รศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

จริงๆ แล้วผมเขียนวิเคราะห์ข่าวคราวเกี่ยวกับ “นโยบายสุดโต่ง” ของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” มาติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ ตั้งใจว่าจะขอละเว้นเขียนวิพากษ์วิจารณ์ในครั้งนี้ แต่พอ “นโยบายรายวัน” ของนายทรัมป์ออกมาสุดโต่งต่อเนื่อง จึงต้องจับปากกามาวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ...ต้องขออภัยครับ เพราะยอมรับสารภาพว่าเบื่อจริงๆ

หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกคำสั่ง “ห้ามชาวมุสลิมจาก 7 ประเทศ” มี ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ซูดาน ลิเบีย โซมาเลีย และเยเมน แต่ไม่มีซาอุดิอาระเบีย ตรุกี สหรัฐอาหรับเอมิเรต์ เป็นต้นเท่านั้น แต่เป็น “การชั่วคราว” จนเกิดการประท้วงกันทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก ที่น่าเชื่อว่าอาจเกิดการลามปามสู่การประท้วงประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ถ้ายังสุดโต่งแบบนี้ต่อไปจนอาจจะอยู่ในตำแหน่งไม่ครบเทอมก็น่าจะเป็นได้

เท่านั้นยังไม่พอ ยังสั่งปลดรัฐมนตรียุติธรรมคนเก่าที่เคยทำงานอยู่กับอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เนื่องด้วยไม่เห็นด้วยกับการสั่งห้ามชาวมุสลิม 7 ชาติเข้าสหรัฐฯ ชั่วคราว

ซึ่งต้องยอมรับว่า อเมริกาเป็นประเทศเคารพสิทธิ์เสรีภาพของสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญเป็น “ประเทศเสรีประชาธิปไตย” และ “เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม”

ถามว่า “การต่อต้านชาวมุสลิม” นั้น ต้องเรียนว่า “นโยบายต่อต้านการก่อการร้าย” ของนายทรัมป์น่าจะเข้าใจได้ แต่ถ้าถามว่า “นายทรัมป์พิสูจน์ได้อย่างไรว่าเป็นชาวมุสลิมเท่านั้นที่ก่อการร้าย” อาจเป็น “ชาติอื่นก็ได้?” หรือแม้กระทั่งชาวอเมริกันเองก็เป็นได้ ดังนั้นต้องเริ่มสืบสวนสอบสวนจาก “เจ้าหน้าที่ตลอดจนเจ้าหน้าที่ข่าวกรองตั้งแต่ระดับล่างไปจนระดับสูง และอาจเลยเถิดไปถึงนโยบายระดับสูงของบรรดานักการเมืองที่สลับซับซ้อนก็เป็นได้”

หรือกล่าวง่ายๆ หมายความว่า กระบวนการเก็บข้อมูลบวกกับไต่สวนหาข้อมูลนั้น ต้องสลับซับซ้อนอย่างแน่นอน มิใช่ “ฟันธงเปรี้ยง!” ไปแบบนั้นว่า 7 ประเทศไม่ควรเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยการตรวจตราลงวีซ่าได้อย่างยากมาก ซึ่งขัดกับ “หลักการประชาธิปไตย” ในกรณี “เคารพสิทธิเสรีภาพอเมริกา” และโดยเฉพาะอเมริกาเมื่อ 200 กว่าปีมานั้น เป็นประเทศที่แต่ละประเทศต่างอพยพมายังอเมริกาเสมือน “หม้อหลอมรวม!” หรือ “MELTING POT!”
รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวถึงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกคำสั่งห้ามคนจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐอเมริกาจะกระทบคนไทยมุสลิมที่จะเดินไปสหรัฐฯหรือไม่ โดยกล่าวว่า เขาบอกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องของมุสลิม แต่เป็นเรื่องของคนที่ถือหนังสือเดินทางของประเทศดังกล่าว “ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ซึ่งคนไทยยังเดินทางไปสหรัฐฯได้ตามปกติ ทั้งการท่องเที่ยว การประชุม และธุรกิจ”  

นายดอน กล่าวต่อไปว่า ส่วนภาพรวมนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยหรือไม่นั้น ขณะนี้เราติดตามอยู่ในแง่ที่เขาเป็นรัฐบาลใหม่ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นมิตรประเทศ และจากที่ผ่านมาที่ทั้ง 2 พรรคสลับกันเป็นรัฐบาลเราก็มีความสัมพันธ์เป็นปกติดี และความสัมพันธ์กับพรรครีพับลิกันถือเป็นเรื่องที่ดี สำหรับนโยบายของสหรัฐฯในช่วงต้นเป็นการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียง ซึ่งนโยบายโยงไปถึงเอเชียแปซิฟิกแต่โยงถึงประเทศไทย ทั้งนี้ในเรื่องต่างๆรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐฯมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว และประเทศไทยไม่ได้เป็นเป้าอะไร ซึ่งนโยบายของสหรัฐฯ ที่ออกมานั้น เราติดตามด้วยความสนใจ เพราะท่าทีของประเทศใหญ่ๆย่อมมีผลกับประเทศต่างๆทั่วโลก ส่วนในเรื่องการค้า การลงทุนยังถือว่าปกติ

ทั่วโลกยังจับตาดูความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายที่ต้องทำตามการหาเสียงจนเป็นที่ฮือฮา และ เกิดการประท้วงในเวลานี้มี 2 เรื่อง คือ  การออกคำสั่งพิเศษจากฝ่ายบริหาร ห้ามคนจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐฯเป็นเวลา 90 วัน  และ ระงับการรับผู้ลี้ภัยสงครามเป็นเวลา 120 วัน คำสั่งจากนายทรัมป์ ทำให้เกิดการประท้วงในสหรัฐฯ เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
นักวิชาการด้านตะวันออกกลางศึกษา บอกว่าคำสั่งของทรัมป์ ดูเหมือนจะเป็นของขวัญให้ผู้ก่อการร้าย เพราะจะทำให้เกิดกลุ่มต่อต้านเพิ่มขึ้นอีก เป็นการเลือกปฏิบัติกับประเทศมุสลิมบางประเทศ และในคำสั่งมีความย้อนแย้งกันเองเพราะใน 7 ประเทศที่ถูกระบุห้ามเข้าสหรัฐฯ ซึ่ง 2 ประเทศหลัง คือ ซีเรีย และ อิหร่าน ความสัมพันธ์กำลังดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ในเรื่องของเศรษฐกิจน่าจะดิ่งลงไปอีกเพราะไม่ใช่แค่คนสหรัฐฯที่ต่อต้าน แต่ตอนนี้กลายเป็นคนทั่วโลกที่ออกมาต่อต้านทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ 

และล่าสุด “โดนัลด์ ทรัมป์” ตัดสินใจปลด “แซลลี เยตส์” รักษาการรัฐมนตรียุติธรรม ที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา แต่งตั้งออกจากตำแหน่งแล้วเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา หลังเยตส์ตั้งคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของคำสั่งห้ามผู้อพยพเดินทางเข้าสหรัฐ ขณะที่แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า เยตส์ทรยศต่อกระทรวงยุติธรรมด้วยการปฏิเสธการบังคับใช้คำสั่งที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องพลเมืองสหรัฐ โดยแถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุด้วยว่า เยตส์นั้นมีจุดอ่อนเรื่องเขตแดนและประเด็นผู้อพยพผิดกฎหมาย และวิพากษ์วิจารณ์พรรคเดโมแครตด้วยเรื่องที่ยังไม่ยอมเห็นชอบการแต่งตั้ง นายเจฟฟ์ เซสชั่น เป็นรัฐมนตรียุติธรรมคนใหม่ จนต้องปลดเยตส์ออกจากตำแหน่ง มีคำสั่งแต่งตั้งนายดานา โบเอนเต อัยการเขตตะวันออกของรัฐเวอร์จิเนีย รักษาการรัฐมนตรียุติธรรมแทน
จนในที่สุด แม้ศาลยังออกคำสั่งค้านนโยบายทรัมป์ซึ่งส่งสัญญาณว่า “อเมริกากำลังแตกแยก” โดยอัยการสูงสุดของ 3 รัฐ คือ แมสซาชูเซตส์,เวอร์จิเนีย และ นิวยอร์ก เริ่มการใช้กฏหมายท้าทายคำสั่งประธานาธิบดีแล้ว โดยอัยการทั้ง 3 รัฐ ได้ยื่นฟ้องเพื่อคัดค้านคำสั่งดังกล่าว โดยระบุว่า เป็นคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ของสหรัฐฯ ว่าด้วยการรับรองเสรีภาพทางศาสนา 

ส่วนการชุมนุมต่อต้านคำสั่งทรัมป์ ที่เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนได้เดินขบวนไปตามท้องถนนและยืนกีดขวางการจราจรหลายนาที ตำรวจต้องเข้ามาสลายการชุมนุมโดยฉีดสเปรย์พริกไทย จึงเกิดการปะทะกัน แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ การชุมนุมยังเกิดขึ้นที่เมืองมินเนอาโปลิส รัฐมินเนโซตา และเมืองโคลัมเบีย รัฐเซาท์ แคโรไลนา ด้วย ส่วนโพลล์สำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน จากการสำรวจของ Reuters/Ipsos Poll ปรากฏว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 49 เห็นด้วยกับคำสั่งของทรัมป์ ขณะที่ร้อยละ 41 ไม่เห็นด้วย และอีกร้อยละ 10 ไม่มีความคิดเห็น
อเมริกาเริ่มจะแตกแยกเสียแล้ว!