Syndicate content facebook Syndicate content Log In

ร่มสีเทา: ฉบับฟังใหม่

ร่มสีเทา: ฉบับฟังใหม่

     จากการรวมตัวกันของเพื่อนๆ ศิษย์เก่าสวนสุนันทา ที่อยู่เบื้องหลังวงการเพลง และวงการโฆษณา ในภารกิจลับเฉพาะคนรู้ใจ เซอร์ไพร้ส์เจ้าสาว ของ ตั้ม - วิมล กมลาศน์

     ร่วมด้วยช่วยกัน โดย ป๋ำ - มนต์ชัย สัตยเทพ อาร์ท - วีระ รักแจ้ง มิล์ค สัญชัย กาญจนรัตน์ นิว - คทาวุธ คงเขาม่วง และ จุ๊บ - ศราวุฒิ วุฒิกุล

     จนเป็นที่มาของ “ลูกอม” เพลงรัก หวานซึ้งตรึงใจ “เพลงนี้เพื่อเธอ มันเป็นของเธอรู้ไหม สัญญาจะดูแลเธอจากนี้ ตลอดไป…”

     ที่ไม่เพียงแต่ ลูกอม – วัชราวลี กมลาศน์ เจ้าสาวของ ตั้ม ผู้ซึ่งมีชื่อเล่นเป็นที่มาของชื่อเพลง และชื่อจริงเป็นที่มาของชื่อวง เท่านั้น ที่จะมีโอกาส เคลิบเคลิ้มไปกับเนื้อเพลงและเสียงดนตรี

     เพราะนับตั้งแต่ บทเพลงนี้ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต จนเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วไป กว่าร้อยละ 80 ของงานแต่งงานในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

     ถ้าไม่คัดเลือกซิงเกิลแรกของวงนี้ ไปประกอบเป็นพรีเซนเทชั่น นำเสนอชีวิตรักระหว่างคู่บ่าวสาว ก็ต้องใช้เปิดคลอ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความรัก อย่างแน่นอน

     งานล่าสุด ที่กระผมเดินทางไปร่วมด้วยตนเอง ระหว่าง มดแดง - วราพร แจวสกุล กับ หลวง - ศาสตรินทร์ ตันสุน อาจารย์ประจำ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา “ลูกอม” ก็ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 3 เพลง ประกอบพรีเซนเทชั่น “ขอแต่งงาน” อย่างเป็นทางการ ของเจ้าบ่าว ที่แอบทำเป็นเซอไพร้ส์เจ้าสาว คืนก่อนแต่งงาน เช่นเดียวกัน

     คงด้วยเพราะ ไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทยสมัยใหม่ เท่าไรนัก กระทั่ง... ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานี้เอง ระหว่างเดินทาง กลับจากการสำรวจพื้นที่ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

     บทเพลงล่าสุด ของวงวัชราวลี ชื่ออะไรขณะนั้นยังไม่ทราบแน่ จึงเพิ่งเข้ามากระทบกับโสตประสาทของกระผม ให้รู้สึกสนอกสนใจเป็นพิเศษ เกี่ยวกับนัยยะ หรือสารที่ผู้แต่ง นำเสนอ จะโดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว ก็ตามที

     ทันทีที่กลับถึงมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่ทำ จึงเป็นการค้นคว้าข้อมูล ทั้งหลายทั้งปวง ที่พอจะหาได้ เกี่ยวกับเพลงดังกล่าว ท้ายที่สุดจึงรู้ว่า ชื่อเพลง “ร่มสีเทา”

     เนื้อเพลงไม่ยาวนักครับ ใจความก็ไม่กว้างขวาง จนเกินกว่าจะทำความเข้าใจ จึงขออนุญาต คัดลอกลงมาให้อ่านกันชัดๆ อีกสักครั้ง

     เพื่อที่ทุกท่าน จะได้พิจารณาได้ง่ายยิ่งขึ้น ว่ามุมมองที่กำลังจะนำเสนอ ภายหลังจากการ “ฟังใหม่” ทำนองเดียวกับที่ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เคย “อ่านใหม่” หนังสือเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เข้าท่า หรือเลอะเทอะ ?

     “ฉันเฝ้าถามความสุขอยู่ที่ไหน ชายที่เขาเดินผ่านฉันเข้ามา บอกกับฉันขอร่มสักคัน แต่ว่าที่มือเขาก็มีหนึ่งคัน ก็แปลกใจ ท่ามกลางหยดฝนโปรยปราย

     เขาก็ถามฉันว่าอยากสุขไหม ลองหุบร่มในมือสักพักนึง และเงยหน้ามองวันเวลา มองหยดน้ำที่มันกระทบตา ยังเปียกอยู่ใช่ไหม หรือไม่มีฝน

     * บนท้องฟ้าไม่มีอะไรแน่นอนถ้ามองจากตรงนี้ เดี๋ยวก็มืดแล้วก็สว่าง อาจจะมีฝนก่อเป็นพายุ หรือลมลอยปลิวอยู่แค่นั้น สุขที่เคยเดินทางตามหามานาน ไม่ได้ไกลที่ไหน (อยู่แค่นี้เอง)

     ยิ้มฉันยิ้มมากกว่าทุกครั้ง สุขที่ฉันตามหามาแสนนาน อยู่ตรงนี้แค่เพียงเข้าใจ อย่าไปยึดถือมันและกอดไว้ ก็แค่ร่มเท่านั้น เท่านั้น

     ( * ) ฉันเห็นเธอถือร่มผ่านมา เต็มไปด้วยร่องรอยและคราบน้ำตา ฉันได้เห็นแล้วมันปวดใจ ไม่ใช่เพียงแค่เธอที่ทุกข์ ฉันก็เป็นเหมือนเธอ เธอได้ยินไหม อยากขอให้เธอลองโยนร่มที่ถือเอาไว้หนัก โยนมันออกไป

     ( * ) อย่าไปยึด อย่าไปถือ อย่าไปเอามากอดไว้ ก็จะไม่เสียใจ ตลอดชีวิต ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใคร จะทุกข์ จะสุขแค่ไหน ก็อยู่ที่จะมอง”

     ลองเปิดให้นิสิต รวมถึงเพื่อนฝูง ฟังสัก 2 รอบ ก่อนที่จะไถ่ถามเอาความคิดเห็น ส่วนใหญ่ เริ่มจากการชื่นชม ว่าเนื้อหา ดนตรี ไพเราะ นุ่มนวล ส่วนความหมายนั้น กล่าวโดยสรุป ก็ไม่แตกต่างนัก จากที่บรรยายไว้แล้วในแฟนเพจของวง

     “ถ้าเปรียบการถือร่ม เท่ากับ ห่มความทุกข์สีเทาๆ ชีวิตคนเราส่วนใหญ่ ก็จะถือติดตัวกันไว้ คนละหนึ่งคันอยู่แล้ว
หลายๆ คนจะกางร่มโดยที่ไม่รู้ตัว และถือมันอยู่อย่างนั้น กังวลว่าผนจะตก กลัวจะเปียก แม้ขณะนอน ก็ยังกางอยู่

     ทั้งที่จริงๆ แล้ว ลองหุบร่มลง หรือโยนมันออกไป บางทีฝนที่เราคิดว่ามันตกหนัก กลับเป็นเพียงแค่ละอองฝนเท่านั้น หรือจริงๆ แล้ว ฝนยังไม่เคยตกเลย

     ความสวยงามของชีวิตอยู่ตรงนี้ ต้นไม้ อากาศ แสงแดด ลมเบาๆ ความรัก อยู่ข้างหน้าเรา เปิดใจให้กับตัวเอง เพียงเรารู้จักวาง

     จะทุกข์ หรือไม่ทุกข์ เราเลือกที่จะมองได้ จะหนักหรือไม่หนัก เราเลือกที่จะวางได้ จะสุขหรือไม่สุข เราก็เป็นคนเลือกเองได้เช่นกัน”

     แต่งานนี้ ขออนุญาตคิดต่าง... เพราะนอกจากแนวการแต่งเพลง ที่ผ่านของวง ทั้ง “ลูกอม” และ “จี๊ป” ล้วนเป็นเพลงรัก แต่งขึ้นเพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงาน ให้แก่เจ้าสาว ทั้ง 2 เพลง ใน 2 โอกาส

     ห่างไกลจากการเป็นบทเพลง ที่แทรกคำสอนทางศาสนา ว่ามนุษย์เรานี้ ควรจะปลงให้ตก อย่าได้ยึด อย่าได้ถืออะไรเป็นแก่สาร เป็นภาระ เป็นเหตุแห่งทุกข์... สาธุ ยิ่งนัก

     เพลงนี้ ก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ที่คำอธิบายอย่างเป็นทางการ ไม่ได้กล่าวถึง หรือกล่าวถึงแต่เพียงคลุมๆ เครือๆ ไม่ชัดเจน ชวนสงสัย

     อาทิ ความหมายของทั้ง ฝน ร่ม และสีเทา ความทุกข์ที่แบกอยู่ การเข้าถึงความสุข ที่สำคัญ คือทำไม คน “ที่เดินผ่านฉันเข้ามา” ถึงต้องเป็น “ผู้ชาย” ทั้งที่ในบทเพลงที่ผู้ชายเป็นผู้แต่ง รวมถึงขับร้อง น่าจะเป็น “ผู้หญิง”

     ท้ายที่สุด “เธอ” ผู้ที่ “ถือร่มผ่านมา เต็มไปด้วยร่องรอยและคราบน้ำตา” นั้น แท้ที่จริงแล้ว เป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้ชายกันแน่ และทำไม เธอถึงต้องเป็นทุกข์

     นั่งฟังไปฟังมา คิดอยู่เพลินๆ ก็พลันเกิดซาโตริครับ แม้มันจะหวาดเสียวอยู่สักหน่อย แต่ก็อยากที่จะนำมาเผยแพร่ เพื่อลองแลกเปลี่ยนกันดู ดังนี้ครับ

     เริ่มจาก “ฝน” ซึ่งยังไม่ได้มีการอธิบาย ไว้อย่างชัดแจ้งนัก หากแต่ในสังคมไทยของเรานั้น มีการเปรียบเปรยคำๆ นี้ไว้เป็นการทั่วไปแล้ว ผ่านการแปลคำฝรั่ง “Runaway Bride” ว่า “เจ้าสาวกลัวฝน”

     กลัวฝนในที่นี้ ไม่ใช่กลัวว่าฝนจะตกใส่จนเปียกปอน ทำให้เป็นไข้ดอกนะครับ แต่มันเป็น “อุปลักษณ์” หรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Metaphor” หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ นั่นเอง

     ซึ่งเมื่อต่อเข้ากับเครื่องป้องกัน ณ ที่นี้คือ “ร่ม” มันจึงอาจหมายถึง กรอบทางประเพณี หรือบรรทัดฐานทางสังคมบางประการ ที่กั้นขวาง ไม่ให้ผู้ที่กางร่ม หรือยืน เดิน นั่ง กระทั่งนอน อยู่ภายใต้กรอบดังกล่าว ริมีเพศสัมพันธ์

     เนื้อความของเพลงนี้ หลักใหญ่ใจความ พยายามนำเสนอให้เห็นว่า การยึดถือซึ่งกรอบประเพณีดังกล่าว เป็นภาระ เป็นเรื่องที่นำมาซึ่งความทุกข์อกทุกข์ใจ

     การหุบร่ม โยนมันทิ้งไป ซึ่งก็คือ การสละแอกแห่งกรอบประเพณีดังกล่าว จึงย่อมนำมาซึ่งรอยยิ้มที่มากกว่าทุกครั้ง นำมาซึ่งความสุข

     เรียกว่างานนี้ “เพลงสังวาส” ชัดๆ เล่นยุให้ผู้ฟังที่ยังคง ติดอยู่กับกรอบดังกล่าว ประกาศตัวเป็นอิสระ กระซิบบอกกันอยู่เป็นนัยๆ ว่า “Set you free…” ได้เวลาแห่งเซ็กส์เสรีแล้วครับพี่น้อง โย้ว !!! แหงมๆ ถ้าผมจะแกล้งไม่กล่าวถึง...

     ว่า “ชาย” และ “เธอ” ที่เพิ่งตั้งข้อสังเกตไว้นั้น คืออะไร เป็นใคร และทำไมต้องมาปรากฎ และมีบทบาทแปลกๆ ตามเนื้อเพลง

     ข้อเสนอในท้ายที่สุด จากการฟังใหม่ เพลง “ร่มสีเทา” ในครั้งนี้ จึงเคลื่อนตัวจาก เพลงสังวาสธรรมดาๆ ไปสู่การเป็น เพลงสังวาสของกลุ่มคน “รักร่วมเพศ” ด้วยคำอธิบาย ดังนี้ครับ

     ชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ใช้ชีวิตปกติ ปกติภายใต้ระบบคุณธรรม เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศ ว่าจะต้องเป็นไประหว่าง ชายและหญิง เท่านั้น

     ความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ขาวและดำ แต่เป็นสี “เทา” ๆ หรือความสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่ต้องห้าม และจะเกิดขึ้นไม่ได้ ภายใต้ระบบคุณธรรมดังกล่าว... แม้ว่าใจจะต้องการ ก็ตาม !

     ความขัดแย้งกัน ระหว่างระบบคุณธรรมในสังคม กับความต้องการของปัจเจก จึงบีบให้เกิดความขับข้องใจ หรือความทุกข์ขึ้น

     เมื่อมีชายหนุ่มอีกคน เดินเข้ามา และบอกกับเขาว่า “อยากสุขไหม ลองหุบร่มในมือสักพักนึง และเงยหน้ามองวันเวลา มองหยดน้ำที่มันกระทบตา ยังเปียกอยู่ใช่ไหม หรือไม่มีฝน”

     จึงทำให้เขา “ยิ้มมากกว่าทุกครั้ง” และพบว่า “สุขที่ฉันตามหามาแสนนาน อยู่ตรงนี้แค่เพียงเข้าใจ อย่าไปยึดถือมันและกอดไว้ ก็แค่ร่มเท่านั้น เท่านั้น”

     ทันทีที่ตนตื่นรู้ เมื่อชายหนุ่มคนดังกล่าว “เห็นเธอถือร่มผ่านมา เต็มไปด้วยร่องรอยและคราบน้ำตา” จึง “ปวดใจ” และอยากจะนำพาความสุข ซึ่งต้นเองเพิ่งค้นพบ บอกแก่เขาด้วยว่า

     “ไม่ใช่เพียงแค่เธอที่ทุกข์ ฉันก็เป็นเหมือนเธอ เธอได้ยินไหม อยากขอให้เธอลองโยนร่มที่ถือเอาไว้หนัก โยนมันออกไป”

     การไม่เปียกเป็นทุกข์ การได้เปียกถึงจะเป็นสุข... โอ้วพระเจ้า จอร์จ นี่มัน “Song of Gay Liberation” ชัดๆ... !!!