|
สยามรัฐ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2493 สยามรัฐ ผูกพันกับบุคคลสองคน คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กับ นายสละ ลิขิตกุล
เริ่มต้นด้วยบุคคลหลัง หลังการเปลี่ยน
แปลงการปกครองมีหนังสือพิมพ์ดังอยู่ 2 ฉบับ
คือ ศรีกรุง กับ ไทยราษฎร์ ซึ่งมีนายมานิต วสุวัติ เป็นเจ้าของ ในยุคนั้นสถานการณ์ บ้านเมืองกำลัง ไม่น่าไว้วางใจการกดบีบหนังสือพิมพ์
มีอยู่ทั่วไป นายสละ ลิขิตกุล ได้เคยทำงานบรรณาธิการอยู่ใน หนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับต่างกรรมต่างวาระ
มีหนังสือพิมพ์ไทยราษฎร์เป็นที่ทำงาน
ในวาระหลัง
ขึ้นชื่อว่าหนังสือนักหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น ต่างย้ายแหล่งทำาหากินกันคนละหลายๆ ครั้ง
บางคนย้ายกัน 6 - 7 แห่งในช่วงชีวิตการทำหนังสือพิมพ์ของตน
ทั้งนี้เพราะสถานะของหนังสือพิมพ์ ไม่ค่อยมั่นคงมีอันล้มหายตายจากกันได้ง่ายๆ
สถานภาพของนักหนังสือพิมพ์ก็ตกที่นั่งคล้ายคลึงกัน
นายสละย้ายจากศรีกรุงไปอยู่ไทยราษฎร์ ในตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการ
แล้วก็ออกจากไทยราษฎร์
ไปออกหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์โดยดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการเองระหว่างที่ทำงานอยู่เกียรติศักดิ์
นี้เอง ที่สละได้รู้จักกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์
ปราโมช
จากการรู้จักกันครั้งนั้น ก็ได้กลายเป็นความสนิทสนมคุ้นเคยซึ่งกันและกัน
นายสละ ซึ่งเล็งเห็นแล้วว่าข้อเขียนของม.ร.ว.คึกฤทธิ์
นั้นคมเข้มทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองเห็นได้จากผลงาน
ของเขาที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์เพียงไม่กี่ชิ้นในขณะนั้นนายสละก็เพียรพยายามอ้อนวอนให้ท่านผู้นี้
เขียนเรื่องลงในหนังสือเกียรติศักดิ์ บทความชิ้นแรกที่ได้รับคือ บทสักวา ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์
เขียนในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นก็ได้รับบทประพันธ์ชิ้นอื่นๆ
ตามมา มีทั้งบทสักวาบทความ สารคดี นิยายเรื่องสามก๊กฉบับนายทุน
อีกอย่างหนึ่งที่ได้รับมาพร้อมกันก็คือ ไมตรีจิตมิตรภาพ
ซึ่งแนบแน่นถึงขนาดที่จะทำงานใหญ่ร่วมกันได้ และเมื่อปี พ.ศ.2492
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ลาออกจากการเป็นผู้แทนราษฎรมีเวลามากขึ้นได้ปรารภกับนายสละที่จะหาสำนักงาน
สักแห่งหนึ่ง ไว้พบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง จึงได้ไปหา และได้ตึกแถวอาคาร 6 ถนนราชดำเนิน
เดิมตึกนั้นเป็นของบริษัท กลาง จำกัด ซึ่งนายเรือเอกหลวงวิเทศกลกิจ เช่ามาจาก
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อทำการค้า เมื่อได้มาเช่าต่อครั้งนั้น
จ่ายค่าเช่าเดือนละ 5 บาท ตึกนี้คือ ที่ตั้งของหนังสือพิมพ์สยามรัฐในปัจจุบัน
ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2493 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์
ได้อุปสมบทถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ที่วัดบวรนิเวศฯ
หลังจากนั้นไม่นานในวันที่ 18 เมษายน นายสละก็เกิดมีอันต้องลาออก
จากหนังสือเกียรติศักดิ์ สาเหตุเพราะไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลง นโยบายใหม่ของผู้อำนวยการ
หนังสือพิมพ์ นายสละครั้น "ตกงาน" ก็มาเป็นลูกศิษย์พระได้คุยกัน
ก็ได้เกิดความคิดที่จะออก
หนังสือพิมพ์ขึ้นใหม่สักฉบับหนึ่งโดยพระมีเมตตาที่จะอุปถัมภ์ ท่านได้
เซ็นเช็คของธนาคารแหลมทองมาให้นายสละโดยไม่ลงจำนวนเงินบอกให้ไปจัดการออกหนังสือพิมพ์
ในวงเงินอย่าให้เกิน5แสนก็แล้วกัน
นายสละจึงมาทำความสะอาดสำนักงานที่อาคารถนนราชดำเนิน ซื้อแท่นพิมพ์ฉับแกระมา4แท่น พร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็น
เป็นอันว่าพร้อมที่จะออกหนังสือพิมพ์ได้แล้ว หมดเงินไปสองแสนกว่าบาท
ครั้นเมื่อ ถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 8 แล้ว
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์
ปราโมช ก็ลาสิกขา รวมเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ประมาณ 50 วัน ทั้ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ และนายสละได้ขึ้นรถไฟไปหัวหิน
ว่าจะไปปรึกษางาน ที่บังกะโลรถไฟหัวหินได้พักผ่อนกันอยู่ 15 วัน
แล้วกลับมาคุยกันต่อที่กรุงเทพฯ แล้วสยามรัฐก็ได้อุบัติขึ้น ทำไมจึงชื่อ สยามรัฐ ตอนที่วาดโครงการกัน ระหว่างพระ กับ ฆราวาส ที่วัดบวรนิเวศนั้น ได้คิดชื่อกันไว้หลายชื่อ แต่ก็ไม่เป็นอันตกลงกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง นายสละ เล่าว่าได้มาหาพระที่กุฏิ ขณะที่รอพระไปลงโบสถ์สวดมนต์ก็เลยนอนหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมา เงินเหรียญบาทเหรียญหนึ่ง ซึ่งพกติดกระเป๋าอยู่หล่นลงมาเขาหยิบเหรียญนั้นขึ้นมาดู เห็นว่าเหรียญนั้นด้านหนึ่ง เป็นพระบรม ฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 อีกด้านหนึ่งเป็นรูปช้างสามเศียร ตรงริมขอบเหรียญนั้นมีอักษรพิมพ์อยู่ตรงขอบโค้งว่า "สยามรัฐ" 1 บาท เขาร้องเอะอะ เสียจนพระต้องออกมาจากห้องทั้งๆ ที่ยังครองจีวรไม่เรียบร้อยบอกกับพระว่า "นี่ไงชื่อหนังสือพิมพ์ใหม่ ที่จะออก" และนี่คือที่มาของชื่อ "สยามรัฐ"
จากนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ได้ให้นายช่วง สไลยานนท์ ซึ่งเป็นช่างเขียนลายธนบัตรประจำธนาคารชาติมาเขียนหัวสยามรัฐ ในระยะแรกๆ นั้น สยามรัฐมีตราประจำซึ่งคล้ายๆ ตราแผ่นดินติดอยู่ที่หัวหนังสือพิมพ์ และที่ป้ายหน้าโรงพิมพ์ แต่ต่อมาเจ้าพนักงานการพิมพ์กรมตำรวจมาขอร้องว่า ตรา สยามรัฐ เหมือนกับตรา แผ่นดิน ขอให้เอาออกเสียตราของสยามรัฐ จึงไม่มีตราบจนทุกวันนี้ จากเรื่องตราก็มาถึงเรื่องคำขวัญ ประจำหนังสือพิมพ์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ได้นำพุทธภาษิตบทหนึ่งมาใช้ คือ " นิคคณเห นิคคหารหิ ปคคณุเห ปคคหารหิ " แปลว่า " พึงชมคนที่ควรชม พึงข่มคนที่ควรข่ม"
แนวทางของ สยามรัฐ
นายสละ ลิขิตกุล กล่าวไว้ใน 32 ปีของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ว่า "ในระยะแรกที่สยามรัฐออกจำหน่ายแก่ประชาชนนั้น เป็นเวลาที่บ้านเมืองไม่ค่อยจะเป็นประชาธิปไตยนัก คณะผู้บริหารราช การบ้านเมืองมักจะเบี้ยวต่อความเป็นประชาธิปไตย ผู้ที่คบคิดกัน ทำหนังสือพิมพ์สยามรัฐในขณะนั้น แม้จะเป็นเพลย์บอย หรือเพลย์แมนอยู่ แต่ก็เป็นปัญญาชนที่เห็นว่า ถ้าจะใช้สติปัญญา ขัดขวางการกระทำของผู้ปกครองบ้านเมือง ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเอาไว้บ้างบางโอกาส ก็น่าจะต้องทำแต่เราจะทำกันอย่างไรดีเล่า ก็มีอยู่ทางเดียว ต้องทำหนังสือพิมพ์ต่อต้านความไม่เป็นประชาธิปไตย ของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้เป็นประชาธิปไตย ด้วยความรู้ ความคิด ความเห็น ด้วยสติปัญญา เขียนลงในกระดาษ และพิมพ์ออกเผยแพร่แก่ประชาชนด้วยการจำหน่าย"
เพราะหนังสือพิมพ์สยามรัฐได้ให้แก่ประชาชน ทั้งในด้านความรู้ ความคิด
ความเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสาธารณชน การที่จะชี้ขาดว่า มีผลอย่างไรหรือไม่นั้น
สยามรัฐ ถือเอาประชาชนคนอ่านเป็นผู้ตัดสิน แต่อุดมการณ์หรือปรัชญาของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ
ก็ได้ถือเป็นหลักการในการปฏิบัตินั้น ก็คือ ไม่ได้ใส่อารมณ์ลงไปในข้อเขียนนั้นๆ
ในยามที่สยามรัฐจะชม ก็ไม่ได้ชมแบบประจบสอพลอ ให้เกิดความเหลิงและหลง ครั้นในยามตำหนิ
สยามรัฐก็ไม่ได้ตำหนิแบบล้างผลาญ
ในสมัยที่บ้านเมืองปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการ
สยามรัฐกังวลต่อสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองเหมือนกับคนทั้งหลายทั้งปวง
แต่สยามรัฐไม่มีทางที่จะปรับความรู้สึกของคนทั้งหลายให้หายกังวลได้
นอกจากจะต้องใช้ความขบขันสอดแทรกไว้ในข้อเขียน
ความขบขันต่อสิ่งที่ร้ายแรงอันเกิดขึ้นเฉพาะกาล
ได้ทำให้บรรยากาศแห่งความเคร่งเครียดลดน้อยลงไป เพราะอย่างน้อยที่สุด สยามรัฐ
ก็ได้แสดงให้ประชาชนได้รู้ว่า ควรจะขบขันต่อสถานการณ์บ้านเมือง
ซึ่งมีคนที่กำลังป่วยด้วยโรคจิตปกครองบ้านเมืองอยู่ ก็เท่านั้นเอง
ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ป่วยนั้น ก็จะถูกประชาชนขบขัน และหัวเราะเยาะเย้ย
จนกระทั่งมีอันเป็นไปเองในที่สุด
นอกจากนายสละ ลิขิตกุล
อดีตบรรณาธิการอีกคนหนึ่งคือ ประจวบ ทองอุไร
ได้กล่าวถึงอีกแง่มุมหนึ่งของสยามรัฐไว้ว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีแนวนโยบายที่จะยกระดับความรู้คิดของคนอ่านและให้มีความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย
"ตั้งแต่เริ่มทำสยามรัฐ คุณชายคึกฤทธิ์ท่านก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าให้ยกระดับความรู้ของคนอ่านหนังสือพิมพ์
ให้มีความสนใจ เข้าในระบอบประชาธิปไตย เราก็วางเป้าหมาย โดยคำนึงถึงผลในด้านความรู้ความเข้าใจที่ประชาชนควรจะได้รับมากกว่านึกถึงเรื่องรายได้ในการขายหนังสือพิมพ์
ปริมาณการจำหน่าย "
นายสละ ลิขิตกุล
ก็ยืนยันในเรื่องเดียวกันนี้ว่า
นโยบายของ สยามรัฐ แต่เริ่มแรกนั้นมิได้มุ่งค้ากำไร จะว่าแต่แรกนั้นคิดทำกันเล่นๆ
ก็น่าจะได้ แต่เมื่อออกแล้วกลับหยุดไม่ได้ เพราะประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
จริงอยู่ ในการคิดทำหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ในระยะแรกนั้น
ซึ่งได้เขียนบอกไว้แต่ต้นแล้วว่า เป็นความคิดของคนขี้เล่น 2 คน ก็คิดกันว่า
จะทำกันเล่นๆ เพราะคนที่คบคิดนั้นก็อย่างว่า เป็นเพลย์แมนด้วยกันทั้ง 2 คน
ที่คิดทำกันเล่นๆ นั่นก็เพื่อแก้เหงา หรือแก้เซ็งหรือไม่ก็เต๊ะท่าว่า
งานทำหนังสือพรรค์อย่างนี้ เราก็ทำกันได้
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์
ปราโมช ซึ่งเป็นทั้งผู้ร่วมคิดและเป็นสปอนเซอร์เอง ก็ไม่ได้อาลัยใยดีต่อต้นทุน ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยจะมีทุน
ถือเสียว่าลงทุนไปเพื่อซื้อความเป็นประชาธิปไตยมาให้แก่ชาติไทยและคนไทยก็แล้วกัน
จะได้มามาก ได้มาน้อยหรือจะขาดทุนไปบ้างก็ช่างมัน หนังสือพิมพ์สยามรัฐฉบับแรก
คือฉบับประจำวันที่ 25 มิถุนายน พ . ศ .2493 จึงได้เกิดขึ้นมา
แต่ครั้นแล้วก็รู้กันเวลาต่อมาว่า การทำหนังสือพิมพ์สยามรัฐ จะทำกันเล่นๆ
อย่างที่คิดเอาไว้และลงทุนกันไว้นั้นไม่ได้เสียแล้ว
เพราะประชาชนคนอ่านเกิดเอาจริงกับหนังสือพิมพ์สยามรัฐขึ้นมา ก็เลยต้องทำกันจริงๆ
และทำกันจริงๆ มาตลอดเวลา 32 ปีแล้ว และก็จะต้องทำกันจริงๆ ต่อไป เป็นข้อสรุปเกี่ยวกับนโยบายของสยามรัฐ
เมื่อตอนที่ครบรอบ 32 ปี
จัตวา กลิ่นสุนทร อดีตบรรณาธิการของ สยามรัฐ ยืนยันในการทำหนังสือพิมพ์ด้วยอุดมการณ์ พวกเขาว่า ตลอดเวลาอันยาวนาน สยามรัฐ ไม่เคยถูกใครโจมตีว่าไปรับสินบาทคาดสินบนมาจากใคร เพราะเราหล่อหลอมกันมาจากเบ้าที่ถูกที่ควร หลักชัยที่รวมอุดมการณ์ของเราบริสุทธิ์
สยามรัฐฉบับปฐมฤกษ์
เมื่อจะออกหนังสือพิมพ์เป็นฉบับแรกนั้น
ได้มีการเตรียมการไว้อย่างเพียบพร้อม ทั้งพิธีการทางศาสนาและกระบวนการจัดพิมพ์
วันที่ 25 มิถุนายน 2493 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์
ปราโมช นายสละ ลิขิตกุล และผู้ร่วมงานบางคนได้มาใส่บาตรกันที่หน้าสำนักงาน
พอถึงเวลา 08.20 น. ซึ่งเป็นเวลาฤกษ์พระภิกษุองค์ที่มารับบาตรนั้น
ก็ได้รับนิมนต์เปิดแพรคลุมป้ายชื่อสำนักงานสยามรัฐ ในขณะเดียวกัน
ทางฝ่ายโรงพิมพ์ที่ได้เตรียมการ ไว้พร้อมแล้วก็จัดแจงเดินเครื่องพิมพ์ สยามรัฐ ฉบับปฐมฤกษ์
ฉบับแรกออกนี้มี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์
เป็นผู้อำนวยการและมีนายสละเป็นบรรณาธิการ ตามโครงการที่ได้ตกลงกันไว้นั้น
สยามรัฐจะเป็นหนังสือพิมพ์บ่าย มีแปดหน้า ราคา 50 สตางค์
พระภิกษุองค์ที่เปิดแพรคลุมป้าย สยามรัฐนั้นเป็นหลวงตาแก่ๆ อยู่ที่วัดชนะสงคราม
หรือวัดตองปุ อยู่ใกล้ๆ โรงพิมพ์สยามรัฐ นั่นเอง เมื่อทำพิธีเสร็จแล้ว
สยามรัฐก็เริ่มทำงาน นายสละ ได้เล่าไว้ในคึกฤทธิ์ 60 ปี เรื่องต้นกำเนิดของสยามรัฐว่า ในเช้าวันนั้น นายประยูร จรรยาวงศ์ ผู้ซึ่งเขียนการ์ตูนในหน้า 3 ของสยามรัฐ ฉบับปฐมฤกษ์ ได้กระหืดกระหอบมาร่วมพิธีด้วย แต่มาช้า พอมาถึงก็ถามว่า คลอดหรือยัง เมื่อทราบว่ายังรอฤกษ์อยู่ ครั้นเมื่อ สยามรัฐ ปรากฏโฉมหน้าออกมาเป็นฉบับแรก นายประยูร ก็พูดดังๆ ว่า เออ หน้าตาเป็นผู้ชายเข้าที่ดี การ์ตูนที่นายประยูรเขียนใน สยามรัฐ ฉบับปฐมฤกษ์เป็นภาพเด็กหัวจุกสอนเดิน ก้าวไปได้ 17 ก้าว มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอยู่ข้างหน้ายังก้าวไปไม่ถึง

ในฉบับปฐมฤกษ์มีข้อความปรากฏอยู่ในหน้าแรกดังต่อไปนี้ วันนี้เป็นวันที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ในโลกหนังสือพิมพ์เมืองไทย อีกฉบับหนึ่ง ถ้าจะพูดกันสำหรับในวันนี้
หรือในระยะอนาคตอันใกล้ ก็นับว่าเราเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอาวุโสน้อยที่สุด
ในกระบวนหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย อันหนังสือพิมพ์นั้นย่อมมีชีวิตจิตใจ
ของตนเองเช่นเดียวกับบุคคล ย่อมเกิดมาด้วยกรรม และเมื่อบังเกิดมาแล้ว
ก็ย่อมจะประกอบกรรมต่อไป และย่อมจะต้องรับผลของกรรมนั้นๆ
จะหลีกเลี่ยงหาได้ไม่ และก็เป็นธรรมดาอีกเช่นเดียวกัน ที่หนังสือพิมพ์
ซึ่งแรกเริ่มจะก้าวเดินออกไปในโลกย่อมปรารถนาที่จะเห็นแก่สิ่งที่ดี
และตั้งปณิธานที่จะกระทำความดี ส่วนที่จะบรรลุผลสมดังความปรารถนา
และจะปฏิบัติได้ตามปณิธานนั้นหรือไม่ ย่อมสุดแล้วแต่เหตุการณ์แวดล้อม
และการกระทำของหนังสือพิมพ์นั้นเอง
เราได้ถือกำเนิดมาในวันนี้ พร้อมด้วยความหวังว่า เราจะสามารถเดินต่อไปอีกไกล เราเริ่มชีวิตของเราด้วยความรู้สึกสังวรในฐานะและหน้าที่ที่เรามีต่อสังคม และในขณะเดียวกันเราก็รู้จักประมาณตนเองในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้น ได้มากหรือน้อยประการใด หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้ตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองของบุคคลใด หรือหมู่คณะใด เราไม่มีเจตนาถ่วงหน้าที่จะสนับสนุน หรือตำหนิติเตียนบุคคลใดหรือหมู่คณะใด โดยเฉพาะ เราเรียกชื่อหนังสือฉบับนี้ว่า "สยามรัฐ" ทั้งนี้ก็เพราะถือว่าผลประโยชน์แห่งผืนแผ่นดินที่เรียกว่า สยามรัฐนี้เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้เหนือประโยชน์อื่นใด และความผาสุกของคนทั้งปวงที่เป็นเจ้าของแผ่นดินผืนนี้เป็นยอดแห่งความปรารถนาของเรา เราได้ถือเอาดวงตราของแผ่นดินไทย ค้ำจุนไว้ด้วยสัตย์ที่ไทยเราถือว่าเป็นมงคลมาทอดไว้เหนือชื่อของเรา ส่วนสุภาษิตที่เราจะยึดถือต่อไปนั้น คือพระพุทธภาษิตที่เป็นคาถาโดยอรรถว่า "นิคคณเหนิคคหารหิ ปคคณเห ปคคหารหิ" แปลว่า "พึงชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม" เราเริ่มออกเดินทางด้วยเจตนาดังได้กล่าวมาแล้ว สาธุชนพึงเห็นว่าเป็นเจตนาอันสุจริต ขณะนี้เราถือว่าเราเป็นมิตรกับคนทุกๆ คนที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของแผ่นดินไทยนี้เท่าๆ กับเรา เราเคารพในกฎหมายบ้านเมือง และองค์การสาธารณะทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นของแผ่นดินเราเคารพ และพร้อมเสมอที่จะสนับสนุนรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะประกอบขึ้นด้วยบุคคลคณะใดหรือพรรคใด ในเมื่อรัฐบาลนั้นปฏิบัติการไปในทางที่เราเชื่อถือได้ว่า เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินและเพื่อความผาสุกของอาณาประชาราษฎร แต่ถ้ามีความคิดเห็นอื่นใด ซึ่งไม่ใช่เป็นความคิดเห็นของรัฐบาล ซึ่งเราเห็นว่าหากปฏิบัติไปตามความเจริญของแผ่นดินและประชาชนมากกว่า เราก็จะถือว่าเรามีทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องสนับสนุนความคิดเห็นนั้นๆ สยามรัฐ ได้พากเพียรพยายามที่จะปฏิบัติภารกิจ ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้นี้ ประสบความสำเร็จพอสมควรภายใต้ยุค จอมพล ป. ซึ่งนำสิ่งใหม่ๆ มาสู่ประชาชนให้ถึงซึ่งความทันสมัย เช่นเดียวกับชาติศิวิไลซ์ทั้งหลาย เช่นการยกเลิกการกินหมาก และการปฏิวัติวัฒนธรรมอีกหลายรูปแบบ ในขณะเดียวกันก็นำประเทศไปสู่ยุค "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" สถานภาพของรัฐบาลที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ตัวจอมพล ป. เองถูกลอบยิงหลายครั้ง อันเป็นเหตุที่นำมาสู่ความหวาดระแวง การกวาดล้างผู้ต้องสงสัยซึ่งมักจะเป็นนักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักหนังสือพิมพ์ บรรยากาศของการแสดงความคิดเห็นไม่สู้จะแจ่มใสนัก ก็ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้เองที่ สยามรัฐ อุบัติขึ้นมาในโลก
|