Syndicate content facebook Syndicate content Log In
จอมพล ป. กับ ‘ความเป็นไทย’

จอมพล ป. กับ ‘ความเป็นไทย’

นโยบายหลายอย่างของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีลักษณะที่ก้าวหน้ากว่าของรัฐบาลชุดอื่นๆ มาก

 

เวิ้งวิภาษ

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

 

 

 

 

 

จอมพล ป. กับ ‘ความเป็นไทย’

ในช่วงก่อน พ.ศ. 2500

 

      เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมาเป็นวันคล้ายวันเกิดของจอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม และเป็นวันครบรอบ 224 ปีแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส

    ที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของจอมพล ป. มักถูกกล่าวถึงแต่ในแง่เดียว ว่าเป็นผู้นำเผด็จการทหาร เป็นผู้รวบอำนาจการปกครอง และออกกฎระเบียบต่างๆ ที่ไร้เหตุผล เช่นให้คนไทยเลิกกินหมาก บังคับให้สวมหมวก ไปจนถึงกับสั่งห้ามเล่นดนตรีไทย ดังปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องโหมโรง เป็นต้น

     ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว นโยบายหลายอย่างของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีลักษณะที่ก้าวหน้ากว่าของรัฐบาลชุดอื่นๆ มาก

     เพราะในด้านหนึ่ง หากไม่นับความเป็นเผด็จการทหารและพูดถึงแนวคิดในการบริหารประเทศ จอมพล ป. ยังคงยึดหลัก 6 ประการของคณะราษฎรไว้อย่างมั่นคง

     โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการกระจายความรู้และส่งเสริมให้ประชาชนมีการศึกษาอย่างทั่วถึง

    นอกจากนั้น ลักษณะชาตินิยมไทยของจอมพล ป. ยังเป็นชาตินิยมที่อิงอยู่กับชาติตะวันตก หรือนานาอารยประเทศ ดังนั้น ชาตินิยมไทยอย่างของจอมพล ป. จึงหมายถึงการเลิกกินหมาก เพื่อให้คนไทยไม่ถูกหัวเราะเยาะจากคนชาติตะวันตกว่าฟันดำ เป็นต้น

    ชาตินิยมอย่างของจอมพล ป. จึงหมายถึงการสวมหมวก หมายถึงขนบธรรมเนียมและมารยาทที่ต้องปรับตัวให้เป็นแบบ ‘สากล’ ทัดเทียมกับชาติตะวันตกอื่นๆ ที่เป็นประชาธิปไตย

    และนำมาสู่การพยายามเปลี่ยนสรรพนามให้ใช้เหมือนๆ กันว่า ฉัน, ท่าน, เรา ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการทำลายการจำแนกชนชั้นทางภาษาเลยทีเดียว โดยทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนฐานคิดแบบตะวันตก (I กับ You) ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยมีความเป็นประชาธิปไตยและเท่าเทียมกันมากกว่าวัฒนธรรมแบบไทย

   รวมไปถึงการตัดทอนพยัญชนะหลายตัวที่มีรากฐานมาจากภาษาบาลีสันสกฤต เรื่องนี้เป็นประเด็นถกเถียงและนำไปสู่การโจมตีจอมพล ป. เป็นอย่างมาก เพราะกระทบถึงระบบการเขียนภาษาไทย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่

     ทั้งที่ถ้าลองพิจารณาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการพยายามทำให้ภาษาคลายความศักดิ์สิทธิ์ลงและง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

    โครงการเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมสองอย่างหลังนี้จึงไม่ประสบผลสำเร็จ

    ไม่เพียงแต่เรื่องภาษาเท่านั้น ที่นโยบายของจอมพล ป. พยายามผลักดันไปสู่ความเป็นสากล แต่ยังมีเรื่องของดนตรีไทย ซึ่งทางรัฐมีนโยบายปรับปรุงให้มีศักยภาพเท่าเทียมกับดนตรีตะวันตก

    ดังนั้น จึงเริ่มมีการศึกษาและมีโครงการเปรียบเทียบดนตรีไทยกับสากล โดยวางแผนไว้ว่าจะทำให้ดนตรีไทยเปลี่ยนไปใช้ระบบ 12 เสียงเท่า แบบดนตรีตะวันตก ทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการบันทึกโน้ตเพลงแทนการท่องจำแบบแต่ก่อน

    แต่กฎเกณฑ์บางข้อก็ทำให้นักดนตรีไทยไม่พอใจ เช่นให้นักดนตรีต้องแต่งกายสุภาพ และห้ามนั่งบรรเลงบนพื้นราบแบบแต่ก่อน (เพราะจะถูกหาว่าไม่มีอารยธรรมได้) เป็นต้น

     ระเบียบข้อบังคับเหล่านี้ไม่เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะหลังจากที่จอมพล ป. สิ้นอำนาจในปี 2500 ทุกอย่างก็ย้อนทวนกลับสู่กระแสอนุรักษนิยม

      ความเป็นไทย แบบของจอมพล ป. ที่นิยามไว้กับความเป็นสากลและความเท่าเทียม ก็ถูกโยกย้ายกลับไปไว้ในมือชนชั้นสูง

     ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ความเป็นไทย ในสมัยจอมพล ป. นั้นมักผูกติดอยู่กับวัฒนธรรมป๊อป เช่น มีการส่งเสริมการละเล่นรำวง หรือลิเก เป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าศิลปะเพื่อมวลชนจะสามารถกล่อมเกลาให้ประชาชนรักชาติได้ ดังปรากฏความร่วมมือจากกรมศิลปากรเป็นอย่างดีในการสนับสนุนวัฒนธรรมป๊อปเหล่านี้

     แต่การเข้ามารื้อฟื้นการละครและสังคีตของพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคลในปี 2489 อันนำไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนนาฏศิลป์ กลับเป็นการรื้อฟื้น ‘ความเป็นไทย’ แบบของราชสำนักขึ้นมาอีกครั้ง เพราะการเลือกใช้บุคลากรที่ล้วนแล้วแต่เคยเป็นข้าราชบริพารทั้งสิ้น

       ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของดนตรีไทยนับแต่นั้นมา ถูกยึดโยงอยู่กับเรื่องของราชสำนัก เรื่องของชนชั้นสูง

     เพลงปี่พาทย์ชั้นดีของไทยก็ถูกนิยามให้เป็นเพลงเถา เพลงสามชั้นที่ซับซ้อน ฟังยาก ที่ชาวบ้านทั่วๆ ไปผู้ไม่มีความรู้ทางดนตรีจะสามารถฟังรู้เรื่อง

     ขณะเดียวกันก็ละเลยศิลปะการดนตรีพื้นบ้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของราชสำนัก และเหยียดว่าเป็นของต่ำกว่า

     และแม้ว่าวัฒนธรรมมวลชนสมัยจอมพล ป. จะยังคงตกทอดมาถึงปัจจุบัน ในรูปของรำวง เพลงปลุกใจต่างๆ จำนวนมากก็ดี

      แต่ตัวอุดมการณ์ว่าด้วยประชาธิปไตย ความเป็นสากล และความเท่าเทียมนั้น ดูเหมือนจะถูกลบหายไปจากสังคมไทยไปแล้วโดยสิ้นเชิง

 

 

ภาพ จอมพล ป. และ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม