ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

และแล้วเหตุการณ์ที่ทั้งอาจคาดฝันหรือไม่ได้คาดฝันไว้ล่วงหน้า ก็เป็นไปได้ว่า “อดีตนายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะ “หนีประเทศไทย” ในช่วงโค้งสุดท้ายระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม 2560 หลังจากพิจารณาอย่างดีและรอบครอบแล้วว่า “น่าจะดูท่าไม่สวย-อาจติดคุกได้!” จึง “ขอเผ่นดีกว่า!”

จริงๆ แล้วคนที่ทำงานข่าวอย่างผมที่เป็น “จิ้งจกการเมือง” น่าจะได้กลิ่นทะแม่งๆมาพอสมควรแล้วว่าน่าจะ “50/50” ที่ “คุณปูน่าจะเผ่น” เพราะทบทวนจากข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูล แล้วน่าเชื่อว่าการปล่อยข้อมูลเดินสายทำบุญนั้นได้วางแผนมาเป็นอย่างดี โดยมิได้มีการปล่อยข่าวช่วงวันสุดท้าย แต่มีการค่อยๆ ว่าได้ทำบุญในวันสุดท้าย ทั้งนี้นั่นคือ “การตลาดด้านประชาสัมพันธ์” อย่างแท้จริง!

แต่ในขณะเดียวกัน “แผนงานการเผ่นหนี” นั้นต้องมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ด้วยการกำหนดทั้งเส้นทาง ตลอดจน “กลุ่มควบคุม-กลุ่มกองกำลัง” และ “เส้นทาง” ตลอดจนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน และแน่นอน “หนังสือเดินทาง” ที่ต้องใช้เงินอย่างแน่นอน พร้อมเจ้าหน้าที่ทั้งฝั่งไทยและฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนเครื่องบินส่วนตัวที่ต้องส่งจากสนามบินจากเมืองหลวงบินตรงสู่ประเทศตอนล่างของประเทศไทย และมุ่งหน้าสู่ดูไบด้วยการใช้เงินนับหลายสิบล้านบาท โดยมีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี ส่วนจะมี “ใครรู้เห็นหรือไม่!” ขอตอบว่า “ไม่ทราบครับ!”...อิอิอิ!

ทั้งนี้ เมื่อหลังจากวันที่ 25 สิงหาคมผ่านไป สุดสัปดาห์นั้นทุกอย่างอาจหยุดชะงักไประยะด้วย “อารมณ์ค้าง” กับการเมืองไทย แต่ในขณะเดียวกัน “แผนงานการเดินหน้ากับการเมืองไทย” นั้นค่อยๆ พลิกโฉมหน้าสู่ “การเมืองใหม่” ทันที หรือเรียกว่า “สู่โหมดการเมืองใหม่”

“โหมด (MODE) การเมืองใหม่” นั้นมีนัยยะและสัญญาณมากกับการเมืองไทย เนื่องด้วยความจริงที่เราต้องยอมรับว่า “ทุนการเมือง (POLITICAL CAPITAL)” นั้นหมายถึง “เงิน” ที่เป็น “ตัวแปร-ปัจจัย” สำคัญอย่างมากสำหรับการเมืองไทยที่ต้องการ “ที่นั่ง (SEATS)” ใน “สภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งเฟื่องฟูมายาวนาน

แต่ “ทุนการเมือง (POLITICAL FUNDS)” จริงๆ นั้นมี 5 ปัจจัยที่สำคัญ กล่าวคือ หนึ่ง เงินที่เป็นปัจจัยมากในการทำงานและปฏิบัติการทางการเมืองคล้ายเครื่องมือ สอง สมองกับความคิดในการวางแผนเพื่อการกำหนด “ยุทธศาสตร์-กลยุทธ์” ทางการเมือง สาม การวางแผนในการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองกับประชาชนต่างระดับ ที่ต้องให้ประชาชนเข้าใจว่าพรรคต้องการทำอะไร มีอุดมการณ์อะไรต่อประเทศชาติ สี่ พรรคจักต้องคำนึงถึง “การเมืองใหม่” ที่ต้อง “จริงใจ-ธรรมาภิบาล” และ “พัฒนาชาติบ้านเมือง” มิใช่ “เล่นการเมือง” เพื่อ “ทุจริตคดโกง” หมายความว่า “ทำไม่ได้แล้ว?!?”

และห้า “ความจริงจัง-ความจริงใจ” เพื่อการพัฒนาชาติบ้านเมืองสู่การเมืองใหม่นั้น มีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข คุณภาพชีวิต ด้านสภาพแวดล้อม พร้อมทั้งการเพิ่มสมรรถนะและด้านความสามารถในการแข่งขันสู่ “อนาคตของสังคมโลกยุคใหม่” ซึ่งฟังดูแล้วอาจฝันเกินไป แต่ถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ ตอบได้เลยว่า “เป็นไปได้” แต่ต้องใช้เวลาและความจริงใจของคนรุ่นใหม่บวกกับ “คนรุ่นเก่า” ที่ “รักชาติ” อย่างจริงจังด้วย “อุดมการณ์” เนื่องด้วยถ้าเราไม่ทำบ้านเมืองจะถอยหลังทันที ปล่อยให้เวียดนาม สหภาพเมียนมาร์ กัมพูชา และสปป.ลาว ล้ำหน้าเราอย่างแน่นอน!

“โฉมหน้าการเมืองใหม่” จักต้องเริ่มตั้งแต่บัดนี้ เราคงไม่ต้องไปหาหรือ “จับผิดว่าใครปล่อยให้คุณปูหนีไปได้แล้ว” เพราะจะไปจับมือใครดมคงไม่ได้ จนเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องตั้งคณะกรรมการ ส่วนผลการสอบสวนจะเป็นอย่างไรรับรองได้ว่าจะกลายเป็นไฟไหม้ฟาง!

สิ่งที่เราควรวิเคราะห์และคาดการณ์หรือวางแผนล่วงหน้าได้เลยว่า “การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร” ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ “เงิน”ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญอยู่ แต่มิใช่เพื่อ “การซื้อเสียง” อย่างเดียวแล้ว แต่จะนำมาใช้ในการทำงานทาง “การเมืองเชิงบริสุทธิ์” กล่าวคือ ปัจจัยเงินจะเป็นองค์ประกอบในการปฏิบัติงานเพื่อการรณรงค์หาเสียง ซึ่งอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือจ้างทีมงานในการเดินสายพบปะประชาชน สอบถามความต้องการของประชาชน มิใช่ใช้เงินเพื่อให้ประชาชน “เลือกพรรคตนเอง” แล้ว “ไปทุจริตคดโกงกับโครงการใหญ่ในอนาคต!”

พรรคการเมืองที่จะกลับมายิ่งใหญ่แบบเดิม แน่นอนคือ พรรคประชาธิปัตย์ (ขออนุญาตเอ่ยนามทุกพรรคการเมือง) ที่จะมีเสียงไม่ต่ำกว่า 130-150 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทยน่าจะ 50-60 ที่นั่ง หรืออาจมากกว่านั้น พรรคชาติไทยพัฒนา 50 ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนา 25-30 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยประมาณ 60-80 ที่นั่ง (เพราะนายทุนไม่คิดจะลงทุนอีกต่อไปหรือระยะยาว) และพรรคเล็กพรรคน้อยอีกอย่างละประมาณ 10-30 ที่นั่ง

และแน่นอนต้องมีพรรค X อีกอย่างน้อยต้องมีที่นั่งไม่ต่ำกว่า 80 ถึง 100 ที่นั่ง ซึ่งคงไม่ต้องคาดการณ์ว่าเป็น “พรรคใคร-ของใคร” ที่จำต้องมีบทบาทและสำคัญมาก และที่สำคัญมากไปกว่านั้น จะต้องเป็นพรรคที่มีอุดมการณ์สูงสุดใน “การเชิดชูสถาบัน” ค้ำจุนชาติ กองทัพ ประชาชน และเพื่อกำหนด “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญที่สุด จักต้องค้ำจุน “ธรรมาภิบาล” ให้มากที่สุดและ “ปราศจากทุจริตคดโกง!” ทั้งนี้คือ “การวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์อนาคต”

ผมเชื่อมั่นอย่างมากว่า “การล้างบางตระกูลนี้” จะทำให้การเมืองไทยสะอาดมากยิ่งขึ้น และไม่สำคัญเท่ากับว่า ถ้าจะให้วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา สถานการณ์ทางการเมืองจะทำให้สถานการณ์ “ชนะ-ชนะทุกฝ่าย” หรือ “WIN-WIN SITUATION” ที่จะไม่มีอะไรขัดขวาง แต่แน่นอนครับการเมืองไทย จำต้องเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยไทย” หรือ “ประชาธิปไตยค่อนใบ” ที่ยังคงปล่อยให้ “นักการเมือง” บริหารประเทศชาติอย่างเต็มที่มิได้อย่างเด็ดขาด เดี๋ยวจะกลับสู่สภาพเดิมด้วยการหาช่องทางทุจริตคดโกงเมื่อสบช่องโอกาส เนื่องด้วยนับถือ “เงินมากกว่าชาติและประชาชน”

ทั้งนี้ “ขอให้โฉมหน้าใหม่การเมืองไทยเดินหน้าสู่แถวหน้าของการเมืองไทย แซงชั้นหรือเทียบเท่ามาเลเซีย-สิงคโปร์-อินโดนีเซีย เถอะครับ...สาธุ!”