Syndicate content facebook Syndicate content Log In
ก้าวสู่ปีที่ 3 รพ.จุฬาภรณ์

ก้าวสู่ปีที่ 3 รพ.จุฬาภรณ์

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ
เสด็จฯ ร่วมงานก้าวสู่ปีที่ 3 รพ.จุฬาภรณ์
    

              
          ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทย ที่ต้องเผชิญภัยอันร้ายแรงของโรคมะเร็ง ทั้งมีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความทุกข์ยากของผู้ป่วยมะเร็งและสมาชิกในครอบครัว จึงทรงมีพระดำริให้จัดตั้ง "ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์" ขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา และได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น "โรงพยาบาลจุฬาภรณ์" เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552 
         เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2555 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯไปยังอาคารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ในวาระที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์  ก้าวสู่ปีที่ 3 ของการดำเนินงาน โดยมี ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายการแพทย์ และรองประธานบริหารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศ.นพ.พิทยภูมิ ภัทรานุธาพร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และบุคลากรโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จ
        การนี้ ศ.นพ. พิทยภูมิ ภัทรานุธาพร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวรายงานสรุปผลการดำเนินงาน ถึงการเติบโตของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และโครงการบำเพ็ญพระกุศลเฝ้าระวังคัดกรองโรคมะเร็ง ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี ส่งผลให้ประชาชนทั้งในส่วนภูมิภาคและชนบทที่ห่างไกล ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปแล้วกว่า 30,000 ราย ซึ่งตรวจพบผู้ป่วยโรคมะเร็ง และให้การรักษาไปแล้วกว่า 1,000 ราย        

        โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 100 เตียง ให้บริการแบบครบวงจรทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งในเบื้องต้น การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งในบุคคลทั่วไป การตรวจวินิจฉัยโรคที่แน่นอน และให้การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ตามระยะของโรค ตั้งแต่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี อีกทั้งยังมีการดูแลรักษาผู้ป่วยเฉพาะราย โดยจัดโปรแกรมการดูแลรักษามะเร็งในแต่ละอวัยวะ ตามแนวทางปฏิบัติในรูปแบบเชิงวิจัย เพื่อพัฒนาแนวทางการรักษาด้วยวิธีใหม่ๆ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ยังได้ทำการศึกษาวิจัยในระดับโมเลกุลเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย และการรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานชั้นนำระดับประเทศ ให้บริการตรวจโครโมโซมในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ และ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยทุกรายของโรงพยาบาลฯ จะต้องผ่านคณะกรรมการกำหนดแนวทางการรักษา โดยคณะแพทย์สหสาขาวิชาชีพ อาทิ พยาธิแพทย์ รังสีแพทย์ อายุรแพทย์ด้านยาเคมีบำบัด  รังสีรักษาแพทย์ ศัลยแพทย์ และเภสัชกร เพื่อร่วมกันพิจารณาวิเคราะห์หาแนวทางการรักษาที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสการหายขาดได้มากขึ้น และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สมดังพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
       จากนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ฯ ได้เสด็จฯทอดพระเนตรนิทรรศการ "สืบสานพระปณิธานในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง" พระราชทานพระวโรกาสให้ชมรมใต้ร่มพระบารมีผู้ป่วยมะเร็งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เข้าเฝ้าสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาด และร่วมกันจัดตั้งชมรมขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ ในการรักษา จากนั้นเสด็จฯเยี่ยมผู้ป่วยมะเร็งเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการรักษาโรคมะเร็ง ณ ผู้ป่วยชั้น 7 และชั้น 8 เป็นรายบุคคล พร้อมทั้งพระราชทานช่อดอกไม้และพระราชทานกำลังใจ กับการต่อสู้โรคมะเร็ง

        โอกาสนี้ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายการแพทย์ และรองประธานบริหารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์  ได้นำแพทย์และเจ้าหน้าที่ใหม่ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เข้าถวายตัว จำนวน 97 ราย และได้รับพระราชทานพระโอวาท โดยมีใจความว่า
         "...ข้าพเจ้ามีความยินดีมากเหลือเกิน ที่ได้ยินคนไข้ทุกคน ชมโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นั่นดีเหลือเกิน หมอก็เก่ง พยาบาลนั่นมีจิตเมตตา เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ก็มีใจเมตตาต่อคนไข้ ฟังแบบนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็รู้ว่า พวกท่านทุกคน ได้ทำตนอย่างที่ควรจะทำแล้ว...ในสายงานของแพทย์ พยาบาล เภสัช ที่ต้องดูแลผู้ป่วย ข้าพเจ้าขอให้ยึดถือ พระบรมราโชวาทของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ที่ทรงกล่าวว่า ให้ถือกิจส่วนรวมมาเป็นกิจที่ 1 กิจส่วนตัวมาเป็นกิจรอง...การทำงานรักษาคนไข้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมอทั้งหลายสาขา ขึ้นกับพยาบาล เภสัช นักวิทยาศาสตร์ บุคลากรทางธุรการ ทุกคนจะต้องสามัคคี ทำงานกันอย่างกลมเกลียว งานของโรงพยาบาลจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ข้าพเจ้าทราบว่า งานของแพทย์ พยาบาล นั่นเป็นงานที่เหนื่อย บางครั้งเจอคนไข้ที่เต็มประดา ข้าพเจ้าก็เคยเจอ ยังไง ก็ต้องขอร้องให้มีความอดทนอดกลั่นเอาไว้  แล้วเราจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์เอง ถ้าเรามีความอดอดกลั่น เมตตา กรุณาด้วย เพราะว่าคนไข้ เค้าเจ็บเค้าปวด เค้าป่วย...ขอให้ทำเพื่อส่วนร่วมมานำ มีความสามัคคี มีความเมตตากรุณาต่อคนไข้ มีความอดทน อดกลั่น ต่อภาระงานที่หนักหน่วง ข้าพเจ้าเชื่อว่า ทุกคนทำได้อย่างดีด้วย เพราะวันนี้ผลก็ปรากฏ แล้วว่า คนไข้ไม่มีซักคนบ่น มีแต่คนชม บุคลากรของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ว่าเป็นบุคลากรที่ดีเยี่ยม เป็น มีเมตตากรุณา และช่วยเหลือ เค้าอย่างเต็มกำลัง"