"ซิน จ่าว ก๊าก บ่าน" สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เริ่มต้นทักทายกันเป็นภาษาเวียดนาม หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบปะ และติดตามคณะนักข่าวเวียดนามที่เดินทางเยือนประเทศไทย ตามคำเชิญของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคณะได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเพิ่งจะได้ทราบเหมือนกันว่า นอกจากเชียงใหม่ หรือ "แถ่งโฝ เฉี่ยงมาย" ในสำเนียงเวียดนาม จะเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนแล้ว ยังเป็นจุดหมายปลายทางอันเลื่องชื่อของนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามที่ปักหมุดกันเลยว่าต้องมาให้ได้

และครั้งนี้เรามี "นางสาวโตน บู่ย ทู เหื่อง" หรือ "อ.ยิ้ม" เจ้าของรางวัลชนะเลิศการประกวดสุนทรพจน์ภาษาไทยประจำปี 2555 ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ร่วมคณะไปด้วย และเธอจะมาเป็นผู้ไขข้อข้องใจตอบทุกคำถามที่คนไทยสงสัย หรือยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม คนเวียดนามให้เราฟังกัน
นายอนุสนธิ์ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย (ขณะนั้น) มอบรางวัลชนะเลิศการประกวดสุนทรพจน์ภาษาไทย ให้ นางสาวโตน บู่ย ทู เหื่อง

๐ "ฮอนดา ดรีม" จุดเริ่มต้นรู้จักประเทศไทย
ก่อนจะตกหลุมรักเมืองไทย สาวน้อยวัย 27 ปี รายนี้ไม่เคยคิดจะเรียนภาษาไทยเลย รู้จักประเทศไทยก็ผ่านสินค้าไทยที่เป็นที่นิยมในเวียดนาม โดยเฉพาะจักรยานยนต์ฮอนดา ดรีม ซึ่งพี่ชายของพ่อมีอยู่คันหนึ่ง คนแถวบ้านเห็นก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ยิ่งแถวบ้านมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า "ไทยขาว" ก็คิดว่าคนไทย กับคนไทยขาวก็ไม่น่าแตกต่างกัน จนตอนศึกษาอยู่ที่ ม.ฮานอย มี 11 ภาษาให้เลือก เป็นการเรียนแค่ปีเดียว ขณะนั้นมีแค่ภาษาไทย และภาษาอิตาลีเท่านั้นที่มีการสอบชิงทุน ซึ่งก่อนจะตัดสินใจ ก็มีโอกาสไปทำงานเป็นล่ามในงานแสดงสินค้าไทย ได้พบสามีภรรยาคนไทยคู่หนึ่ง แม้จะมีลูกแล้ว แต่ยังพูดจาต่อกันหวานมากเหมือนคู่รักที่เพิ่งแต่งงานใหม่ เลยประทับใจว่าคนไทยน่ารักมาก บวกกับมีทุนด้วย เลยตัดสินใจเลือกเรียนภาษาไทย

๐ "ลุงโฮ" กับคนเวียดนาม
"ลุงโฮ" คือวีรบุรุษของคนเวียดนาม อ.ยิ้ม เล่าว่า สำหรับคนรุ่นพ่อแม่ที่เกิดทันลุงโฮยังมีชีวิตอยู่ ก็จะเคยเห็นภาพ ติดตาม นับถือ และรำลึกถึง แต่คนยุคหลังก็ได้เรียนรู้จากคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อน และเรียนประวัติศาสตร์มา ก็จะประทับใจถึงความเป็นสุดยอดคนที่หาหนทางมากู้ชาติได้ ณ ตอนนั้น ลุงโฮต้องขึ้นเรือจากไซ่ง่อน ทำงานเป็นกุ๊ก ระหว่างนั้นก็เรียนภาษา ศึกษาหาความรู้ พบปะผู้คน หาทางออกให้ประเทศ ลุงโฮเป็นต้นแบบของคนที่มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจจริง เรียนเก่ง แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ลุงโฮกล่าวไว้เองว่าอย่าเอาลุงเป็นแบบอย่าง "ลุงเป็นตัวอย่างให้คนอื่นได้ ยกเว้นอย่างหนึ่งคือลุงสูบบุหรี่ อันนี้อย่าทำตาม"
จากนักศึกษาภาษาไทยสู่ครูสอนภาษาเวียดนามผู้ตกหลุมรักเมืองไทย

๐ คนเวียดนามไม่มีศาสนา
ประเด็นศาสนาของคนเวียดนามเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก หากเราไปถามเขาว่านับถือศาสนาอะไร เขาจะตอบว่าไม่มีศาสนา แต่บ่อยครั้งที่เราเห็นนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามไม่ว่าจะตามวัดพระแก้วก็ดี หรือวัดต่างๆ พวกเขาไม่ได้เข้าไปชมศิลปะอันวิจิตรงดงามของประเทศไทย แต่พวกเขาตั้งใจเข้าไปไหว้พระ อ.ยิ้ม กล่าวว่า การที่บอกคนเวียดนามไม่มีศาสนานั้น หมายถึงไม่ได้ระบุในเอกสารราชการอย่างใบเกิด หรือบัตรประชาชนว่านับถือศาสนาอะไร แต่ในวิถีชีวิตแล้ว คนเวียดนามมีความคิดความเชื่อทั้งทางศาสนาพุทธ และขงจื๊อรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำความดี ความกตัญญู การเคารพบรรพบุรุษ จะเห็นว่าช่วงปีใหม่คนจะไปวัดกันเยอะมาก ชวนกันไปไหว้พระโดยเฉพาะเวลาได้ไปต่างประเทศ อย่างมาประเทศไทยก็จะชอบวัดไทยมาก ถ้าทำทัวร์เที่ยววัดอย่างไรก็ขายเวียดนามได้ เพราะมีความเชื่อที่สอดคล้องอยู่แล้ว
ที่น่าสนใจมากในขณะที่วัยรุ่นไทยห่างวัด ห่างศาสนา แต่วัยรุ่นเวียดนามกลับตรงกันข้าม ในประเทศเวียดนาม ที่วัดพุทธจะมีกิจกรรมเข้าค่ายปฏิบัติธรรม ถือศีล ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ฟังเทศน์ ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่มากๆ วัยรุ่นชาวเวียดนามยังชอบแชร์คำสอบทางพุทธศาสนาผ่านทางเฟซบุค เวลามีปัญหาอะไรก็จะหันหน้าเข้าวัดเป็นที่พึ่งทางใจ บางบ้านไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็มีการตั้งหิ้งพระบูชาก็มี
คนเวียดนามไม่มีศาสนา แต่ความเชื่อและวิถีชีวิตสอดคล้องกับแนวทางพระพุทธศาสนา

๐ การครองเรือนของคนเวียดนาม
คนเวียดนามแต่งงานเร็ว เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยก็มีครอบครัวแล้ว บางคนที่ไม่ได้เรียนต่ออุดมศึกษาก็จะมีลูกเร็วมาก แต่ปัจจุบันผู้หญิงเวียดนามก็ทำงานนอกบ้านมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าความคิดที่ว่า ผู้ชายต้องทำงานใหญ่ ต้องหาเงินเข้าบ้านยังมีอยู่ ส่วนผู้หญิงถ้าหาเงินเข้าบ้านได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผู้หญิงเวียดนามยุคใหม่จะถูกสอนว่า ต้องทำงานมีอาชีพที่มั่นคงก่อนแล้วจึงมีครอบครัว ไม่ใช่แค่ปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เพื่อจุดยืนและคุณค่าของตัวเองด้วย ก็เลยจะเห็นผู้หญิงไปทำงานหาเงินนอกบ้านมากขึ้น แม้แต่งงานไปแล้วก็อาจจะยังไม่หยุดทำงาน เพราะเคยมีคนสอนว่า ต่อให้งานที่ทำได้เงินเดือนน้อย ก็ยังต้องไปทำงาน ไม่ควรอยู่บ้าน ทว่าบางครอบครัวก็มีเหมือนกันที่สามีสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ ก็จะให้ภรรยาเป็นแม่บ้านเต็มตัว
แถ่งโฝ เฉี่ยงมาย หรือจังหวัดเชียงใหม่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในหมู่คนเวียดนาม

๐ สังคมเวียดนามเป็นสังคมเปิดสำหรับผู้หญิง
ใครที่มีโอกาสได้ติดต่อกับคนเวียดนาม ไม่ว่าจะในระบบราชการ หรือธุรกิจ อาจจะเห็นว่าผู้บริหารส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย แม้แต่ภาพของคณะผู้บริหารประเทศ ทำให้เกิดคำถามถึงพื้นที่ของผู้หญิงในเวียดนาม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกเรียกร้องความเท่าเทียม วันนี้เวียดนามกำลังค่อยๆ เปลี่ยน ปัจจุบันเป็นสังคมเปิดสำหรับผู้หญิงแล้ว งานที่ผู้หญิงสามารถทำได้ และได้เงินเดือนสูงก็มีไม่น้อย ในรัฐบาลเองก็มีการกำหนดโครงสร้างการบริหารงานส่วนท้องถิ่น ว่าต้องมีผู้หญิงในคณะบริหาร รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนจากชาติพันธุ์เข้ามามีตำแหน่งในคณะบริหารด้วย

๐ คนเวียดนามรู้จักประเทศไทยดีสนใจการเมืองไทย
ข่าวเกี่ยวประเทศไทยที่ออกในเวียดนามมีเยอะมาก ยิ่งช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง แบ่งเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง คนเวียดนามจะติดตามข่าวนี้กันมาก ถือเป็นข่าวดังในเวียดนาม ถึงขนาดที่ใครบอกจะมาเมืองไทย คนรอบข้างจะรีบเตือนให้ระวังตัว เพราะข่าวที่ออกไปดูน่ากลัว แต่ในฐานะคนที่อยู่ที่นี่เองแล้ว อาจารย์สาวชาวเวียดนามบอกว่า รู้สึกเฉยๆ ถ้าไม่ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ อย่างตอนช่วงที่มีประท้วงก่อนรัฐประหารครั้งล่าสุด คนเวียดนามจะคิดว่าเป็นการประท้วงที่รุนแรงใหญ่โต แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ถึงขั้นนั้น ถ้าถามว่าคนเวียดนามสนใจการเมืองไทยหรือไม่ ก็คงต้องตอบว่าสนใจ อะไรเกิดขึ้นในเมืองไทยที่เวียดนามจะรู้กันหมด แตกต่างจากการเมืองเวียดนามที่จะนิ่งๆ เพราะมีพรรคเดียว และนอกจากการเมืองแล้ว สิ่งที่คนเวียดนามสนใจก็จะเป็นเรื่องสังคม หรืออาชญากรรมใหญ่ๆ
ข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นประเด็นที่คนเวียดนามให้ความสนใจมาก

๐ ความประทับใจที่มีต่อคนไทยและประเทศไทย
อ.ยิ้ม มาอยู่ประเทศไทยได้ 4 ปีแล้ว ปกติก็จะได้กลับบ้านปีละ 3 - 4 หน ครั้งแรกตอนกำลังเรียนป.ตรี ได้ทุนระยะสั้นมาเรียนที่เมืองไทย เวลาไปไหนมาไหน ซื้อของ คนไทยก็จะยิ้มเวลาเห็นตนพูดภาษาไทย และจะช่วยสอนให้ ส่วนรอบหลังที่ได้มาทำงาน ต้องบอกว่าโชคดีมากที่เจอแต่คนไทยใจดี มีน้ำใจ โอบอ้อมอารี พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา และมีบุคคลหนึ่งที่ต้องขอบคุณมากๆ ที่ทำให้เธอเรียนภาษาไทย และมาได้ไกลขนาดนี้ คือสัตวแพทย์ท่านหนึ่งของบริษัทซีพีเวียดนาม ซึ่งได้พบที่ฮานอยตอนเธอไปสอนภาษาเวียดนามให้ โดยแรกๆ ก็รับค่าสอนปกติ แต่ต่อมาก็แลกเปลี่ยนกันเธอสอนภาษาเวียดนามให้ อีกฝ่ายก็สอนภาษาไทยให้ ตอนที่สถานทูตฯ จัดประกวดสุนทรพจน์ภาษาไทย ในหัวข้อ "ประเทศไทยในสายตาของคุณ" ก็ได้ท่านนี้ที่คอยช่วยเหลือเอาใจใส่ ฝึกซ้อมให้จนทำให้เธอคว้ารางวัลชนะเลิศและมาได้ไกลขนาดนี้