ทวี สุรฤทธิกุล

“การปกครองที่ดีขึ้นอยู่กับผู้ปกครองที่ดี”

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยว่าเป็น “ปราชญ์รัตนโกสินทร์” และจากองค์การสหประชาชาติว่าเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” (ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมในวันนี้ 9 ตุลาคม เมื่อ พ.ศ. 2538) ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น “กษัตริย์นิยม” (Royalist) หรือ “มีเลือดสีน้ำเงิน” อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Blue Blood นั้นอย่างเข้มข้น แบบที่เรียกว่า “ยอมตายถวายหัว” เพื่อพระเจ้าอยู่หัวได้ทุกเมื่อ ก็ได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า ทรงเป็นผู้สร้างการเมืองการปกครองไทยใน “แบบใหม่” ที่ดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อธิบายว่า การเมืองการปกครอง “แบบเก่า” ของไทยคือการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระราชอำนาจอย่างเต็มที่ในทุกๆ ส่วนทางการเมืองการปกครอง ถ้าอธิบายด้วยแนวคิดของการเมืองสมัยใหม่ก็คือ ทรงเป็น “องค์อธิปัตย์” คือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐหรือประเทศนั้นๆ และทรงใช้พระราชอำนาจได้โดยตรงทั้งในทางนิติบัญญัติ(การออกกฎหมาย) รัฐบาล(การบริหารประเทศ) และศาล(กระบวนการยุติธรรม) ที่เรียกว่า “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” นั่นเอง โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้สรุปความสำคัญของพระมหากษัติย์ไทยไว้ว่า ทรงเป็นตั้งแต่ “พระเจ้าแผ่นดิน” คือทรงเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดของประเทศ “พระเจ้าอยู่หัว” คือเป็นที่เคารพเทิดทูนสูงสุดของคนไทยทุกคน และ “พระเจ้าชีวิต” คือมีพระราชอำนาจเหนือทุกชีวิตในสังคมไทย

การเมืองการปกครองของไทยแบบเก่ามาสิ้นสุดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยในขั้นตอนของการวางแผนก่อนที่จะมีการทำการยึดอำนาจ คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีการประชุมในครั้งแรกๆ ที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ไม่ได้ปรารถนาที่จะให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไปแต่อย่างใดเลย แต่ครั้นใกล้มีการมาวางแผนในประเทศไทยก่อนถึงวันที่จะลงมือยึดอำนาจก็ต้องเปลี่ยนใจ เนื่องจากมีผู้นำคณะราษฎรในฝ่ายทหารที่ถูกเชิญเข้ามาร่วมในภายหลังหลายคน เสนอว่าไม่ควร “หักฉัตร” อันจะสร้างความสะเทือนใจให้กับราษฎร แต่ควรรักษาไว้แต่ให้อยู่ในฐานะอันควรโดยไม่ให้เข้ามายุ่งกับการปกครองดูแลประเทศ

คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้กระทำการอันไม่สมควรต่างๆ แก่สถาบันที่คนไทยเคารพสูงสุดนี้มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงกรณีการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ในวันที่ 9 มิถุนายน 2490 แม้จะไม่สามารถสืบสาวผู้กระทำผิดไปได้จนถึงผู้บงการ หรือยังไม่มีความชัดเจนเรื่องสาเหตุของการสรรคต แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยก็เชื่อว่าคนที่เคยมีความคิดทำลายล้างพระมหากษัตริย์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และนั่นก็เป็นการสิ้นสุดยุคของคณะราษฎร มาสู่ “ยุคทหาร” ที่อดีตผู้นำทหารในคณะราษฎรคือจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้พยายาม “ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์” ที่เคย “ทำไม่ดี” กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้กระแส “กษัตริย์นิยม” ที่โหมกระพือขึ้นอีกครั้งในสังคมไทย นำมาสู่รูปแบบการเมืองการปกครอง “แบบใหม่” ที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ดังที่บทความนี้ได้นำเสนอมาโดยลำดับ

นักวิชาการจำนวนหนึ่งเชื่อว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมหรือฟื้นฟูพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะกองทัพในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ได้ปรากฏภาพของการสนับสนุน ถวายการรักษาความปลอดภัย และแสดงความจงรักภักดีอย่างโดดเด่น ในทุกคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมเยียนราษฎรไปทุกหนแห่งทั่วประเทศ ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นที่ยอมรับจากท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เช่นเดียวกัน แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีความเห็นว่าน่าจะเป็นแค่ “ปัจจัยส่งเสริม” เพราะ “ปัจจัยหลัก” ที่ทำให้ “พระบารมี” ของรัชกาลที่ 9 โดดเด่นขึ้นมานั้นก็คือ “พระปรีชา” ของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เท่านั้น

ข้อวิเคราะห์ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่สนับสนุนความเชื่อนี้ก็คือ

ประการแรก เป็นพระปรีชาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา “ในสายพระโลหิต” โดยพระราชจักรีวงศ์ได้สืบสายพระโลหิตมาจากพระมหากษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัย ดังที่เราทราบกันว่าการปกครองในสมัยสุโขทัยนั้นมีความใกล้ชิดกับราษฎรเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นที่พระมหากษัตริย์ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกก็คือ “พ่อขุนรามคำแหง” นั้น แสดงความสัมพันธ์ในลักษณ์ที่พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ของราษฎร สืบเนื่องมาจนถึงพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีดังเช่นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งความรักของราษฎร จนปรากฏพระนามจากเทิดทูนของราษฎรทั้งหลายว่า “พระปิยมหาราช”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวภูมิพลอุลยเดชทรงเป็นทั้ง “พ่อ” และ “พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักของประชาชน” จึงไม่ใช่การบังเอิญที่ทรงมีพระนามว่า “ภูมิพล” อันหมายถึง “กำลังแห่งแผ่นดิน” ที่ได้รับพระราชทานพระนามจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ก็เพื่อจะให้พระองค์ได้ปฏิบัติพระองค์อยู่ในบทบาทนั้น ดังที่ได้ทรงดำเนินพระราชจริยวัตรอยู่ในวิถีนี้มาตลอดรัชกาล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภถึงสิ่งที่สมเด็จพระบรมราชชนนนีทรงกล่าวถึงพระนาม “ภูมิพล” ว่า "เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดินและอยากให้ทำงานให้ทำงานแก่ประชาชน"

ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชนโดย “สายพระโลหิต” โดยแท้