แสงไทย เค้าภูไทย

การเมืองวันนี้ เข้าโหมดหักล้างทำลายฝ่ายตรงกันข้าม โดยฝ่ายสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทุ่มเททั้งทางตรงทางอ้อม งัดสารพัดเครื่องมือทำลายล้างหวังชิงมวลชนจากพรรคการเมือง แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ยังตกเป็นรอง จึงซื้อเวลาสะสมคะแนนถ่างกำหนดวันเลือกตั้งออกไป จนกว่าจะมั่นใจว่าเลือกตั้งเมื่อใดได้กลับทำเนียบเมื่อนั้น

การพยายามสร้างความนิยมของประชาชน ในลักษณะประชานิยมแฝง มีมาตั้งแต่ปีที่สองหลังรัฐประหารเมื่อ คสช.และแวดล้อมเปลี่ยนใจ ลงมาเล่นการเมืองเสียเอง
จึงมีการผลิตนโยบายประชานิยมรูปแบบใหม่ๆที่จุดไม่ค่อยติด ตั้งแต่โครงการประชารัฐมาจนล่าสุดบัตรสวัสดิการคนจน

มีความพยายามลบภาพเก่าของทักษิณ ชินวัตร ด้วยการสร้างผลงานใหม่มากลบ และตรวจสอบผลงานที่มีรูปแบบการทำโพลสำรวจแบบ lopside poll

แต่เมื่อลงพื้นที่สำรวจแบบลับๆ กลับพบว่าเสียงของพรรคเพื่อไทยยังคงเหนียวแน่น

ใช่แต่เท่านั้น เสียงของการเมืองอื่นๆแต่ละฐานเสียงยังคงเดิม

เคยรักใครชอบใครเคยลงให้พรรคไหน ก็ยังจงรักแนบแน่นเหมือนเดิม

เสียงที่อยู่ตรงกลางที่หวังว่าพรรคใหม่หรือนอมินีของพลเอกประยุทธ์ จะได้มา ก็ยังแกว่งๆ เพราะผลงานที่ผ่านๆมา ไม่เข้าตาคนรากหญ้านัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ มีแต่ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี

เดี๋ยวก็มีข่าวว่าผลผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) โตต่ำสุดในอาเซียน

เดี๋ยวก็มีข่าวว่าหนี้สาธารณะ(ที่รัฐบาลก่อ)สูงที่สุดในรอบ 20 ปี(นับแต่เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง 2540)

เดี๋ยวก็มีข่าวดัชนีคอรัปชั่นสูงอันดับ 3 ของเอเชีย

เดี๋ยวดัชนีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชียและของโลก ฯลฯ

ยิ่งข่าวการไปเยือนอเมริกาจับมือกับประธานาธิบดีโดแนลด์ ทรัมป์ กลับมาแทนที่จะเป็นเรื่องที่ดี กลับกลายเป็นจุดอ่อนโจมตี

เมื่อใดที่ประธานาธิบดี โรดรีโกดูแตร์เต้ แห่งฟิลิปปินส์ไปเยือน เมื่อนั้นจะมีข้อเปรียบเทียบ

เพราะดูแตร์เต้จะไปก็ด้วยความห่วงใยในแรงงานฟิลิปิโนกว่า 300,000 คนในอเมริกา ที่ส่งเงินกลับบ้านปีละหลายพันล้านดอลลาร์

มากกว่าไปเข้าทาง ยุทธศาสตร์ America-ASEAN ของทรัมป์ที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจจีนในทะเลจีนใต้กับตัดแขนตัดขาเกาหลีเหนือในภูมิภาคอาเซียน
ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด อินโดนีเซีย นายกรัฐมนตรีเวียดนามเหงียน ชวน ฟุก ผู้นำคนใหม่ของสิงคโปร์ที่เป็นสุภาพสตรี ผู้นำมาเลเซีย ฯลฯ อยู่ในสายการเชิญไปเยือนอเมริกา ทั้งสิ้น

การที่นายกฯไทยไปเยือนอเมริกา จึงไม่ค่อยจะมีนัยสำคัญอันใดนักสำหรับสหรัฐ

เราเสียอีกที่ไปเสนอซื้อถ่านหินกับเนื้อหมูจากเขา

เรื้องถ่านหินนายกฯคนนี้แหละที่ไปทำข้อตกลงปารีส จะลดการผลิตที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกตัวทำลายบรรยากาศโลก

ส่วนหมูนั้น บ้านเราเหลือเฟือ เหมือนกับข้าวและพืชผลอื่นๆจนประกาศตัวเองเป็น”ครัวไทย ครัวโลก”

ไปทั้งที ทำไมไม่คุยกันเขาเรื่องโรงงานปลากระป๋องของคนไทยที่รัฐเมนที่ถูกคนอเมริกันเดินขบวนต่อต้าน แอนตี้ ทั้งๆที่เป็นการลงทุนที่สร้างงานให้คนของเขา
ล้วนเป็นจุดโจมตีการเยือนอเมริกาในครั้งนี้

แต่ฝ่ายปกป้องนายกฯก็ออกมาแก้ต่าง พร้อมตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนรุนแรง

โดยเฉพาะตัวนายทักษิณ ที่เชื่อกันว่า “ตีหัวแล้วเจ็บทั้งตัว”

แต่กลายเป็นปลุกผีทักษิณ สร้างความถี่ให้ชื่อทักษิณออกมาแพร่ในสื่อ เลี้ยงกระแสทักษิณฟีเวอร์โดยไม่เปลืองแรงคนเสื้อแดง

คงคิดไม่ถึงว่า คนไทยทุกวันนี้ ถือสามาร์ทโฟนกันอยู่กว่า 44 ล้านเครื่อง ใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์วันละ 2.9 ชั่วโมง

ใช้สื่อออนไลน์ผิดที่ผิดทาง แทนที่จะได้ผลบวก กลับเป็นผลลบเอาง่ายๆ

คนไทยวัยเจนวาย มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมาแล้ว 1-5 ครั้ง ล้วนเติบโตมากับสื่อและบรรยากาศประชาธิปไตย

ยามนี้มองรัฐบาลคสช.เป็นวัตถุโบราณ

การที่ลูกหาบและกองเชียร์พลเอกประยุทธ์ทั้งหลาย ปลุกผีทักษิณขึ้นมา จึงก่อให้เกิดคำถามว่า ตัวตนแท้จริงของทักษิณเป็นอย่างไร ?

ส่วนในด้านเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ที่เคยมีคำถามว่า ใครจะมาเป็นแกนนำเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เมื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไม่อยู่แล้ว

ขณะนี้มีคำตอบแล้ว ว่าคือ ทักษิณ รีโมทคอนโทรลเจ้าเก่า

จึงไม่มีใครเป็นห่วงแล้ว ว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นใคร ขอแต่ให้เป็นคนที่ “ทักษิณเลือก”ก็พอ

มีการสำรวจเชิงลึกแล้ว พบว่าความนิยมฝั่งรัฐบาลยังเนือยๆ

ภาพนายกฯไปประชุมครม.สัญจร ไปลงพื้นที่ที่โน่นที่นี่ ความนิยมที่ปรากฏเป็นภาพในสื่อนั้น ล้วนข้าราชการประจำจัดฉากทั้งสิ้น

พวกเขาทำให้ทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาทางลัด

แผน “ตีแตก” เพื่อให้คะแนนเสียงกระจัดกระจายจะได้รวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อย โดดเดี่ยวเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ขณะนี้ภาพจึงยังเบลอๆ

ทำให้คสช.ต้องยื้อระยะเวลาการเลือกตั้งให้ยาวออกไป หมายจะสะสมความนิยมให้ได้มากขึ้น

แต่จะมั่นใจได้แค่ไหนว่า รัฐบาลคสช.ในช่วงต่อเวลาทดบาดเจ็บ จะได้รับความชมชอบเพิ่มขึ้น

อาจจะกลายเป็นช่วงความนิยมของรัฐบาลตกต่ำที่สุดก็ได้

เพราะเท่าที่ผ่านมา มาตรการต่างๆของรัฐ ยุทธศาสตร์นานัปการ การออกกฎหมายแต่ละฉบับฯลฯ ล้วนแต่บ่อนทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะ พ.ร.บ.แรงงานต่างด้าว ห้ามนั่งท้ายรถกะบะ ภาษีน้ำ(เรียกตามชาวบ้าน) พ.ร.บ.เมล็ดพันธุ์พืช ฯลฯ ล้วนแล้วแต่บั่นทอนค่านิยมรัฐบาลทั้งสิ้น
จนทำให้รู้สึกว่า ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเปลืองตัว

แต่คสช.ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดดีไปกว่านี้ คือตื๊ออยู่ไปจนกว่าจะวัดค่าความนิยมและคะแนนเสียงได้ว่าดีขึ้น

คะแนนนิยมบิ๊กตู่ดีขึ้นเมื่อใดก็เลือกตั้งเมื่อนั้น