาะส.ส.อาวุโสที่เข้าสภาฯมาหลายสมัยจนเป็นเพื่อนกับเขาไปทั่วบทบาทในสภาฯ มีบ้างที่ดุดันถึงขั้นชี้หน้า เมื่อเลิกประชุม บางครั้งคู่กรณีต่างกรากเข้าหากันจนดูคล้ายจะเข้ามาชกกัน แต่แท้ที่จริงเข้ามายกมือไหว้ขอโทษขอโพยกันเพราะพวกเขาถือว่า การโต้แย้งกันในสภาฯนั้น เป็นการทำหน้าที่ของ ส.ส.แทนประชาชนที่เลือกตั้งพวกเขาเข้ามายิ่งกว่านั้น อดีตส.ส.บางคนย้ายสังกัดกัน “ตามความเหมาะสม”อยู่บ่อยๆ จนมีความสนิทสนมกับนักการเมืองทุกพรรคจึงมีคำเปรียบเปรยว่า ในวงการ การเมืองว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”การใช้ข้ออ้างเรื่องความขัดแย้งและการขาดความปรองดอง เพื่อให้คสช.และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์อยู่ต่อ จึงไม่มีน้ำหนักถ้าเอาเหตุผลในการทำรัฐประหารของคสช.ข้อสำคัญที่สุด คือข้อที่ว่าเข้ามาเพื่อยุติความขัดแย้งและการเผชิญหน้าและสร้างความปรองดอง

บัดนี้สถานการณ์ดังกล่าว เข้ามาอยู่ในเงื่อนไขของคสช.แล้ว ฝ่ายการเมืองทุกพรรคจับมือกันแล้วหรือถ้ามีเงื่อนไขด้านการปฏิรูปซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สองรองจากเรื่องความปรองดอง ภาคการเมืองก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวพยายามไม่ทำตัวเข้าไปอยู่ในเงื่อนไขที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการอยู่ต่อ
มองในมุมกลับ คสช.เสียอีกกลับกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง มีการดูถูกนักการเมือง ยัดเยียดนักการเมืองให้เป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชนไปเสียหมด
แต่ภาพลักษณ์เลวร้ายของนักการเมืองที่ถูกยัดเยียดมานั้น เมื่อมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากสำนักทำโพลหลายสำนัก หลายแล้วโอกาสแล้วพบว่าประชาชนยังชื่นชอบนักการเมืองในพื้นที่ของพวกตนอยู่อย่างเหนียวแน่นโพลครั้งแล้วครั้งเล่า อันดับคะแนนพรรคการเมืองที่ประชาชนให้ยังคงเหมือนเดิม คือพรรคที่ 1 เพื่อไทย พรรคที่ 2 ประชาธิปัตย์แต่ที่นับเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ที่สุดของคนทำโพลก็คือ

มีการนำเอาพลเอกประยุทธ์ไปเป็นตัวเปรียบเทียบวัดค่าความนิยมกับพรรคการเมืองเพราะได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งจึงมีการนำไปทำเป็นภาพพลเอกประยุทธ์และข้อความล้อเลียนในลักษณะโปสเตอร์ แพร่กันในโซเชียลมีเดีย มีข้อความ ว่า “สอบตก” และมีข้อความตอบกลับว่า “สอบตกก็ต้องเรียนซ้ำชั้น”ความหมายของคำว่า”ซ้ำชั้น”ก็คือ การ “อยู่ต่อ”อยู่ต่อแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น ?