Syndicate content facebook Syndicate content Log In
เลือกตั้งผู้ว่า กทม. สงสัย กกต.

เลือกตั้งผู้ว่า กทม. สงสัย กกต.

คณะกรรมการการเลือกหรือ กกต. ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม 2556 นี้ ภายหลังจากที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ได้ปฏิบัติหน้าที่มาครบวาระตามที่พระราชบัญญัติกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 กำหนด ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็เป็นที่พอใจบ้าง ไม่พอใจชาวเมืองกรุงบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของระบบการเมืองท้องถิ่น

     ก่อนที่จะถึงวันที่ท่านผู้ว่า กทม.จะประกาศลาออก หลังจากดำรงตำแหน่งมาเกือบครบ 4 ปีเต็ม ก็มีกลุ่มการเมืองทั้งในนามอิสระ และในนามพรรคการเมืองพยายามเสนอตัวเข้ามารับใช้พี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯกันมากหน้าหลายตา มีทั้งคนที่ตั้งใจจริง ประกาศเปิดตัวเองมาตั้งแต่ไก่โห่ แต่บางคนก็เป็นประเภทอีแอบ ไม่ยอมเปิดเผยตัวเองจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย จึงจะเปิดเผยตัวเอง ว่าอยากเป็นผู้ว่า กทม. กับเขาด้วย

     ประเด็นปัญหาที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยของหลาย ๆ คน กับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) ก็คือ ได้วางระเบียบการแข่งขันเพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้ว่า กทม. ของผู้สมัครทั้งหลายไว้อย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับใคร พรรคใด กลุ่มการเมืองใด เป็นการเฉพาะหรือไม่ มีการปฏิบัติที่เป็นกลาง อย่างเที่ยงธรรมตามที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2550 และกฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2554 กำหนดไว้ครบถ้วนหรือไม่

     มีหลายประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อสร้างเงื่อนไขของการแข่งขันในการเลือกตั้งที่มีข้อสงสัยหลายประการ เช่น เรื่องการกำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่าย ในการเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดให้ผู้สมัครแต่ละคนสามารถใช้จ่ายเงินในการเลือกตั้งไว้สูงลิ่วได้ถึง 49 ล้านบาท และในกรณีที่มีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง และไม่มีการรับสมัครใหม่ ผู้สมัครแต่ละคนสามารถใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ได้อีกไม่เกินหนึ่งในสาม คือ 16.33 ล้านบาท

     ทั้ง ๆ ที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วก็มีการกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัครแต่ละรายไว้สูงมากอยู่แล้ว คือ ไม่เกิน 32 ล้านบาทต่อคน ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นการกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายของการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่สูงที่สุด ไม่มีท้องถิ่นใดเทียบเคียงได้

     การประกาศดังกล่าว มีลักษณะของการสร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบให้เกิดขึ้นแก่ผู้แข่งขันโดยตรง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครที่ร่ำรวยหรือมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่สนับสนุน แต่อาจเข้าข่ายเป็นการกีดกันผู้สมัครที่มีเงินน้อยแต่อาจมีความรู้ ความสามารถสูง อาจถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ อันเข้าลักษณะการกระทำอันเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัคร ส่อไปในทางไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 236 ประกอบ พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2554 มาตรา 105 ซึ่งอาจมีความผิดตามมาตรา 115 ได้

     นอกจากนั้น การกำหนดค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วดังกล่าว ยังเข้าข่ายการกระทำอันมีลักษณะเหมือนเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ทั้งนี้เพราะในการกำหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นอื่นซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า กทม.หลายเท่า ก็ไม่เคยกำหนดไว้สูงเยี่ยงนี้ ดังเช่น จังหวัดนครราชสีมา นายก อบต. ก็กำกddกำหนดไว้เพียงไม่เกิน 5 แสนบาท นายกเทศมนตรีนคร ไม่เกิน 2 ล้านบาท และนายก อบจ.ไม่เกิน 17 ล้านบาทเท่านั้น

     ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้ว่า กทม.ซึ่งมีเดือนละ 110,120 บาทรวมตลอดอายุ 4 ปีจะได้ค่าตอบแทนเพียง 5.28 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเพดานการกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งถึงเกือบ 10 เท่า ซึ่งไม่มีตรรกะหรือเหตุผลใด ที่จะทำให้ผู้ที่ได้เป็นผู้ว่า กทม.ได้เงินดังกล่าวกลับคืนมาได้ด้วยเงินเดือนและค่าตอบแทน นอกจากที่จะต้องไปคอรัปชั่นรับเงินใต้โต๊ะในโครงการเมกกะโปรเจ็กต่าง ๆ จากเงินงบประมาณประจำปีของ กทม.ที่มีปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท หรือการใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์อื่น ในระบบส่วย หรือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในแต่ฤดูกาลโยกย้าย หรือการเอื้อประโยชน์เกี่ยวกับใบอนุญาตในกิจการต่าง ๆ ของธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในอำนาจของ กทม.เป็นต้น

     ที่สำคัญ การกำหนดเพดานของการใช้จ่ายเงินไว้สูงจะทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีเงินมาก สามารถใช้เงินในการซื้อสื่อโฆษณา จัดทำแผ่นป้าย โปสเตอร์ มาติดตั้งได้กระจายทั่วทุกถนน ทุกตรอกซอกซอย ประเภททุกเสาไฟฟ้าเลยก็ยังได้  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นมากขนาดนั้นเลย ซึ่งได้สร้างปัญหาอุจาดทัศน์ (Visual Pollution) ให้กับบ้านกับเมือง เป็นที่ลกหูลกตา และปิดบังทัศนวิสัยของการจราจรอีกด้วย

     เรื่องดังกล่าว กกต.อาจจะคิดว่ามันเท่ห์ เป็นการสร้างกระแสให้คนตื่นตัวไปใช้สิทธิกันมากขึ้น แต่ถ้ามองในมุมกลับ กลับเป็นเรื่องที่น่าอับอายแขกบ้านแขกเมือง ในสังคมประเทศที่เขาเจริญกันแล้ว เขาไม่ปล่อยให้มีการใช้ป้ายโฆษณาเลือกตั้งที่ติดตั้งกันแน่นฟุตบาทเต็มเสาไฟฟ้า ต้นไม้ เหมือนเมืองไทย เหมือนกรุงเทพฯที่ผ่านมา หรือในครั้งนี้ ในต่างประเทศ เขาจะกำหนดสถานที่หรือป้ายของทางราชการที่จัดไว้ให้เท่านั้น ผู้สมัครจึงจะสามารถเอาโปสเตอร์มาติดโชว์ภาพ โชว์เบอร์ โชว์นโยบายเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ ส่วนการรณรงค์หาเสียงก็มักไปใช้วิธีการอื่น ซึ่งไม่สร้างความสกปรกเลอะเทอะให้กับเมือง ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถควบคุมได้ ถ้า กกต. เอาจริง อาจัง และมีวิสัยทัศน์

     ในยามปกติใครมาติดป้าย บนฟุตบาท บนเสาไฟฟ้า ต้องเสียภาษี หรือถ้าไม่ขออนุญาตก็ต้องด้วยความผิดตาม พรบ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 แต่สำหรับประเทศไทย กลับมีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวชั่วคราวในเรื่องเกี่ยวกับการติดตั้งป้ายหาเสียง เพียงแค่นี้เราทั้งหลายก็คงทราบแล้วว่า เราได้สร้างมาตรฐานของกฎหมายไว้ 2 มาตรฐานอย่างไร และไม่มีใครคิดจะแก้ไขให้เกิดความเสมอภาคแม้แต่ กกต. ผู้ควบคุมกฎก็หาได้ใส่ใจที่จะแก้มิให้มีข้อกำหนดดังกล่าวไม่

     เรื่องนี้สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนสาธารณะประโยชน์ ซึ่งผู้เขียนเป็นเลขาธิการอยู่ ได้เตือน กกต.กลาง และ กกต.กทม.แล้วโดยได้ร้องขอให้มีการทบทวนประกาศดังกล่าวเสีย เพื่อนำไปสู่การกำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่า กทม. เสียใหม่ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน มาร่วมกันกำหนดค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมร่วมกัน ซึ่งก็ไม่ควรเกินจำนวนเงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้ว่า กทม. ตลอดอายุรวม 4 ปีเป็นที่ตั้ง

     เรื่องนี้ กกต. อาจจะแย้งว่าเนื่องจาก กทม. เป็นเมืองใหญ่ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก ดังนั้นต้องส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการมาร่วมสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียง หรือช่วยสนับสนุนเงินในการหาเสียงเหมือนในต่างประเทศแถบยุโรป อเมริกา ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นความคิดที่เป็นไปได้ยากในเมืองไทย หากแต่การที่กำหนดเพดานไว้สูง ๆ เยี่ยงนั้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครบางคนที่ลงทุนติดป้ายคัตเอ้าท์โฆษณาตนเองไว้ทุกมุมเมือง ก่อนเปิดสมัครรับเลือกตั้งหรือเปล่า ชาวบ้านเขาสงสัย

     เรื่องนี้คงต้องรอฟัง กกต.กลาง และ กกต.กทม.ที่จะรับลูกนำเรื่องเหล่านี้ไปทบทวนปรับปรุง แต่ถ้าเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องและคัดค้านดังกล่าว สงสัยสมาคมฯ อาจจะต้องหาข้อยุติและสร้างบรรทัดฐานการเลือกตั้งในครั้งนี้ และครั้งหน้า โดยต้องไปพึ่งอำนาจศาลปกครองเสียแล้ว กระมัง...