ทวี สุรฤทธิกุล

ในหลวงอานันทมหิดลคือ “ยาบำรุงหัวใจคนไทย”

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าให้ฟังว่าตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนครใน พ.ศ. 2481 นั้น ท่านไปเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ที่จังหวัดลำปาง แต่ก็มีญาติพี่น้องรวมถึงมิตรสหายที่ได้มีโอกาสรับเสด็จจนถึงได้เข้าเฝ้ามาเล่า “ภาพอันแสนปลาบปลื้ม” ให้ท่านฟังอย่างมากมาย ในภาพรวมทั้งหมดของความรู้สึกของคนไทยในคราวนั้นเป็นไปอย่างที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สรุปว่า “คนไทยขาดพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้” ดังปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย

สิ่งแรก การเฝ้ารอคอยอย่างจดจ่อและอดทนในเวลาเกือบ 5 ปี นับแต่ที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 กระทั่งวันที่เสด็จนิวัติเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2481 ภายใต้กระแสที่รัฐบาลถูกกดดันอย่างหนัก อันนำมาซึ่งวิกฤติของรัฐบาลอยู่หลายครั้ง รวมถึงแรงบีบคั้นที่รัฐบาลต้องถวายความปลอดภัยพร้อมพระเกียรติยศอันสูงสุดนั้นด้วย

สิ่งต่อมา ในวันที่พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 8 เสด็จถึงประเทศไทย ตั้งแต่เข้าปากอ่าวมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีประชาชนถวายการรับเสด็จอย่างเนืองแน่นไปทั้งสองฟากแม่น้ำ และเมื่อเสด็จไปตามถนนหนทางก็มีประชาชนแออัดยัดเยียดมาชมพระบารมีอย่างมืดฟ้ามัวดิน ดังที่มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข้อความว่า “ไม่น่าเชื่อว่าถนนในกรุงเทพฯจะสามารถบรรจุคนได้มากถึงขนาดนั้น” อันแสดงถึงความจงรักภักดีของคนไทยที่ยังคงมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมหาศาล

อีกสิ่งหนึ่ง เพื่อถวายพระเกียรติยศแด่รัชกาลที่ 8 ได้มีการรื้อฟื้นราชประเพณีและขนบธรรมเนียมต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องด้วยพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่คณะราษฎรไม่ได้เคยปฏิบัติเช่นนี้ต่อรัชกาลที่ 7 มาก่อน นับเป็นการบำรุงขวัญของประชาชนให้รู้สึกมีความหวังต่อการดำรงอยู่อย่างปกติสุขภายใต้พระบรมโพธิสมภารเหมือนแต่ก่อน ในสังคมก็มีความสมานสามัคคีกันมากขึ้นจนสังเกตได้ แม้แต่ในหมู่นักการเมืองและผู้นำทหารก็ลดความหวาดระแวงระหว่างกันลงไป

ในส่วนพระองค์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ก็ทรงได้รับการถวายการดูแลจากพระราชวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ในการเตรียมพระองค์ให้เป็นพระมหากษัตริย์ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ ด้วยการถวายข้อแนะนำเกี่ยวกับพระราชจริยวัตรและการทรงงานราชการต่างๆ รวมถึงที่ให้ทรงได้รับการเรียนรู้สภาพสังคมและบ้านเมืองกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด ด้วยการให้พระราชดำเนินไปในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกันก็จะได้เห็นถึงการถวายอารักขาและส่งเสริมพระเกียรติยศจากรัฐบาล ให้เป็นที่มั่นใจในหมู่คนไทยทั้งประเทศ

น่าเสียดายที่พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากเพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่ในแค่นั้นก็ได้ทรงเป็น “ศูนย์กลางแห่งความรัก” ของคนไทยไปทั่วทั้งประเทศแล้ว เพราะในวันที่ 14 มกราคม 2481 (นับตามปฏิทินเก่า) ก็ต้องเสด็จกลับสวิสต์เซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ ท่ามกลางประชาชนที่ไปส่งเสด็จอย่างแน่นขนัดในทุกสถานที่ ตั้งแต่ท่าราชวรดิษฐ์ไปจนถึงปากน้ำสมุทรปราการ ด้วยพระชันษา 13 ปีที่กำลังเจริญพระชนม์สู่วัยรุ่น คงจะทำให้คนไทยต่าง “เอ็นดู” และทุ่มเทความรักความภักดีให้อย่างหมดจิตหมดใจ พิสูจน์ได้จากเวลาแห่งการรอคอยอีกเกือบ 7 ปีที่ทรงกลับมาสู่แผ่นดินไทยเพื่อขึ้นครองราชย์อย่างเต็มพระองค์ ในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ทรงบรรลุนิติภาวะโดยไม่ต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2488 คนไทยต่างก็รอคอยพระองค์ด้วยความมั่นคง และได้รับเสด็จกลับอีกครั้งเป็นจำนวนมหาศาลมากกว่าแต่ก่อนเมื่อ 7 ปีนั้น ดั่งจะรู้ว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะประทับในสรวงสรรค์เหนือแผ่นดินไทยไปตราบนิรันดร์ ในเหตุการณ์การสวรรคต 9 มิถุนายน 2489

“สัญญาณวิปโยค” ที่กำลังจะบังเกิดขึ้นกับสถาบันอันเป็นที่เคารพรักสูงสุดนี้มีมาตั้งแต่คราวที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยในคราวแรก เพราะรัฐบาลคงได้เห็นถึงพระบารมีอันยิ่งใหญ่ของสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ จากการที่ประชาชนได้ “ฮือ” ออกมาถวายความเคารพรักและความจงรักภักดีในหลายๆ โอกาสและสถานที่ จึงน่าที่ “วัวสันหลังหวะ” อย่างรัฐบาลที่สืบเนื่องมาจากความเป็นคณะราษฎร ผู้ร่วมกันโค่นล้ม ขัดขวาง จนถึงขั้นจ้องทำลายสถาบันนี้มาอย่างต่อเนื่อง คงจะมีความไม่สบายใจ และคงพยายามที่จะ “สกัดกั้น” อารมณ์ความรู้สึกของคนไทยเช่นนี้ไม่ให้ลุกลามมากจนเกินไป แต่นั่นก็ยิ่งเป็นการ “โหมกระพือ” ให้คนไทยมีความโกรธแค้นและเกลียดชังคณะราษฎรมากขึ้นเรื่อยๆ อันนำไปสู่จุดจบของคนกลุ่มนี้ในระยะต่อมา

พลันที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 เสด็จกลับได้เพียง 2 สัปดาห์เศษ คือในวันที่ 31 มกราคม 2481 ก็มีนายตำรวจไปขอเฝ้าสมเด็จฯกรมขุนชัยนาทนเรนทร ในขณะที่เสด็จไปเยี่ยม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ในจังหวัดลำปางที่ทรงคุ้นเคยกันมาก่อน เพื่อเชิญเสด็จกลับกรุงเทพฯในฐานะผู้ต้องหาในฐานะที่เป็น “กบฏ” คิดโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สมเด็จฯกรมขุนชัยนาทนเรนทรคือพระอภิบาลในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าและสมเด็จพระราชชนนีทรงไว้วางพระราชหฤทัยที่สุด ซึ่งในคราวที่รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติมาประทับอยู่ในพระนครในคราวแรกเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนนั้น สมเด็จฯกรมขุนชัยนาทนเรนทรคือผู้ถวายการดูแลและถวายคำแนะนำในพระราชจริยวัตรต่างๆ ตามธรรมเนียมราชประเพณี อันรวมถึงข้อราชการและการวางพระองค์ รวมทั้งได้ติดตามไปในทุกสถานที่ จึงไม่เป็นเรื่องที่ผิดคาดอันใดของคนที่จ้องจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์จะใช้กรณีเช่นนี้เป็นข้อกล่าวหา เพื่อเชื่อมโยงความผิดไปยังสถาบันอันเป็นที่เคารพรักสูงสุดนั้นด้วย

ช่างเป็นความคิดที่จัญไรไร้สติสำหรับคนที่เกิดเป็นคนไทย