เครือต่อต้านบ่อนทำลายชาติพาเหยื่อ"หญิงไก่"ร้องทุกข์กองปราบฯ

      เวลา 12.30 น. วันนี้(1ก.ค.59 ) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ในฐานะ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำนายชูเกียรติ ใจกล้า และนางประภาพร ทองเฟื้อง และนางสาวประภาวรรณ ใจกล้า หรือน้องก้อย ที่ถูกนางมณตา หยกรัตนกาญ หรือนางไก่ นายจ้างแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างกว่า 10 ล้านบาท เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว

     นายสงกรานต์ เปิดเผยว่า จะพาผู้เสียหายมาแจ้งความนางไก่ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษอาญา พร้อมยืนยันว่ามีพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินคดีกับนางไก่ได้อย่างแน่นอน

     ขณะที่นางประภาพร กล่าวว่าได้เข้าทำงานกับนางไก่ ผ่านการแนะนำจากเพื่อนบ้าน และได้เข้ามาพร้อมกับสามี และบุตรสาว โดยทำงานได้กว่า24 วัน และนางไก่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายการเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด แต่จะหักจากเงินเดือนที่ได้รับ

     ช่วงแรกนางไก่ก็ปกติ แต่เมื่อได้เจอน้องก้อย ลูกสาวตน นางไก่พยายามขอให้ตนยกลูกสาวเป็นลูกบุญธรรม เพื่อจะให้ไปทำงานดูแลผู้ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงที่ประเทศฮ่องกง โดยอ้างว่าจะได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 2 - 5 ล้านบาท แต่ตนและลูกสาวยังไม่ยินยอม เนื่องจากอยากให้ลูกเรียนหนังสือก่อน ทำให้นางไก่ไม่พอใจและข่มขู่จะฟ้องร้องดำเนินคดีฐานลักทรัพย์นายจ้างกับตน ด้วยความกลัวตนจึงตัดสินใจเก็บของใช้ส่วนตัวหนีออกทางบันไดหนีไฟ ตามที่เห็นในภาพวงจรปิดที่นางไก่นำมาแสดงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าไม่ได้นำทรัพย์สินของนางไก่ออกมา กระเป๋าที่เห็นนั้นก็เป็นกระเป๋าเสื้อผ้าที่ตนนำมาจากต่างจังหวัด

     ขณะที่นายชูเกียรติ กล่าวว่า นางไก่ ได้ให้มาทำงานที่ร้านรับล้างรถ ย่านประชานิเวศน์ โดยครั้งแรกว่าจ้างในราคารงันละ 800บาท แต่เมื่อมาทำจริงให้ค่าตอบแทนวันละ 500 บาทเท่านั้น โดยตนทำงานได้เพียง 22 วัน ก็เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น จึงหยุดทำงาน

     ด้านนายสงกรานต์ เปิดเผยต่อว่า ได้ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสอบถามข้อมูลว่านางไก่ มีพฤติกรรมเข้าข่ายอยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติหรือไม่ และเตรียมนำพยานหลักฐาน และพยานบุคคลอีก 15 ปาก เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะแจ้งความนางไก่ ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะนางไก่มีพฤติการณ์แอบอ้างสถาบัน และบุคคลสำคัญหลายราย นอกจากนั้นจะมีผู้เสียหายจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน มาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษทางอาญา เพราะถูกนางไก่ดำเนินคดีลักทรัพย์นายจ้างเช่นเดียวกัน

      อย่างไรก็ตามหลังมีการนำเสนอข่าวพ่อแม่น้องก้อยออกไป มีผู้เสียหายหลายรายติดต่อเข้ามา รวมทั้งมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เชื่อได้ว่านางไก่มีการชักชวนหญิงสาวไปทำงานที่ฮ่องกงด้วยเหตุใด โดยหนึ่งในนั้นมีนาวาเอกนายหนึ่งได้ระบุว่าลูกสาวก็เคยถูกชักชวนในลักษณะดังกล่าว และในวันที่ 2กรฏภาคมจะเดินทางให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามในฐานะพยาน

     โดยกระบวนการหลังจากนี้ หลังจากสอบปากคำพ่อปลแม่น้องก้อยเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนกองปราบปราม จะประสานงานกับพนักงานสอบสวนสน.ประชาชื่นเพื่อมอบตัว และนำพยานหลักฐานให้พิจารณาในการขอปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ใช้หลักทรัพย์ในการประกัน เนื่องจากการแจ้งความของนางไก่ มีข้อพิรุธสงสัย

      ต่อมาเวลา13.15 น.น.ส.จันทนา คชคงไทย หรือหนูนา อายุ 25 ปี และนายธนาธิป ศรีสิงห์ อายุ 32 ปี สองสามีภรรยา ชาวแม่ฮ่องสอน พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี เดินทางเข้าพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อเป็นพยานให้กับคดีที่พ่อ แม่ของน้องก้อยถูกอดีตนายจ้างแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างกว่า 10 ล้านบาท พร้อมแจ้งความกลับนางไก่ หลังเคยถูกนางไก่แจ้งความดำเนินคดีลักษณะเดียวกัน

     น.ส.จันทนา กล่าวว่า ตนเคยทำงานเป็นผู้ติดตามนางไก่ตั้งแต่ปีพ.ศ.2551 ขณะนั้นตนอายุ 17 ปี กระทั่งปี2553 ตนเดินทางกลับบ้านที่จ.แม่ฮ่องสอนเพื่อไปหาแฟน โดยไม่แจ้งนางไก่ให้ทราบ เมื่อนางไก่ทราบภายหลัง จึงโทรศัพท์มาบอกว่าเครื่องเพชรหายและเชื่อว่าตนเป็นผู้ขโมย พร้อมแจ้งความที่สน.ประชาชื่นในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ต่อมาพนักงานสอบสวนสน.ประชาชื่นติดต่อมายังตนพร้อมระบุว่าตนถูกดำเนินคดี จึงรีบเดินทางกลับมาที่สน.ประชาชื่นและปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่นางไก่ได้ข่มขู่ว่าหากไม่รับสารภาพจะดำเนินคดีกับพ่อแม่และแฟนของตน จึงยอมเซ็นรับสารภาพ ก่อนที่นางไก่จะประกันตัวให้ในชั้นพนักงานสอบสวนวงเงิน 1 หมื่นบาทและเมื่อเข้าสู่กระบวนในชั้นศาลนางไก่ได้ประกันตัวให้ตนอีก 3 หมื่นบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามกลับบ้าน และจะต้องทำงานติดตามนางไก่ไปทุกที่ รวมถึงไม่ให้พกโทรศัพท์ติดต่อกับที่บ้าน ระหว่างนั้น นางไก่ได้พยายามชักชวนให้ตนเดินทางไปประเทศฮ่องกงเพื่อเป็นผู้ติดตาม และบอกว่าจะได้เงินเป็นหลักล้าน เมื่อถึงขั้นตอนการทำพาสปอร์ตตามระเบียบพ่อแม่ต้องเซ็นยินยอมเนื่องจากอายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่พ่อแม่ตนกลับปฏิเสธ ตนจึงไม่ได้เดินทางไปประเทศฮ่องกง กระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ตนจึงถูกศาลตัดสินให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน

      น.ส.จันทนา กล่าวอีกว่านอกจากนี้ระหว่างถูกจำคุก นางไก่ได้ส่งตัวแทนมาเยี่ยมเพียง 1 ครั้งพร้อมฝากเงินให้ 1,000บาท กระทั่งพ้นโทษจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก หลังพ้นโทษตนมีความยากลำบากในการหางานทำเนื่องจากตนมีประวัติต้องโทษลักทรัพย์นายจ้าง ทั้งที่ไม่เคยทำความผิดและเป็นผู้บริสุทธิ วันนี้จึงจะฟ้องดำเนินคดีกลับนางไก่ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษในคดีอาญา พร้อมเรียกร้องเงินค่าเยียวยาระหว่างถูกจำคุก

     ด้านนายธนาทิป กล่าวว่า หลังจากที่หนูนาถูกแจ้งความดำเนินคดี ตนก็ถูกแจ้งความเช่นกัน แต่ตนไม่ยอมรับสารภาพเพราะไม่ได้กระทำผิด ตนจึงติดต่อไปยังนายศรีสุวรรณ สรศักดิ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประชาบดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้เข้าช่วยเหลือ ต่อมานางไก่และพนักงานสอบสวนสน.ประชาชื่น จึงระบุว่าจะกันตนไว้เป็นพยาน ก่อนที่สน.ประชาชื่นจะอ้างว่าตำรวจจังหวัดนครสวรรค์ มีหลักฐานยืนยันว่าตนและหนูนาเอาทองไปขายในจังหวัดนครสวรรค์ ตนจึงท้าขอดูหลักฐานและขอชื่อตำรวจนครสวรรค์ที่ให้ข้อมูล แต่ตำรวจก็ไม่มีรายละเอียดดังกล่าว ทั้งนี้ ระหว่างที่หนูนาได้รับประกันตัว และทำงานกับนางไก่ ตนถูกกีดกันไม่ให้พบเจอกันกว่า 10 เดือน และต้องรอให้หนูนาเป็นผู้โทรศัพท์มาเท่านั้น ส่วนมูลเหตุที่นางไก่แจ้งความตนเชื่อว่าน่าจะเป็น เพราะโกรธที่หนูนาแอบเดินทางกลับไปตน เพราะนางไก่เอ็นดูและหวงหนูนามากอยากให้ทำงานกับนางไก่ไปตลอด จึงไม่ต้องการให้หนูนามีครอบครัว อย่างไรก็ดีตนก็ตั้งข้อสัลเกตว่าที่ผ่านมาเหตุใดไม่ให้ตนติดต่อกับหนูนา และรับปากว่าจะช่วยเหลือหนูนาแต่กลับมีเงื่อนไขมาตลอด รวมทั้งยังจะให้ไปทำงานที่ต่างประเทศด้วยสาเหตุอะไรกันแน่