ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

เรามาต่อกัน ในเรื่องของ “เธอ” หญิงใจแกร่งเก่งกล้าในหลายรูปแบบ ผู้อยู่เคียงข้างนักปฏิวัตินักอุดมคติ

6. สหายแสงดา มวลชนลูกหลานของนักปฏิวัติ ถูกคัดเลือกให้มาทำหน้าที่ภรรยา พี่ไขแสง สุกใส ท่านผู้อ่าน อาจจะสงสัย จากหัวเรื่องที่พาดหัว สำหรับ สหายแสงดา หญิงแกร่งที่มีลักษณะพิเศษคนนี้ คุณไขแสง สุกใส เป็นหัวหน้าทีมชาวพรรคสังคมนิยมเดินทางไปต่อสู้กับอำนาจรัฐร่วมกับพคท.ในชนบท เดินทางเข้าป่ามุ่งหน้าสู่ฐานที่มั่นปฏิวัติภูพานอันแข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นการตัดสินใจ ที่ผ่านการคิดกลั่นกรองด้วยความมั่นใจว่า “อีกไม่นาน จะมีการปราบปรามประชาชนครั้งใหญ่” ในช่วงที่มีการปราบปรามและลอบสังหารผู้นำนิสิตนักศึกษากรรมกรชาวนาและนักการเมืองอย่างต่อเนื่อง

ดร.บุญสนอง บุญโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ก่อนที่จะถูกลอบสังหารกลางกรุง ที่คูน้ำข้างโรงแรมอพอลโล ถนนวิภาวดีรังสิต พี่ไขแสง สุกใส ก็ได้เตือนครั้งสุดท้ายว่า “ เขาเอาแน่” แต่ทั้งๆที่ระมัดระวังตัวอย่างดี แต่ก็มีจุดพลาด ในตอนดึกของคืนวันที่ 28 ต่อเช้าวันที่ 29 กุมภาฯ 2519 ขับรถซีตรองส่วนตัว ที่บังเอิญคืนนั้น “มิตรสหายที่เป็นผู้ขับรถ ไม่ได้ไปด้วย” จึงถูกกระหน่ำยิงตกคูคลองฯ

พี่ไขแสงและคณะ ใช้เวลาเดินทางอยู่นานพอควร ก่อนที่จะเคลื่อนไปรวมกับชุดของส.ชัยชนะ-ศักดิ์สิทธิ์-ไพรำ มวลชน-ตง และ สหายสุข ชมจันทร์ ที่ไปถึงสำนักแนวร่วม A30 ซึ่งอยู่ทางเหนือของลาวติดประเทศจีน หลังจากพี่ไขแสง ส.ไกรสีห์ ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์( สหายรักชาติ) อ.บุญเย็น-สมบัติ วอทอง พี่คำสิงห์ ศรีนอก อุดร ทองน้อย ประยงค์ มูลสาร อาคม สุวรรณนพ นพพร สุวรรณพานิช ธัญญาชุนชฎาธาร วิชัย เสวมาตย์ ฯลฯ พสท. ได้มีการจัดตั้ง พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยในสถานการณ์ปฏิวัติ และออกคำประกาศ วมต่อสู้ร่วมกับพคท.และแนวร่วมประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลทั้งชนบทในเมืองและต่างประเทศ ซึ่งมีส.ไกรสีห์ เป็นประธาน ส.ศักดิ์สิทธิ - ส.สุข ชมจันทร์ รองประธาน และส.รักชาติ เป็นเลขาธิการฯ ซึ่งกว่าจะได้มติของพสท.มา ได้มีการจัดประชมชาวพสท.ที่ได้เข้ามาร่วมกับพคท.ในชนบทจำนวนมาก

จุดใหญ่ เป็นเขตฐานที่มั่นภูพาน ซึ่งสหายสุข มจันทร์ ได้รับมอบหมายให้ไปจัดประชุมเลือกตั้งขึ้น สหายสุช ได้เดินทางไปเขตฐานที่มั่นภูพานสองสามครั้ง ในครั้งแรก ไปฝึกการทำงานอำนาจรัฐร่วมกับพคท. และแนวร่วมนักศึกษาปัญญาชนและมวลชนในเขตอำนาจรัฐเพชรบุรี ( ชื่อจัดตั้ง ) โดยเป็นรองประธานอำนาจรัฐ การไปจัดประชุมพสท. และครั้งสุดท้ายที่ภูพาน คือ การรวมศูนย์กปปส.ที่ย้ายไปอยู่ที่ภูพาน ฐานที่มั่นที่ไว้ใจได้

ก่อนหน้านี้ ได้ไปดูแลสหายไกรสีห์ ที่ต้องไปรักษาตัวที่รพ.คุนหมิงและเซียงไฮ้ 3 เดือน และกลับมา หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็เกิดความแตกแยกในขบวนการคอมมิวนิสต์สากล พรรคเวียดนามลาวตัดขาดพคท.ฯ จึงต้องอพยพชาวแนวร่วมฯ ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเดินทางไปแนวหลัง คือ ประเทศจีน และอีกส่วนหนึ่งเดินทางมาแนวหน้า คือ ฐานที่มั่นภาคเหนือจังหวัดน่าน อยู่ได้พักหนึ่ง ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ และต่อไปภูพาน ก่อนป่าแตก เกิดความขัดแย้งใหญ่ ระหว่างแนวร่วมฯ -พคท.จึงเดินทางกลับคืนสู่สนามหลวงด้วยสองมือเปล่า

กลับย้อนมาพูดถึง หญิงเหล็กคนสำคัญ คือ “สหายแสงดา” เนื่องจากสหายไกรสีห์ มีปัญหาสุขภาพ ไม่มีครอบครัว เมื่อป่วย ก็ต้องมีคนดูแล และสหายสุข ที่ยังเป็นโสด จึงต้องรับหน้าที่ดูแล ในช่วงที่ไปรักษาตัวที่คุนหมิงและเซียงไฮ้ ที่รพ.ชั้นหนึ่งที่ให้บริการสหายนำของพรรคร่วม และเมื่อหายดี จึงกลับมาที่สำนักแนวร่วม

ตอนนี้ ทำให้ต้องคิดหา “คนดูแลที่ใกล้ชิดจริงๆ “ มาลงตัวที่ส.แสงดา ที่มีประวัติชีวิตที่เป็นนักปฏิวัติ ตั้งแต่รุ่นพ่อและญาติพี่น้อง ซึ่งทางพคท. ได้มาปรึกษาและขอความเห็นจากสหายไกรสีห์ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ ในที่สุด ด้วยปัญหาสุขภาพที่ต้องการคนดูแลอย่างใกล้ชิดและความเชื่อมั่นต่อพคท. และตัวสหายแสงดา ทำให้มีงานแต่งงานแบบเรียบง่ายแต่มีความหมายยิ่งต่อชีวิตของทั้งสองคนโดยพาะตัวสหายไกรสีห์

สหายแสงดา ได้ทำหน้าที่ทั้งในฐานะภรรยา สหายร่วมรบ และในฐานะหญิงแกร่งกับชายชรา ฯ สหายแสงดา เรียบร้อย ขยันขันแข็ง และมีความรับผิดชอบทั้งในฐานะสหายและภรรยาแนวร่วมที่มีชื่อเสียง “พ่อ” เป็นคำนำหน้า ที่สหายแสงดา เรียกสหายไกรสีห์ในป่าและพี่ไขแสง สุกใส เมื่อกลับเข้ามาในเมือง ปู่จิ๊บ ซึ่งไปที่บ้านพี่ไขแสงบ่อยๆในช่วงนั้น ทั้งการคุยแลกเปลี่ยนกับพี่ไขแสง และการถามทุกข์สุขของแสงดา ชีวิตครอบครัวที่ราบรื่นไปได้ด้วยดี จากความเป็นสหายพัฒนามาเป็นคามรักความพอใจจากการปฏิบัติที่ดีเยี่ยม

แล้วในที่สุด พยานแห่งรัก ก็กำเนิดขึ้นมาสองคน หญิงผู้พี่ “ บังทราย “ ลุ่มน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวภูพาน และ “ดงหลวง” ฐานเสียงที่ไว้ใจได้ เพราะเป็นเขตสีแดงและชมภู ของพรรค และคะแนนของพี่ไขแสง หลังจากพี่ไขแสงเสียไป “ คุณแสงดา “ ก็ทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ดูแลลูก ผลผลิตแห่งรักทางชนชั้นที่หาได้ยาก

7. ป้าคอม ภรรยา ส.เจริญ นักปฏิวัติที่เป็นรองลุงสยาม แห่งภาคอีสานเหนือ ฐานที่มั่นภูพาน สหายสุข ชมจันทร์ ที่ความรักเคารพและสนิทคุ้นเคยกับสหายเจริญ ที่ทำหน้าที่ดูแลงานแนวร่วมฯ สหายเจริญ เป็นชาวพรรค ที่เข้าใจปัญญาชน นักศึกษาและแนวร่วมฯเป็นอย่างดีทั้งความคิดและการปฏิบัติ เป็นผู้มีส่วนสำคัญทำให้ พรรคซึ่งมีสหายชาวนากรรมเป็นหลัก เห็นความสำคัญและการร่วมมือกับแนวร่วม และทำให้ฐานที่มั่นภูพาน เป็นสถานที่รองรับนักศึกษาปัญญาชนที่มีปัญหากับผู้นำพรรคในภาคต่างๆ และเป็นที่ดูงานที่สำคัญของแนวร่วมจากในเมืองและต่างประเทศที่เข้ามาให้การสนับสนุนพคท.อย่างต่อเนื่อง สหายสุข ก็ได้รับเกียรติการยอมรับและการเคารพในฐานะเป็นตัวแทนของพสท.ในการแลกเปลี่ยนสถานการณ์

ป้าคอม เป็นมวลชนแต่เข้าใจสามี ทำหน้าที่เลี้ยงลูกหลายคนทั้งในเมืองในป่าและหลังออกไปอยู่ในเมืองอีกครั้ง ทั้งทำงานดูแลสหายและมวลชนของพรรค การดูแลสามีที่เป็นสหายชั้นสูงของพคท.และการทำงานในเมือง สหายสุข เคารพรักป้าคอมและลุงเจริญ และขอขอบคุณในสิ่งที่ได้ทำให้กับพรรคและแนวร่วมอย่างดีตลอดมา

8. หมอไพร คุณควรครอง ลูกสาวคนเล็ก และ ป้าแตงอ่อน ภรรยา ครูครอง จันดาวงศ์ อดีตสส.สกลนคร ปี 2501 อดีตครูประชาบาล วุฒิครู ป.ป. และอดีตพลพรรคเสรีไทยคนสำคัญในสกลนคร รองจากครูเตียง ศิริขันธ์ (อดีตขุนพลภูพานในสมัยเสรีไทย) ครั้งสุดท้ายถูกจับในข้อหา “ทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในและภายนอกราชอาณาจักร และความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์เมื่อวันที่ 6 พฤษภา 2504 สมัยรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งอำนาจตามมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร สั่งประหารชีวิต (โดยไม่ผ่านศาล) เมื่อวันที่ 31 พค. 2504 เวลา 12.13 น. ที่สนามบินเก่าเสรีไทย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ส่วนครอบครัว “จันดาวงศ์” ประสบกับวิบากกรรมอันใหญ่หลวง วิทิต จันดาวงศ์ ลูกคนโตถูกจับพร้อมพ่อ ป้าแตงอ่อน ธำรงลุกชายและ ควรครอง (สหายไพร) ลูกสาวคนสุดท้อง เป็นคนเก็บศพครูครองร่วมกับชาวบ้าน ต่อมาในต้นปี 2506 ป้าแตงอ่อน จันดาวงศ์ ก็ต้องถูกจับกุมในข้อหาเดียวกันกับครูครอง ปี 2506 ป้าแตงอ่อน (ป้าออน ) ถูกจับกุมในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์โดยไม่มีการสั่งฟ้อง และได้ย้ายไปที่ศูนย์ฝึกนครบาล บางเขน ได้รับการปล่อยตัวเมื่อปลายปี พ.ศ.2507 พฤศจิกายน 2508 เดินทางไปลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ ผ่านประเทศลาว เวียตนาม ไปพำนักในเขตคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีนในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2509 และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2532 สหายสุข ชมจันทร์ และชาวพสท. พรรคแนวร่วมฯ ปัญญาชนและนักศึกษาปฏิวัติ ที่อยู่ A 30 ปี 2519-20 จะรู้จักและคุ้นเคยกับหมอไพร และป้าอ่อน ซึ่งเป็นผู้ดูแล อาหารการกินสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่อย่างดี

สหายทั้งสองมีจิตใจงดงาม รักเคารพและเข้าใจสหายแนวน่วมและปัญญาชนเป็นอย่างดี มีจิตใจรับใช้สูงมาก ต้องขอขอบคุณ สิ่งทั้งหมดทั้งที่ทำให้ในฐานะสหายที่จัดตั้งมอบหมายและเพื่อนมนุษย์ที่รักชาติประชิปไตย ส่วนเรื่องชีวิตจิตใจ และสิ่งที่พวกเธอผ่านมาอย่างหนักแสนสาหัสฯ น่าจะดีกว่า หากฟังจากเธอเอง

บันทึกของลูกสาว"ควรครอง จันดาวงศ์" ( หมอไพร ) ถึงมิตรสหายทุกท่าน เมื่อคราวงานเผาศพพ่อ ฉันได้เขียนคร่ำครวญถึงความชอกช้ำระกำทรวงในชีวิตที่ผ่านมาสมควรแล้ว คราวนี้จะขอพูดในสิ่งที่ดีๆ ที่ได้รับบ้าง

หลังจากแม่ออกจากคุกแล้ว แม่ก็เดินทางเข้าป่า ชีวิตในป่าแม้จะยากลำบากสักแค่ไหน สิ่งที่แม่ได้รับก็คือ การให้เกียรติ ความเคารพยกย่อง ความรัก ความเอาใจใส่ดูแลจากมิตรสหายทุกระดับชั้น ในป่ามันเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจให้แม่สู้ต่อไป เป็นความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งในยามอ้างว้างเดียวดายเช่นนั้น ขอบคุณมิตรสหายเหล่านั้นอย่างสุดซึ้ง

เมื่อเดินทางผ่านประเทศลาว ทางพรรคพี่น้องลาวก็ได้ให้ความสะดวกดูแลความปลอดภัย ส่งถึงจุดหมายปลายทาง ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วย

ถึงเวียตนาม แม้จะอยู่ในภาวะสงครามกับอเมริกา มีความยากลำบากทั้งสถานที่พักพิง ความปลอดภัย ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งอาหารการกินด้วย แต่พรรคพี่น้องเวียตนามก็ให้เกียรติ ให้การต้อนรับ ความปลอดภัย ให้ความเอาใจใส่ดูแล ให้การศึกษาด้วยดี ทำให้แม่ได้สูดกลิ่นอายของความสงบสุขในชีวิตกับเขาบ้าง พี่ธำรงกับฉันได้รับเช่นเดียวกันกับแม่ จึงขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วย หากมีโอกาส มีเงื่อนไขเมื่อไรจะกลับมาเยือนดินแดนแห่งความหลังอันเป็นที่รักนี้อีกครั้ง

และแล้วแม่ก็มาถึงประเทศจีน อันเป็นแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษของแม่ ณ ดินแดนแห่งนี้ แม่ได้รับทุกอย่างทั้งความปลอดภัย ความสบายใจ ความสุขสบาย ความอบอุ่น ความมีเกียรติ ฯลฯ และแม่ก็ได้พบกับพี่ธำรงและฉันเป็นครั้งแรกตั้งแต่บ้านแตกมา และจากนั้นแม่ก็ได้ใช้ชีวิตที่สงบสุขในดินแดนแห่งนั้นเป็นเวลา 10 ปีกว่า พวกเรายังรักและระลึกถึงเสมอและถือว่าดินแดนแห่งนี้เป็นมาตุภูมิที่ 2 ของเรา หากมีโอกาสและเงื่อนไข จะมากราบมาตุภูมิที่ 2 อันเป็นที่รักนี้มีอีกครั้ง ขอขอบคุณพรรคพี่น้องและประชาชนจีนอย่างสุดซึ้งมา ณ ที่นี้ด้วย หมายเหตุ : หมอไพร ได้ข้ามช่วงที่อยู่สำนักแนวร่วมซึ่งอยู่ตอนเหนือของลาว ที่ได้ดูแลพวกเราแนวร่วมอย่างดี ตามที่ได้กล่าวมาข้างบน ซึ่งพวกเรา ขอต้องขอขอบคุณ ป้าอ่อนหมอไพร สหายเพชร(สามี)อย่างยิ่ง )

หมอไพร ยังมีเรื่องเล่าที่สำคัญและน่าสนใจอีก ต้องตามอ่านตอนต่อไปครับ