Syndicate content facebook Syndicate content Log In
ทองแท้ ทองเทียม

ทองแท้ ทองเทียม

ทวี สุรฤทธิกุล

เมื่อกฎหมาย "ลำยอง" แพ้ทองเนื้อเก้า


     เมื่อแม่เสือสั่งถอยเพราะสุดซอยไปไม่ได้ ถ้าจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ "จนตรอก" หาทางออกไม่เจอ ใครที่ดูข่าวการเมืองตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะที่เกิดกับรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ในการกลับลำอย่างไม่เป็นกระบวน ถึงกระนั้นคนก็ยังไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อใจว่ารัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนใจและทำเช่นนั้นจริงๆ เข้าทำนองว่างาช้างไม่น่าจะงอกออกมาจากปากแมว(?)ฉันใด สิ่งดีๆ ที่สวยงามก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากซากอสุภหรือกองปฏิกูลฉันนั้น คิดเป็นองคุลีมาลกลับใจยังยากลำบาก

     เปิดดูพจนานุกรมหาความหมายของคำว่า "ทองเนื้อเก้า" ก็มีคำอธิบายว่า "ทองเนื้อเก้าเป็นทองบริสุทธิ์ โบราณกำหนดราคาตามคุณภาพของเนื้อทอง ทองคำหนัก 1 บาท เป็นเงิน 9 บาท เรียกว่าทองเนื้อเก้าหรือทองนพคุณเก้าน้ำ เรียกสั้นๆ ว่า ทองนพคุณ, ทองธรรมชาติ ทองเนื้อแท้ หรือทองชมพูนุท ก็เรียก

     ดังนั้นถ้าเป็นทองที่มีโลหะอื่นผสมและมีปริมาณทองคำน้อยลงมาก็จะมีราคาถูกลงเรื่อย เป็นราคา 8 บาท 7 บาท 6 บาท ต่อน้ำหนักทอง 1 บาทตามลำดับ แล้วก็เรียกว่าทองเนื้อแปด เนื้อเจ็ด เนื้อหก ตามจำนวนทองแท้ที่ลดลงไปนั้น แต่ทองผสมก็ไม่ใช่ทองเทียมหรือทองปลอม


     ทองเทียมหรือทองปลอมก็คือโลหะอื่นๆ ที่นำมาทาสีทองหรือเคลือบสารต่างๆ ให้ดูคล้ายทอง ทำให้มองเห็นเป็นทองแต่ภายนอก โลหะที่เอามาทำเป็นทองปลอมส่วนใหญ่ก็คือตะกั่วและทองแดง เพราะมีราคาไม่แพงและสามารถชุบทองหรือเคลือบทองได้ง่าย ดูเหมือนทองจริงหรือทองแท้ได้ใกล้เคียง บางทีถ้าชุบหรือเคลือบเก่งๆ โดยเฉพาะในสมัยนี้จะมีการชุบด้วยไฟฟ้าก็จะดูแนบเนียน ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็จะแยกกันไม่ออก โรงรับจำนำและร้านรับซื้อทองหลายแห่งจึงต้องมีการตัด เลื่อย หรือขูด เพื่อดูเนื้อทองภายใน หรือใช้สารเคมีเพื่อทดสอบก่อนซื้อขายหรือรับจำนำ "กฎหมายลำยอง" นั้นเลวกว่าทองปลอมเสียอีก

     คำว่ากฎหมายลำยองนี้ผู้เขียนนำมาใช้ในความหมายเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่าง "ความดี" กับ "ความชั่ว" เพราะในเรื่องละครที่กำลังฮิตเป็นที่สุดนี้ ด้านดีของเรื่องจะแทนด้วย "วันเฉลิม" (คุณโบตั๋นที่แต่งเรื่องนิยายนี้แกคงมีจินตนาการเกินจริง) ที่เปรียบได้กับ "ทองเนื้อเก้า" ตามชื่อของนิยาย ซึ่งมีความหมายว่าทองแท้หรือทองเนื้อเก้าซึ่งเป็นทองคำบริสุทธิ์นั้นไม่มีวันเสื่อมสลายความดีและความบริสุทธิ์นั้น เปรียบได้กับเด็กชายวันเฉลิมที่แม้จะมีแม่ที่แย่มาก แต่ก็ยังรักษาความเป็นคนดีและทำแต่สิ่งดีๆ ได้โดยตลอด ต่างกับแม่คือ "ลำยอง" อย่างกับสวรรค์และนรก ที่แสนจะเลวร้าย แต่วันเฉลิมก็ไม่มีได้เลวร้ายตามไปด้วย ช่างต่างจากที่เราเห็นในชีวิตจริงอย่างที่รัฐสภา

     ความพยายามที่จะผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมถือเป็นความพยายามแบบ "ลำยอง" คือเลวร้ายสุดๆ "ใคร" ก็ตามที่อยู่เบื้องหลังก็คือคนที่เลวร้ายสุดๆ เช่นกัน มีคนวิเคราะห์ว่า "ใคร" ที่ว่านั้นน่าจะมีอยู่ ๓ คนหรือ ๓ พวกด้วยกัน หนึ่งก็คือคนที่สามารถบงการรัฐบาลและ ส.ส.ในฝ่ายที่มาร่วมกันเป็นรัฐบาลนั้นได้ทั้งหมด สองก็คือคนที่รักคนในข้อหนึ่งนั้น แล้วอยากจะเอาใจหรือเอาหน้า(คือไม่ได้รักกันอย่างจริงใจ)หรือแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์บางอย่าง ก็พยายามจะผลักดันอย่างหน้ามือตามัว และสามก็คือคนที่รักคนในข้อหนึ่งมาก บ้างก็ด้วยความเป็นญาติมิตร บ้างก็คลั่งไคล้เหมือนว่าเป็พเทพเจ้า ก็ช่วยผลักดันอย่างสุดหัวใจ ทั้งสามพวกต่างก็ประกอบด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ

     กิเลศทั้ง 3 ตัวนี้พระพุทธเจ้ารวมเรียกว่า "อกุศลมูล" แปลว่าต้นเหตุ(มูล)ของความชั่วหรือสิ่งไม่ดี(อกุศล) โลภะหมายถึงความโลภ ความอยากได้ใคร่เป็น โทสะคือความโกรธ ความเคียดแค้นชิงชัง และโมหะคือความลุ่มหลงเมามัว ไม่มีเหตุมีผล และมีความหมายถึงพวกที่เสียสติ สิ้นคิด หรือเป็นบ้า ซึ่งคนทั้งสามกลุ่มข้างต้นมีอกุศลมูลแต่ละตัวในอัตราส่วนที่มากน้อยต่างกัน คือคนในข้อหนึ่งน่าจะมีโทสะมาก แต่ก็คงจะมีโลภะอยู่ด้วยพอควร แต่ที่มีมากที่สุดก็คือโมหะ ต่างกันกับคนในข้อสองที่น่าจะมีโลภะเป็นอันมาก โทสะอาจจะมีหรือไม่มีเลย เพียงจำเป็นต้องร่วมขบวนเพื่อแลกเปลี่ยนกับโลภะที่ต้องการ แต่ที่สุดก็ยังเต็มไปด้วยโมหะอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้นด้วย ส่วนพวกที่สามน่าจะมีโมหะเป็นที่ตั้ง ซึ่งก็ทำให้เกิดโทสะเป็นปริมาณที่มาก ในขณะที่โลภะอาจจะเป็นแค่ผลพลอยได้ แต่ที่สุดทุกคนทุกกลุ่มก็ร่วมกันประกอบกรรมชั่ว เป็นกรรมชั่วที่เป็นเคราะห์ร้ายที่สุดของประเทศ

     สำหรับทางแก้หรือสิ่งป้องกันความชั่วร้ายนั้น พระพุทธเจ้าก็สอนไว้เช่นเดียวกัน ก็คือ "ไตรสิกขา" อันประกอบด้วย "ศีล สมาธิ และปัญญา" ศีลนั้นก็คือการไม่ประพฤติในสิ่งไม่ดีต่างๆ มีตั้งแต่ศีล 5 ข้อสำหรับคนทั่วไป จนถึงศีล 277 ข้อสำหรับพระสงฆ์ ส่วนสมาธิก็คือความสงบนิ่งและตั้งใจมั่นให้บรรลุในสิ่งดีงาม โดยมีปัญญาที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการที่เราอยู่ในศีลและตั้งสมาธิแล้วนั้น ให้เราเลือกที่จะไปสู่หรือกระทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม หากจิตใจมนุษย์นี้เป็นทองคำ ไตรสิกขานี่แหละที่จะทำให้เราเป็นทองคำที่แท้ ในขณะที่อกุศลมูลทั้งสามคือ "มลภาวะ" ที่อาจจะมาแทรกมาเจือให้ทองนั้นมัวหมองด่างดำได้ และถ้าปล่อยไว้ก็จะกลายเป็นทองปลอม เพราะเรายอมให้กิเลศทั้งสามเข้ามาครอบงำจิตใจ กระทั่งสิ้นปัญญา ทำลายสมาธิ และละเมิดศีลนั้นได้ ทองแท้ก็จะกลายเป็นทองเทียมได้อย่างง่ายดาย
 

     ดังนั้นถ้าเราจะรักษาทองคำให้บริสุทธิ์ รักษาคนไทยและสังคมไทยให้เป็นทองเนื้อเก้า เราจะต้องสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ วิธีการก็คือต้องเสวนาธรรมหรือการพูดคุยกันเนืองๆ ซึ่งหัวข้อในการพูดคุยก็คือหนทางที่เราจะช่วยกันให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้า บนหลักของความดีงาม อย่าปล่อยให้คนชั่วทำอะไรชั่วๆ ถ้ามีใครทำก็ต้องออกมาต่อต้านอย่างที่ได้เห็นมาทั่วประเทศไทยตลอดหลายวันที่ผ่านมานั้นนั่นแหละ และด้วยความร่วมมือกันอย่างมีสติ ควบคุมดูแลกันไม่ให้มีการละเมิดหรือเบียดเบียน ก็เท่ากับมาว่าเราได้อยู่ในศีลอันจะช่วยป้องกันความชั่วทั้งปวงให้เกิดขึ้น พร้อมกันนั้นต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือความคิดของคนที่อาจจะหลงผิดไปบางครั้งบางคราว ให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนหรือ "ทองเนื้อเก้า" เช่นเดิม

     ชั่วแบบลำยองก็ยังจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งได้