Syndicate content facebook Syndicate content Log In

นิติธรรม (1)

กระบวนการผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เดินหน้าไปตามครรลองที่พรรคเพื่อไทย ตั้งความมุ่งหมายเอาไว้ การปรับเปลี่ยนวิธีการให้สุขุมรอบคอบ เพิ่มพูนความมีขันติธรรม อดทนรับฟังต่อสิ่งที่แตกต่าง ถูกนำมาใช้ ส่งผลให้การสร้างบรยากาศทางการเมือง ให้ดูเข้มข้น มีสีสัน ตามความเชี่ยวชาญของพรรคประชาธิปัตย์ และแนวร่วม ลดน้อยลงไป ปัญหาในทางวิธรการจึงตกกลับไปสู่อ้อมอกของพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนแนวร่วม และผู้สนัสนุนแทน ว่าจะใช้กระบวนท่าอย่างไร จึงจะทำให้ความต้องการของพรรคเพื่อไทย ร่วมกับพลพรรคเสื้อแดง ไม่บรรลุผล โดยที่กระบวนการอนุรักษ์นิยมที่นำโดยไพร่พลพรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับมามีความสง่างามทางการเมืองอีกคราหนึ่ง นับเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ดูดี น่าสนใจ ให้สาระและกระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองของสังคมไทย ได้อย่างมากมายกว่าการหักด้ามพร้าด้วยเข่าโดยการรัฐประหาร อย่างมิอาจเทียบเคียงกันได้
 
     ในขณะที่กระบวนกรแก้ไขรัฐธรรมนูญดำเนินต่อไป สิ่งที่คู่ขนานกันก็คือ กระบวนการปรองดอง ที่วันนี้ ไม่ว่าความเข้าใจความหมายของคำว่าปรองดอง จะแตกต่างกันอย่างไร เข้าใจตรงกันหรือไม่ แต่นับจากวันที่คณะรัฐมนตรีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติรับทราบรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการสร้างควมปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน กระบวนการปรองดองในความหมายของพลพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ก็จะเริ่มถูกผลักดันให้เกิดรูปธรรม ส่วนรูปแบบจะเป็น พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด หรือเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น ผมคิดว่าได้ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยทุกอย่างแล้ว เพียงแต่ช่วงเวลาใดจะเหมาะควรทางกรเมือง คงจะต้องพิจารณากันอกครั้งหนึ่ง เอาเป็นว่าเรื่องการปรองดองเวอร์ชั่นสีแดง คืบหน้าแล้วละครับ
 
     วันนี้ผมตั้งใจจะเสนอความแตกต่างระหว่างคำสองคำ ที่ถูกกล่าวขานกันอย่างมากมาย ในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน สีอะไร ต่างกรรมต่างวาระ นั่คือ คำว่า “นิติรัฐ” (Legal State) และคำว่า “นิติธรรม” (Rule of Law) ซึ่งผมเห็นว่าถูกนำไปใช้อย่างผสมปนเปกันมากมายไปหมด แต่รวมๆ แล้ว ก็คงอยู่ในความหมายที่ว่า การดำเนินการอยู่ร่วมกันต้องอยู่ภายใต้กฎกติกา นั่นแหละครับ อย่างไรก็ตาม ระหว่างคำสองคำนี้ มีความแตกต่างกันแน่นอนครับ แม้จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันอยู่บ้างก็ตาม
 
     ผมขอเริ่มจากคำว่า นิติรัฐ หรือ Legal State ก่อนนะครับ ที่นำเสนอกันดาษดื่นทุกวันนี้ ความหมายก็คงอยู่ในทำนองว่า การอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก ใครพูดออกมาก็ดูโก้เก๋ดีทั้งนั้น ต่ากพิจารณากันให้ลึกซึ้งลงไปอีกสักหน่อย ก็จะพบได้ทันทีครับว่า สังคมไหนๆ ก็ต้องอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาทั้งนั้น จะเป็นสังคมโจร สังคมพระ สังคมประชาธิปไตย สังคมเผด็จการ สังคมจอมโหด สังคมคั่งชาติ

     กล่าวอย่างสั้นๆ ก็ได้ว่า ประเทศไหนๆ จะปกครองด้วยระบอบอะไร ก็ล้วนแต่มีความเป็นนิติรัฐ ทั้งสิ้น ดังนั้น คำว่านิติรัฐ จึงไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเลยในทางการเมืองหรือการอยู่ร่วมกัน เหตุเพราะเป็นความเข้าใจพื้นฐานธรรมดเท่านั้นเองครับ เอากันง่ายๆ ว่า ลูกหลานเราไปโรงเรียนจะชวนกันเล่นซ่อนแอบ เล่นห่วงยาง กระทั่งกดเกมส์จากแท็บเล็ต ก็ล้วนแต่ต้องมีนิติรัฐกันเป็นองค์ประกอบหลัก ถึงจะทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างไร ก็ต้องมีวิธีการหาขอยุติ
 
     แต่ปัญหาจริงๆ ของบ้านเมืองเราทุกวันนี้ ผมคิดว่าไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีความเป็นนิติรัฐหรอกครับ บ้านเมืองของเราผมกลับเห็นว่า นิติรัฐมากไปด้ยซ้ำ กฎกติกาของกลไกรัฐมากมายไปหมด ตั้งตั่ฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ คำสั่ง หรือท่านใดจะแย้งเป็นอย่างอื่นครับ ความเปนนิติรัฐของบ้านเราได้เป็นปัญหาจริงๆ ถ้าจะมีก็อย่างที่บอกกล่าวไปข้างต้น ว่ามีมากจนล้นเหลือ กลายเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตด้วยซ้ำป ลองไปสอบถามจากบรรดานักธุรกิจก็ได้คับ จะรายย่อย รายเล็ก รายกลาง รายใหญ่ ล้วนประสบพบเจอกับความมากล้นของนิติรัฐ ด้วยกันทั้งนั้น
 
     ผมเห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองเรา อยู่ที่คำว่า นิติธรรม หรือ Rule of Law ที่แปลกันตรงตัวว่า กฎของกฎหมาย ซึ่งหมายความว่า สังคมใดที่เป็นนิติรัฐ ไม่จำเป็นต้องเป็นสังคมนิติธรรมก็ได้ แต่สังคมใดเป็นสังคมนิติธรรม ประกันได้เลยว่า มีความเป็นนิติรัฐอย่างแน่นอน และหากพวกเรายังไม่เข้าใจความหมายของนิตธรรมแล้ว ผมเข้าใจว่ากรปกครองคงต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่แค่ 5 ปี 10 ปี 20 ปี อย่างแน่นอน
 
     ผมได้ไปอ่านบทความวิชาการ เรื่อง “ประชาธิปไตยและหลักการปกครองโดยกฎหมาย” ของ อาจารย์สมเกียรติ วันทะนะ กูรูด้านรัฐศาสตร์ตัวจริงของประเทศไทย ที่ตีพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ.2551 โดยได้สังเคราะห์ความหมายและองค์ประกอบของความมีนิติธรรม จากนักคิด นักวิชาการหลายๆ ท่าน ทำให้เกิดความกระจ่างแจ้งได้ทันทีว่า ความเป็นนิติธรรมนั้น เป็นเรื่องใหญ่และครอบคลุมคำว่านิติรัฐ ชนิดปิดสนิท จึงขอนำบทความของท่านอาจารย์มาเสนอให้เสร็จสิ้น และผมจะได้นำมาเป็นกรอบในการอธิบาย กระบวนการปรองดองของสังคมไทยเราต่อไป ดังนั้น คำว่าผู้เขียนต่อไปนี้ จึงหมายถึง อาจารย์สมเกียรติ วันทะนะ ครับ

     ‘หลักการปกครองโดยกฎหมาย

     การปกครองโดยกฎหมาย (The Rule of Law) คืออะไร และมีลักษณะ หรือคุณสมบัติพื้นฐาน อะไรบ้าง ในการตอบคำถมนี้ ผู้เขียนใช้ผลงานของนักเขียนคนสำคัญๆ จำนวน 4 ท่าน ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ นั่นคือ A.V. Dicey, F.A. Hayek, L.L. Fuller และ R. Raz

     ผู้เขียนเสนอว่า การปกครองโดยกฎหมาย เป็นเรื่องที่ระบบการเมือง สร้างให้กฎหมายเป็นใหญ่ หรือมีอำนาจในการปกครองประชาชนได้ กฎหมายจะเป็นใหญ่ได้ก็ต่อเอ กฎหมายมีเนื้อหาให้ความมั่นใจ กับการวางแผนความประพฤติในอนาคต ของประชาชนได้ และมีกระบวนการที่สร้างความเที่ยงธรรม ให้เกิดขึ้นในจิตใจของประชาชนได้ด้วย

     1. ทัศนะของไดซี (A.V. Dicey)

     ศาสตราจารย์ไดซี แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด แสดงทัศนะของเขาเรื่องการปกครองโดยกฎหมาย ไว้ในหนังสือ “Introduction to the Study of the Law of the Constitution” ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1885 ในหนังสือเล่มนี้ เขาเห็นว่าลักษณะสำคัญ 2 ประการ ที่ปรากฎในสถาบันทางการเมืองของอังกฤษ เป็นเวลาหลายร้อยปีคือ ประการแรก การที่รัฐบาลกลางีอำนาจปกครองทั่วประเทศ อำนาจของรัฐบาลกลางนี้ แต่โยราณเป็นของพระมหากษัตริย์ แต่ในสมัยใหม่ได้เปลี่ยนผ่าน มาอยู่ที่รัฐสภา ประการที่สอง คือสิ่งที่เรียกว่า การปกครองโดยกฎหมาย หรือกฎหมายเป็นใหญ่ (the rule or supremacy of law)

     เมื่อกล่าวถึงการปกครองโดยกฎหมาย ไดซี เห็นว่าหลักการดังกล่าว เป็นสิ่งบ่งชี้ หรือเอกลักษณ์ของรัฐธรมนูญของอังกฤษนั้น ยังมีลักษณะสำคัญ แยกย่อยลงได้อีก 3 ประการ คือ

     1) บุคคลจะต้องไม่ถูกลงโทษ ไม่ว่าทางอาญาหรือทางแพ่ง ทางเขามิได้ถูกพิพากษาว่ากระทำผิดโดยศาลอันเป็นปกติ (the ordinary courts of land)

     2) การปกครองโดยกฎหมาย มิได้หมายความเพียงว่า ไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมายเท่านั้น แต่ยังหมายความว่า ทุคนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด หรือสภาพใด ย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายอันเป็นปกติของแผ่นดิน (ordinary law of the land) เสมอกัน และจะถูกฟ้องร้องได้ก็แต่ในเขตอำนาจศาลอันเป็นปกติ เท่านั้น (ordinary tribunals)

     3) การปกครองโดยกฎหมาย หมายความว่า หลักการทั่วไปต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ เช่น หลักเสรีภาพส่วนบุคคล หรือสิทธิในการชุมนุมสาธารณะนั้น ตกมาถึงเราดวยผลแห่งการตัดสินของศาล ในคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญหรือสิทธิของปัจเจกบุคคลนั้น เป็นผลลัพธ์ของกฎหมายอันเป็นปกตอขิงแผ่นดิน (the ordinary law of the land) นั่นเอง

     ในความเห็นของผู้เขียน สิ่งที่สะดุดตาเป็นพิเศษ ในคำอธิบายของ ศาสตราจารย์ไดซี คือการกล่าวย้ำแล้วย้ำอีก ถึง “สิ่งที่เป็นปกติ” (the ordinary) อยู่ตลอดเวลา เช่น กฎหมายที่มีอยู่เป็นปกติ วิธิบัญญัติกฎหมายตามปกติ ศาลอันดำรงอยู่ตามปกติ เป็นต้น เหตุที่เขากล่าวย้ำเฉพาะสิ่งที่เป็นปกติ ก็เพราะ “สิ่งพิเศษ” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายพิเศษ ศาลพิเศษ หรือวิธีบัญญัติกหมายแบบพิเศษ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจโดยพลการ (arbitrary power) ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการปกครองโดยกฎหมายโดยตรง และอย่างรุนแรงทั้งสิ้น เฉพาะกฎหมายและศาลอันเป็นปกติเท่านั้น ที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง กับผู้อยู่ภายการปกครองนั้น ดำเนินไปภายใต้ความเป็นใหญ่ของกฎหมาย

     กฎหมายที่มีอยู่เป็นปกติ คือกฎหมายที่ประชาชนทั่วไปคุ้นเคย ศาลที่มีอยู่เป็นปกติ คือศาลที่ประชาชนคุ้นเคย ทังกฎหมายและศาลเป็นผลลัพธ์จากความเข้าใจร่วมกัน เป็นระยะเวลายาวนาน ของศาลและประชาชน ศาลปกติจึงไม่จำเป็นต้องอ้างอำนาจพิเศษจากกฎหมายพิเศษ และประชาชนก็ไมมีเหตุต้องสงสัย หรือหวาดกลัวกฎหมายพิเศษที่ตนไม่คุ้นเคย’

     … สัปดาห์หน้า มาติดตามบทความชิ้นนี้ต่อไปนะครับ รับรองด้ว่า กระจ่างแจ้งจริงๆ