ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข มีการเมืองแบบตัวแทนหรือการเมืองแบบผู้แทน ที่มาจาก “การเลือกตั้ง” (Election) เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบโดยทางอ้อมหรือแบบมีตัวแทนราษฎร” (Representative Democracy) มาตั้งแต่ปี 2475 โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นคัมภีร์กฎกติกาของบ้านเมือง ซึ่งมีการล้มเลิกเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด อันเป็นปัญหาการพัฒนาประเทศที่ติดกับดักในหลายประการ เพราะ
1. การพัฒนามุ่งเน้น “พัฒนาการเมืองมากกว่าพัฒนาบ้านเมือง”
พัฒนาทางการเมืองไทยเริ่มต้นหลังการยึดอำนาจของคณะราษฎร์ โดยเอาเอาอำนาจการบริหารบ้านเมืองมาเป็นของคณะราษฎร์ที่ประกอบไปด้วยขุนนางเก่าฝ่ายทหารตำรวจและฝ่ายพลเรือน การใช้ “อำนาจทางการเมือง” ที่ผ่านมาเป็นการใช้ “อำนาจในการใช้ดุลยพินิจของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลในการตัดสินใจในเรื่องที่จะกระทำหรือไม่กระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง ในเรื่องของสาธารณะหรือผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ” เป็นต้น
เป็นการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทางการเมือง หรือพัฒนาการเรื่องอำนาจ หรือการใช้อำนาจ ถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการได้มาแห่งผู้ใช้อำนาจ หรือกรอบดุลยการใช้อำนาจ แต่ก็ไม่เคยปรับเปลี่ยนทิศทางไปทางอื่น ๆ ใน “เรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ” อีกทั้งภาคการเมือง และภาคราชการได้ขยายหน่วยงานและขอบข่ายอำนาจเพิ่มมากขึ้น มีการทับซ้อนอำนาจของหน่วยงานราชการ อาทิ กฎหมายที่ดิน กฎหมายเรื่องน้ำ กฎหมายเรื่องป่าไม้ กฎหมายเรื่องทรัพยากรทางทะเล และกฎหมายเรื่องภาษี ที่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงานคล้ายกัน ซ้ำซ้อนกัน จึงถือว่าที่ผ่านมาเราเน้น “พัฒนาการเมืองมากกว่าการพัฒนาบ้านเมือง”
2. การใช้ “งบประมาณแบบอุปถัมภ์ค้ำจุนจากภาคราชการ” เป็นตัวนำ
แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กำหนดให้มีการเร่งการพัฒนาประเทศมาทุกฉบับ ฉบับแรก ๆ เน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต่อมามุ่งเน้นพัฒนา “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” และมีการกระจายอำนาจการตัดสินใจจากหน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง มาให้ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
แต่นัยยะแท้ที่จริงเป็นการขยายขอบข่ายของหน่วยงานราชการหรือศูนย์อำนาจส่วนกลางลงสู่ภูมิภาค และท้องถิ่น การนำเงินงบประมาณมาจัดสรรลงในพื้นที่ก็มีการกำหนด นโยบาย วิธีการคิด การดำเนินการ ตลอดจนวิธีการเบิกจ่าย กำหนดมาจากส่วนกลางทั้งสิ้นที่ “รัฐเป็นผู้ให้แบบผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนช่วยเหลือ” ประชาชนจึงมีฐานะเป็นเพียง “ผู้รับ” ในหลายโครงการพัฒนาจึงเป็นเสมือนโครงการ “ไฟไหม้ฟาง” เมื่อโครงการหมด งบหมด งานหมด ก็หมดหน้าที่ แล้วก็เสาะหาโครงการใหม่อื่นมาเพื่อใช้งบประมาณก้อนใหม่ ให้หมด ๆ ไปในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น
แม้ต่อมาจะมีเทคนิคการนำเสนอโครงและการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางเพื่อให้ลงไปถึงประชาชนโดยตรง เช่น “งบเงินผัน” หรืองบคึกฤทธิ์ หรือโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นรูปแบบต้นแบบตัวอย่างที่ดีในการจัดสรรงบประมาณ ต่อมามีการจัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน ซึ่งเป็นต้นแบบ “โครงการประชานิยม” ในเวลาต่อมา ได้แก่ โครงการมิยาซาว่า โครงการจ้างแรงงานท้องถิ่นในภาวะเศรษฐกิจถดถอย โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การจัดร้านค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง งบประมาณอยู่ดีมีสุข งบประมาณไทยเข้มแข็ง โครงการประกันราคาผลิตผลทางการเกษตร โครงการรับจำนำข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง โครงการถนนปลอดฝุ่น โครงการประชารัฐ ซึ่งผลประโยชน์และรายได้จะตกไปที่มือประชาชนหรือผู้รับจ้างก็แล้วแต่วิธีการและช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่ “การกระจายเม็ดเงิน” เป็นสำคัญ เพราะถึงอย่างไรก็ตามเม็ดเงินย่อมตกอยู่ในท้องถิ่นที่มีการจัดสรรงบประมาณลงไปนั่นเอง ซึ่งก็ยังถือเป็นวิธี “การพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐแบบอุปถัมภ์” อยู่นั่นเอง
3. “ระบบการใช้บังคับกฎหมาย” อยู่ในมือของหน่วยงานราชการ
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ยังอยู่ในมือของหน่วยงานราชการ ยังไม่กระจายให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม กฎหมายป่าไม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้และการใช้ดุลยพินิจ ไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม มีจิตสำนึกร่วมในการดูแลรักษาป่าน้อย ดังนั้นเมื่อประชาชนไม่มีสิทธิได้ใช้ป่าไม้จึงยากที่จะมีคนปลูก และคนอนุรักษ์ต้นไม้ ภาระจึงตกเป็นของหน่วยงานราชการที่จะดูแลรักษา ส่งผลถึงการใช้เงินงบประมาณของประเทศที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในประเทศสังคมนิยมเรื่องการดูแลป่าและการใช้ประโยชน์จากต้นไม้กลับกัน ที่รัฐเปิดโอกาสใช้ชุมชนในพื้นที่จัดการกันเอง เช่น ในประเทศเวียตนาม ลาว
อีกตัวอย่างหนึ่งคือกฎหมายด้านการจราจร ของไทยเป็นหน้าที่ของตำรวจ แต่ญี่ปุ่นกลับเป็นประชาชนมีส่วนร่วม หากใครละเมิดเรื่องจราจร ประชาชนจะใช้กฎหมายนี้ดำเนินการตรวจสอบกับคนผิดได้ จึงทำให้ปัญหาการจราจรไม่ค่อยเกิดขึ้น ผิดกับไทยที่มีการฝ่าไฟแดง ปาดหน้า ขับช้าเลนขวา จอดรถกีดขวางทาง ใช้ผิวจราจรเป็นที่จอดรถ เป็นที่ซ่อมรถ ฯลฯ สารพัดที่จะเกิดหากไม่มีตำรวจอยู่ที่นั่น ดังนั้นกฎหมายจึงอยู่ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคนใช้ ภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วม กล่าวคือมีปัญหาในเรื่อง”การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงาน และ การปฏิบัติตามกฎหมายของประชาชน” (Law enforcement & Law compliance)
4. “ระบบการพัฒนาอาชีพ” ถูกชี้นำชักนำโดยระบบราชการ และถูกครอบงำโดยระบบทุน
การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยหน่วยงานราชการ เช่น ถนน ทางรถยนต์ รถไฟ สนามบิน ท่าเทียบเรือ เขื่อน เหมือง ฝาย ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ไปรษณีย์ แม้การเดินรถยนต์โดยสาร รถไฟ การธนาคารในภาครัฐวิสาหกิจก็ยังมีภาครัฐร่วมลงทุน ดั้งนั้นการกำหนดหรือการคิดจะดำเนินการใดที่เกี่ยวเนื่อง ปัจจัยในการตัดสินใจจึงอยู่ที่ภาครัฐทั้งสิ้น ซึ่งบางอย่างล่าช้า ไม่ทันต่อการบริการหรือโครงการพัฒนาของภาคประชาชน บางแห่งผูกขาดบทบาทหน้าที่ มีต้นทุนสูง การผลักภาระให้ผู้ประกอบการ ผู้ใช้บริการ ถึงแม้กิจการบางอย่างจะเป็นการลงทุนแบบสัมปทานโดยภาคเอกชนก็ตาม เช่น ทางด่วน รถไฟลอยฟ้า ล้วนเป็นปัญหาอุปสรรคเรื่องต้นทุนสูง ภาคการผลิตก็ถูกผูกขาดโดยภาคเอกชน เช่น ภาคการผลิตสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเคมี ฯลฯ มีการขยายฐานผลิตออกไป มีภาคการเกษตรแบบพันธสัญญา (contract farming) ประชาชนถูกเอาเปรียบ ผูกขาดตัดตอน ทุ่มตลาด เอกชนรายย่อยเลิกล้มกิจการเพราะต่อสู้แข่งขันรายใหญ่ไม่ได้ แม้รัฐบาลจะจัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรายย่อย เช่น เอสเอ็มอี หรือมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยก็ตาม แต่ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า กิจการไม่เติบโต และล้มเลิกไปหลายกิจการ
5. การกระจายอำนาจให้ “ประชาชนติดกับดัก”
การกระจายอำนาจการตัดสินใจโดยภาคประชาชนก็เป็นไปแบบหลอก ๆ สร้างภาพไปวัน ๆ โดยภาครัฐและภาคราชการยังคงผูกขาดอำนาจ แม้งานราชการเพียงเล็กน้อยก็ยังผูกขาด คงเป็นเพราะหากมีการกระจายออกไปมาก ราชการเกรงว่าบทบาทของหน่วยงานภาครัฐจะลดน้อยถอยลง แม้การตัดสินใจเรื่องบริการสาธารณะเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การก่อสร้างถนน การขุดลอกแหล่งน้ำ การดูแลที่สาธารณะ ป่าไม้ ก็ยังผูกขาดอยู่ที่ภาครัฐอย่างไม่มีวันลดถอย แน่นอนว่าเป็นภาระงบประมาณที่ต้องเพิ่มขึ้น จึงเป็นการขยายฐานอำนาจของภาคราชการ ภาครัฐออกไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น
6. “ภาคประชาสังคมยังไม่เกิด” เป็นกิจจะลักษณะ
แนวทางหนึ่งที่ภาคการเมืองภาคพลเมืองต้องมีก็คือ “ภาคประชาสังคม” (Civil society) ต้องร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมใช้ ร่วมปรับปรุงพัฒนา ร่วมแก้ไข ร่วมติดตามผล ในเรื่องของส่วนรวม (Public Interest) ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ถนนหนทาง แหล่งน้ำ ที่พัก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การป้องกันโรคติดต่อ การศึกษา หรืออื่น ๆ ตามที่มี “ข้อตกลงร่วมกัน” ในการที่จะทำ จะรักษา จะป้องกัน จะสร้าง ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อสังคม ของคนในสังคมนั้น ๆ อาทิเช่น การมีหน่วยเฝ้าระวังภัยหมู่บ้าน ชุมชน การสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ร่วมกัน การสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชุมชนร่วมกัน การก่อสร้างและบำรุงรักษาแหล่งน้ำ เป็นต้น ภาคประชาสังคมนี้จะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของหน่วยการปกครอง โดยมีความคิดริเริ่มและทำด้วยกลุ่มชุมชนเอง พัฒนาด้วยคนในชุมชนเอง โดยปลอดจากการแทรกแซงจากภาครัฐ หรือภาคเอกชนอื่นมาผูกขาดได้
ถึงเวลาแล้วสำหรับ “การเมืองภาคประชาชน”
ดังได้กล่าวแล้วว่า “การเมือง” มีอยู่สองรูปแบบ หรือสองเวที คือ (1) “การเมืองภาคตัวแทน” (Representative politics) โดยการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องของการเมืองในส่วนของผู้เลือกตั้ง และ (2) “การเมืองในภาคประชาสังคม (Civil Society) หรือ การเมืองภาคพลเมืองและประชาชน” (Citizen politics & People’s politics) แต่ที่ผ่านมา การเมืองเป็นเวทีของผู้เลือกตั้งซึ่งเป็นนักการเมือง ทั้งนักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่น
ด้วยคะแนนที่มากโขกว่าร้อยละ 60 จากผลการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านไปเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 จากจุดเด่นของรัฐธรรมนูญ “ฉบับปราบโกง” นับแต่นี้ไปคงเป็นเวลาการเมืองของ “ภาคประชาชน” ที่มากขึ้น แน่นอนว่า “ท้องถิ่น” หรือ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” (อปท.) นั่นแหละ คือเวทีที่เหมาะสมของ “การเมืองภาคประชาชน” อปท. ต้องหันมามองตัวเองให้มีความพร้อมในบทบาทภารกิจเพื่อรองรับกับเวทีของการเมือง “ภาคประชาชน” ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพราะท้องถิ่นคงไม่ใช่เวทีประชาธิปไตยขั้นต้นที่เป็นเวทีของ “การเมืองภาคตัวแทน” อีกต่อไปแล้ว และหวังว่า หากการเมืองภาคพลเมืองเข้มแข็งขึ้น เมื่อใด ก็จะส่งผลไปถึงการเมืองภาคตัวแทนที่จะได้ “คนดีมีคุณภาพ มีจริยธรรมคุณธรรม” อาสาเข้ามาเป็นตัวแทนพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย