“ถ้าเลือกผมจะทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน จะไม่เอาเวลาไปหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง หรือตั้งบริษัท เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง ตั้งแต่บัดนั้นจนทุกวันนี้ไม่เคยมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนเป็นของตัวเอง”

เริ่มเห็นเค้าลางแนวโน้มว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ผ่านกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านแล้ว 2 ฉบับ อดใจรออีกไม่นาน

พักเรื่องหนักๆเอาไว้ก่อน “รื่นรมย์คนการเมือง” สัปดาห์นี้จะพาไปติดตามดูว่าช่วงพักการเมืองมา 3 ปี อดีตส.ส.เขาไปทำงานทำการอะไร ที่ไหนกันบ้าง และเขาเหล่านั้นจะยังคง คิดถึงสภาหินอ่อนกันบ้างหรือไม่ กับอดีตดารานักแสดงเคยได้รับรางวัลตุ๊กตาทองและอีกหลายรางวัล และผันตัวเองมาเป็นนักการเมือง “รณฤทธิชัย คานเขต” อดีตส.ส. ยโสธร พรรคภูมิใจไทย

@ ไม่ละทิ้งความพยายาม
พี่รณ เล่าถึงการเป็นดารานักแสดงแล้วมาเป็นนักการเมืองว่า ความจริงชีวิตใฝ่ฝันลึก ๆแล้วอยากจะเป็นส.ส. ต่อสู้เพื่อประชาชน เหมือนอาจารย์ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีตรัฐบุรุษของคนอีสาน เป็นนักต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ไม่ยอมก้มหัวให้นายทุน ขุนศึก และเผด็จการคนใด และยอมต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว แม้ว่าสุดท้ายของชีวิตท่านจะถูกฆ่า จากนั้น พี่รณ ได้สมัครเป็นส.ส.แต่สอบตกติดต่อกัน 6 สมัยตั้งแต่ปี 2522-2537 แต่ก็ไม่ท้อ พยายามพบปะประชาชนทุกพื้นที่ และทำงานหนักตลอด ในที่สุดก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในปี 2538 และชนะการเลือกตั้งติดต่อกัน 5 สมัย ได้ทำงานในสภาผู้แทนราษฎรมา 20 ปี

พี่รณ ยังบอกเคล็ดลับที่ทำให้ชนะการเลือกตั้งในครั้งที่ 7 ว่า “ถ้าเลือกผมจะทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน จะไม่เอาเวลาไปหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง หรือตั้งบริษัท เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง ตั้งแต่บัดนั้นจนทุกวันนี้ไม่เคยมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนเป็นของตัวเอง”

พี่รณ บอกว่า แม้ไม่ได้เป็นส.ส. แต่ทุกวันนี้ก็ยังไปงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่เคยขาดเลย แต่ละสัปดาห์มีหลายงาน ที่มีชาวบ้านเชิญให้เป็นประธานงานนั้นงานนี้ ทั้งงานแต่ง งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพ โดยเฉพาะงานบุญประเพณีเยอะมาก ในหนึ่งปีในจังหวัดจะมีงาน ฮีต12 คอง 14 รวม 26 บุญ โดยเฉพาะงาน “มาลัยข้าวตอก” ที่อ.มหาชนะชัย บ้านเกิดของพี่รณ เองมีการจัดงานยิ่งใหญ่ สวยงาม ซึ่งในปีนี้ได้รับเชิญให้เล่นละครแสงสีเสียง เรื่อง “ตำนานมาลัยข้าวตอก”ด้วย

@ ชักชวนปลูกข้าว-ผักอินทรีย์
นอกจากงานบุญแล้ว ยังมีงานที่ทำเพื่อส่วนรวม นั่นคือการไปเป็นที่ปรึกษาให้กับสภาเกษตรกรแห่งชาติ จ.ยโสธร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด จัดโครงการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้ง ใช้น้ำน้อย เช่น ปลูกแตงโมอินทรีย์ ปลูกถั่วลิสงอินทรีย์ โดยเฉพาะแดงโมอินทรีย์ ลงทุนไร่ละ 3-4 พันบาท ขายได้ 2 หมื่นบาท แต่ต้องเป็นอินทรีย์นะ เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดก็ไปช่วยชาวบ้านขายด้วย

พี่รณ ยังพูดถึงความภาคภูมิใจที่เป็นคนจังหวัดยโสธรว่า จังหวัดได้นำร่องเรื่องเกษตรอินทรีย์ โดย บุญธรรม เลิศสุขเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัด มีเป้าหมายจะเพิ่มพื้นที่แปลงเกษตรอินทรีย์ให้ได้ 1 แสนไร่ภายในปี 60 เพราะการปลูกพืชผัก หรือ ข้าว ที่เป็นอินทรีย์ราคาจะสูงกว่าใช้สารเคมี ซึ่งปัจจุบันคนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น นอกจากนี้พ่อค้าต่างประเทศเริ่มเข้ามาสั่งซื้อข้าวอินทรีย์จากจ.ยโสธรมากขึ้น

ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรที่ทำนาอินทรีย์ขายข้าวได้กก.ละ 12-16 บาท แต่ก็ยังมีชาวนายังใช้สารเคมีขายข้าวเปลือกเพียงกก.ละ 7-8 บาท ดังนั้นพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ ชาวนา ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะการปลูกพืชผัก ทำนาอินทรีย์ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องมีระเบียบวินัย ทำตามกฎกติกาที่วางไว้ ก็สามารถทำได้ คนอื่นเข้าทำได้ เราก็ต้องทำได้

@ ทำแผนยุทธศาสตร์น้ำ
แม้ไม่ได้ส.ส. แต่งานในพื้นที่ไม่มีวันหยุดเหมือนกัน นอกจากช่วยเกษตรกรแล้ว พี่รณ ยังเปิดอบรม หรือบรรยายพิเศษให้ความรู้ให้กับเกษตรกรในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ โดยในปี 2559 ที่ผ่านมาได้เปิดโครงการ “อ่างเก็บน้ำห้วยโพง” ขนาดความจุ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร อ.ศรีแก้ว อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เป็นโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งมีปัญหาตกค้างมานาน เนื่องจากเกษตรกรเจ้าของพื้นที่ไม่ยินยอมมอบพื้นที่ให้ เพราะตกลงเรื่องค่าเวนคืนไม่ได้

“ ผมและนายพิกิฏ ศรีชนะ อดีตส.ส.ตั้งแต่ปี 2553 ได้ประสานไปยังกรมชลประทาน ขอให้นำเรื่องนี้มาทบทวนใหม่ และรับจะไปทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้ทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งประชาชนก็ยอมและจ่ายค่าเวนคืน”และงบประมาณในการก่อสร้าง วงเงิน 500 กว่าล้านบาท และในงบประมาณปี 2561 สำนักก่อสร้างงบประมาณที่ 7 จ.อุบลราชธานี ของบจำนวน 300 ล้านบาท เพื่อส่งน้ำให้เกษตรกรได้ใช้น้ำเพื่อประกอบอาชีพ นอกจากนี้ผมได้เป็นหนึ่งในตั้งคณะทำงาน เพื่อทำแผนยุทธศาสตร์น้ำ ปรับปรุง “ลำห้วยโพง” และ “ลำเซบาย” เพื่อหาน้ำต้นทุนให้กับเกษตรกรมีน้ำใช้ เพราะน้ำคือชีวิตของเกษตรกร มีน้ำก็มีอาชีพ มีอาชีพก็มีรายได้ มีรายได้ครอบครัวก็มีความสุข

@ ยันลงสนามเลือกตั้งรอบหน้า
พี่รณ แสดงความเป็นห่วงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นว่า ต้องการปลูกจิตสำนึกให้พี่น้องรู้จักรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง อย่าให้ใครคดโกงงบประมาณ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาส่วนรวม และหากมีโอกาสจะเล่าให้พี่น้องฟังอยู่เสมอว่าประเทศเรามัวแต่วุ่นวาย แตกแยก แบ่งก๊ก แบ่งเหล่า แบ่งกลุ่ม แบ่งสี เพราะต้องการมีอำนาจ เมื่อมีอำนาจก็แสวงหาผลประโยชน์ สร้างความร่ำรวยให้กับตัวเอง และพรรคพวก บางคนเป็นส.ส.แค่ 2-3 ปีมีเงิน 100-200 ล้านถามว่ารวยมาจากไหน ถ้าไม่โกง ไม่คอรัปชั่น เพราะฉะนั้นขออย่างเดียวอย่าคอร์รัปชั่นก็พอแล้ว

สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป พี่รณ ยืนยันหนักแน่น ลงสมัครส.ศ.แน่ ส่วนจะชนะหรือแพ้ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน แต่ยังยืนยันอุดมการณ์เดิมไม่เปลี่ยน จะไม่เป็นผู้รับเหมาแน่นอน และทำเรื่องน้ำต่อไป

เรื่อง : ชนิดา สระแก้ว