ทองแถม นาถจำนง

เมื่อก่อนนี้ การดูแลด้านศาสนาของรัฐบาล อยู่ที่กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่ออง๕กร แล้วมาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่จะอย่างไรก็ตาม เรื่องของพุทธศาสนานั้นก็ยังผูกพันใกล้ชิดกับเรื่องการศึกษาของชาติอยู่นั่นเอง

ปัญหาเกี่ยวกับพระสงฆ์บางส่วน และการบริหารจัดการเงินของวัดบางวัด กำลังเป็นที่วิพากย์วิจารณ์กันมาก จนบางคนอาจใช้คำว่า “วิกฤติ” และบางคนในโซเชียลมีเดียเขียนแสดงความคิดเห็นกันอย่าง “ชุ่ย ๆ “ ขาดความรู้พื้นฐาน ขาดความรู้เรื่องพัฒนาการการปกครองคณะสงฆ์ สัปดาห์นี้ข้าพเจ้าจึงขออนุญาต นำทัศนะของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เกี่ยวกับวิกฤติศาสนาพุทธแท้จริง ที่ควรเป็นห่วงมากกว่ากระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียขณะนี้

รวบรวมมาจาก ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิกฤติในพระพุทธศาสนา” โดย พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เนื่องในงานครบรอบห้าปี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วิทยาเขตเชียงใหม่ ณ วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2432

พระพุทธศาสนากับการศึกษา

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่แปลกกว่าศาสนาอื่น ท่านจะเผยแพร่ไปถึงไหน ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด กันดารขาดน้ำขาดท่า มีแต่ป่าแต่เขาอย่างไร ถ้าท่านไปตั้งวัดแล้วต้องตั้งโรงเรียนด้วย
คือเป็นศาสนาที่ส่งเสริมการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ก็คงจะเป็นเพราะเหตุว่า คัมภีร์ศาสนาพุทธไม่ใช่คัมภีร์เล่มเดียว มีพระไตรปิฎก คนจะรู้ศาสนาพุทธต้องเรียนหนังสือ ต้องรู้หนังสือ ถึงจะมาอ่านคัมภีร์พระไตรปิฎกได้
ความจำเป็นมีอยู่อย่างนี้ ท่านไปถึงไหนท่านก็สร้างโรงเรียนที่นั่น และนอกจากจะเป็นพระแล้วท่านก็เป็นครูสอนคนตลอดมา

ในเมืองไทยนี้ แต่ก่อนพระภิกษุอยู่ในฐานะเช่นนั้น พระสอนหนังสือ เปิดขุนช้างขุนแผนอ่าน พบว่า พระสอนเวทย์มนตร์ คาถาล่องหนหายตัว ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก เรียนจบแล้วไปเป็นทหารก็ได้ พระสอนวิชาช่างทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิจิตรศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรม ปั้นรูป เขียนรูป ขรัวอินโข่งมีชื่อเสียงที่สุดในกระบวนศิลปินไทย ท่านก็เป็นพระ พระอาจารย์นาคก็เป็นพระ เขียนรูปใครสู้ได้จนทุกวันนี้ ท่านก็สอนศิษย์กันต่อมาตลอดไปจนถึงวิชาอะไร เกร็ดฝอยต่างๆ ทำบ้องไฟ ดอกไม้ไฟไปจากพระ พระเป็นคนสอนทั้งนั้น

และวันดีคืนดี เกิดอะไรขึ้น รัฐบาลไทยตั้งโรงเรียน สอนหนังสือ พระก็ไม่มีใครไปเรียนหนังสือด้วย เพราะไปเข้าโรงเรียนหมด โรงเรียนก็ไปตั้งอยู่ข้างวัดนั่นแหละ บางทีตั้งในวัดเสียอีก แต่พระไม่ต้องสอนแล้ว ก็อาจจะมีชื่อขอให้ไปสอนเป็นน้ำใจองค์สององค์ ในที่สุดก็หายไป ก็เป็นเรื่องอขงทางราชการในทางศิลปะ ทางราชการตั้งโรงเรียนเพาะช่าง ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร พระก็ไม่ต้องสอน ในทางการรบพุ่ง ตั้งโรงเรียนนายร้อย จปร. แล้วพระจะไปสอน บอกคาถาอะไรล่ะให้เก่งกาจกันอย่างนั้น ก็นี่แหละครับ ในที่สุดก็หมด ออกจากวัดไปแล้ว ใครก็ไม่รู้มาว่า ว่าพระทุกวันนี้นั่งแต่ใบ้หวย แล้วจะให้ทำอะไรเล่า นั่งกันอยู่เฉยๆมันก็เหงา นี่ขอให้เห็นใจกันหน่อยเถอะครับ มันมาอย่างนี้แล้ว กระผมก็นึกว่า การศึกษาซึ่งทางรัฐบาลเกี่ยวข้องอยู่ กระทรวงศึกษาฯนั้นน่าจะได้ปรับปรุงการศึกษาของสงฆ์กันบ้างไหม คือ ขั้นต้น เมื่อศาสนาพุทธมีลักษณะเกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างผูกพันชนิดแก้ไม่ออกอย่างนั้น ทางผู้ปกครองแผ่นดินน่าที่จะต้องทำนุบำรุงรักษาการศึกษาและประสิทธิภาพในการศึกษาของพระศาสนาไว้ให้คงอยู่ถาวร ไม่ให้เปลี่ยนแปลงและลดน้อยลงได้

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เป็นการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดหลักสูตรขึ้นให้ภิกษุสามเณรศึกษาตามแบบการศึกษาในโรงเรียนปกติ คือมีวิชาปริยัติธรรมส่วนหนึ่งและวิชาสามัญตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาฯอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งภิกษุสามเณรเรียนได้โดยไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย วิชาที่ขัดต่อพระธรรมวินัยก็ไม่ให้เรียน

เนื้อหาวิชาปริยัติธรรมในหลักสูตรนี้ ชั้น ป.6 น้อยกว่านักธรรมตรี ชั้น ม.3 น้อยกว่านักธรรมโท และบาลีประโยค 1-2 ชั้น ม.6 น้อยกว่านักธรรมเอก และบาลีประโยค 4นี่เป็นตัวเลขที่มองเห็นกันอยู่ เขายอมรับกันอย่างนี้

การศึกษาพระปริยัติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่เราได้ทำกันมานานแล้ว คนที่สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตมาแล้วมากต่อมาก ไม่จำเป็นที่จะต้องไปบวชจนตาย ออกมาเป็นเสนาบดี มาเป็นอะไรมากมาย ไม่ต้องศึกษาสูงถึงเปรียญ 8 หรอก แค่เปรียญ 4 เปรียญ 6 ก็รับราชการได้ดิบได้ดี มีประโยชน์แก่ประเทศชาติมามาก

เราจะไปดูถูกว่า การศึกษาแบบนี้เป็นการศึกษาโบราณคร่ำครึ ไม่มีประโยชน์อันใดนั้นไม่ได้ เราจำเป็นต้องเทิดทูนไว้เสมอ ในการเทียบปริญญาทางโลกกับเปรียญธรรมนั้น เขาก็เทียบมา รู้สึกว่าจะต่ำ ตอนนั้นกระผมเป็นนักการเมือง ก็สู้เต็มเหนี่ยว

กระผมเห็นว่า เปรียญ 9 นั้น ควรจะเท่ากับปริญญาเอกก็ไม่มีใครเขายอมกระผม กระผมก็เป็นบ้าไปคนเดียว แพ้ไป ในที่สุดก็เป็นมาอย่างนี้ แค่ปริญญาตรี

ก็มีเสียงในระหว่างที่ถกเถียงกันอยู่นั้น มีเสียงพูดขึ้นว่า การสอนวิชาโลกและการให้ปริญญาแก่พระนั้น ในที่สุดจะไม่มีพระเหลือ ทำไมล่ะ เพราะได้ปริญญาท่านก็สึกไปทำงาน ไปหางานทำกันหมด เขาว่ากระผมอย่างนี้ กระผมก็ว่าสึกไป ศาสนาพุทธไม่ห้าม

ถ้าท่านได้ปริญญาทางสงฆ์แล้ว ท่านจะมาสึกมาหางานทำทางฆราวาสท่านก็จะพบว่าไม่มีใครเขารับท่านอยู่นั่นเอง จะรับอยู่ก็เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ กรมการศาสนา กองทัพบก กองทัพอากาศ ทางด้านอนุศาสนาจารย์ เข้าไปแต่งทหารแล้วจีวรไม่หลุดตัว พูดอะไรก็บ๊องๆชอบกล ก็เอา ถ้าจะทำอย่างนั้นได้ก็เอา ในที่สุด ท่านก็คงจะไม่สึก

พระที่ท่านต้องการศึกษาเพื่อประโยชน์ในการเป็นสงฆ์ ในการจะสั่งสอนชาวบ้านต่อไป ก็มีเป็นก่ายเป็นกอง ทำไมจะไปประมาทพระว่าถ้าได้รับปริญญาแล้วจะสึกกันหมด อันนี้กระผมไม่เห็นด้วยแต่ก็นั่นแหละครับ เรื่องแล้วมาแล้ว ก็มีคนเขาฟัง ไม่ใช่เขาไม่ฟังหรอก แต่ก็เป็นมาอย่างนี้

มหาวิทยาลัยสงฆ์สองแห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่นี่แหละ และมหามกุฏราชวิทยาลัยนั้น น่าจะต้องทะนุบำรุงให้มีมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาในระดับดุดมศึกษาของคณะสงฆ์อย่างแท้จริง เป็นมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ขอว่าท่านอย่าลืมว่าท่านเป็นพระด้วย

ท่านเป็นมหาวิทยาลัย การทำงานของมหาวิทยาลัยนั้น จะทำอย่างมหาวิทยาลัยฆราวาสเขาไม่ได้ จะต้องทำไปในทาง ที่เกี่ยวกับพระศาสนาตลอด จะต้องให้ความรู้แก่นิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ในฐานะที่ท่านเป็นพระสงฆ์อย่าไปลืมเป็นอันขาดในข้อนี้

อย่างกิจกรรมวันนี้ กระผมขออนุโมทนาสาธุการว่าเป็นการกระทำที่ถูกที่ชอบ อย่างนี้ก็ช่วยกันรักษาพระศาสนาไว้ได้ และก็จะป้องกันวิกฤติต่างๆที่จะเกิดขึ้นในพระศาสนาได้ต่อไปอย่างดีที่สุด

ก็มีปัญหาบางอย่างนะครับ ที่พระภิกษุไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ กลับมาแล้วก็มาเกิดความคิดว่า พระภิกษุในต่างประเทศนั้นเขาไปเรียนร่วมกับนักศึกษาอื่นในมหาวิทยาลัยฆราวาสได้ ไปนั่งฟังเลกเชอร์เก้าอี้ติดกับนิสิตสาว ๆ ว่างั้นเถอะ

ท่านก็จะเอาอย่างนั้นบ้างๆอันนี้ ขอกราบเรียนจริงๆ กระผมไม่เห็นด้วยเป็นอันขาดตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ เอาเท่าไรก็เอาไป แต่ว่าเอาพระไปเรียนจุฬาฯไปเรียนธรรมศาสตร์นี่ แล้วทำยังไง ถึงเวลาแล้วท่านก็มิไปนั่งเชียร์ฟุตบอลกับเขาด้วยหรือ เพราะท่านเป็นนิสิตนักศึกษาเข้าไปเต็มตัวแล้ว ท่านจะไปหลีกไปเลี่ยงได้อย่างไร กิจการของมหาวิทยาลัยก็จะเป็นที่เคารพของนักศึกษา ก็ต้องทำอยู่ในสปิริตของเขา ไปอยู่จุฬาฯนั้น นอกจากพระธรรมวินัยแล้วก็จะต้องไปมีอะไรล่ะโซตัสแน่ะอะไรของมันก็ไม่รู้

สปิริต ซีเนียริตี้ อะไรน่ะ มันนอกไปหมด
แล้วจะไปทำอย่างไรได้ครับ มันก็ไม่มีทางอยู่ดี
ข้อนี้ กระผมเห็นว่าเป็นวิกฤติทางความคิดเช่นนี้ เป็นวิกฤติจริงๆ

ภาวะสมองไหลในวงการสงฆ์

และอีกอย่างหนึ่ง ความรู้สมัยใหม่ต่างๆเหล่านี้ พระที่มีสติปัญญา มีความรู้สูงๆ มักจะไม่อยู่คงทนในพระพุทธศาสนา มักจะสึกหาลาเพศไป ไปหางานเท่าที่อยู่ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ไปเป็นอะไรก็ตามที ที่เขาต้องการใช้สติปัญญาของท่าน

นี่ไม่ใช่ต้องจบปริญญาแล้วออก ไม่ต้องจบก็ได้ ท่านเป็นเปรียญ ๙ ประโยค ก็สึกเพราะเหตุว่า ฆราวาสมานิมนต์ให้ไปทำงานถมไป อย่างนี้จะเรียกว่าสมองไหลได้ไหม ตามภาษาสมัยใหม่ถ้าเรียกว่าสมองไหลได้ ก็ต้องหาทางอุดล่ะครับ

นี่เราวิกฤติแล้ว

พระมีปัญญา พระมีสมอง สึกหมด โรคสมองไหลมาถึงวัดวาอารามแล้ว แล้วจะทำอย่างไรกันกระผมว่า เราที่เป็นพุทธศาสนิกชนทั้งพระทั้งฆราวาสจะต้องหาทาง จะต้องสัมมนากันอีกยกใหญ่เลย เพื่อป้องกันการเริ่มสมองไหลจากวัด จะทำอย่างไรกันดีก็มีพระไปเรียนนอกเรียนนา ท่านก็มาแสดงความคิดใหม่ๆ ก็เกิดสติปัญญาขึ้นทุกวันนี้ครับ จะบาปกรรมก็เห็นจะต้องพูดถึง มีพระวินัยเกิดขึ้นแล้ว

ภิกษุใดไม่เคยไปเที่ยวเมืองนอก ภิกษุนั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์อย่างนี้ครับ ก็ไปได้รับความรู้ใหม่ๆเข้ามา อะไรต่ออะไรนี่แหละ เกิดโรคสมองไหลขึ้น เพราะท่านอยู่ในวัดน่ะ ท่านเห็นว่าไม่สมกับวิชาความรู้ของท่านที่เรียนมา จะเทศน์ จะทำอะไร คนมาฟังเทศน์ก็น้อย ส่วนมากคนเฒ่าคนแก่ ท่านมีปัญญาปราดเปรื่อง ท่านรู้ของท่าน ท่านก็อยากจะทำให้มันสมกับฐานะคุณวุฒิ

ท่านก็ไหลไปทางแก้อีกทางหนึ่งกระผมก็เห็นว่า ต้องเป็นรัฐบาลอีกแหละ เวลานี้เราแก้ปัญหาสมองไหลจากมหาวิทยาลัยด้วยการเพิ่มเงินเดือนให้อาจารย์ ด้วยการเพิ่มความสะดวกสบายแก่อาจารย์ ทางแพทย์ก็เช่นเดียวกัน

ก็ทำไมเราไม่เพิ่มนิตยภัตกันบ้าง

ซึ่งก็ไม่มากมายเท่าฆราวาส แต่ก็จะเป็นกำลังใจ ไม่ใช่เป็นกำลังใจให้พระท่านอยู่เพราะความโลภ แต่เป็นกำลังใจให้พระท่านรู้สึกในใจของท่าน ว่าการที่บวชเป็นพระอยู่ในวัดนี้ ยังมีคนเขาต้องการอยู่ อย่างน้อยก็รัฐบาลไทย รัฐบาลพระเจ้าอยู่หัวนี่แหละต้องการให้เราเป็นพระต่อไป จึงได้มาเพิ่มความสะดวกสบาย เพิ่มนิตยภัตให้ และอะไรอื่นๆใกห้ เหล่านี้ก็น่าจะคิดได้นะครับ ถ้าหากว่าจะป้องกันวิกฤติซึ่งกำลังเกิดขึ้นทุกวันในขณะนี้

โรคสมองไหลจากวัดนี้ อย่านึกว่าไม่มี ไหลไปอยู่ตามองค์กการเอกชน องค์การราชการ ก็ไปอยู่มากกว่าอีก ซึ่ไปมากจนกระทั่งสามารถตั้งเปรียญธรรมสมาคมขึ้นได้ใหญ่โตมาก เขียนลงสยามรัฐทุกวัน คอลัมน์ข้างวัดไปดูสิ โฆษณาสมาคมนี้กันอยู่เรื่อยๆแต่ไหนๆก็จะพูดกันแล้ว ก็ขอพูดสักทีเถอะ

สมาคมนี้กระผมเคยเลื่อมใสมาก เคยนึกว่าจะทำประโยชน์ให้แก่พระศาสนา ดูไปดูมานั้นไม่เห็นมีอะไรครับ เป็นสมาคมแจกวัวแจกควายแก่ชาวบ้าน ก็เห็นเท่านั้น ทางปัญญากระผมก็มองไม่เห็นอะไรอย่างอื่น อยากจะพึ่งอะไรท่านก็ไม่ค่อยเห็นจะได้ความ แล้วก็เข้าไปเกาะแกะมากไปท่านก็เขม่นๆเอาด้วย กระผมก็เลยไม่กล้า ก็ปล่อยท่านแจกควายไป