“บิ๊กตู่”แย้มใช้ “มาตรา 44”ฝ่าโล่มนุษย์-ล่าคนทำผิด ว้ากพวกมั่วนิ่มรอ ปชต.ค่อยเข้ากระบวนการยุติธรรม

“บิ๊กตู่” แย้มใช้ “มาตรา 44” ฝ่าโล่มนุษย์-ล่าคนทำผิด ว้ากพวกมั่วนิ่มรอ ปชต.ค่อยเข้ากระบวนการยุติธรรม ฮึ่มทำไม่ได้ ซัดพวกหนีคดีชอบจ้อให้ร้ายประเทศ เล็งเอาขึ้นจอประจานทั้งก๊วน เชื่อคนไทยไม่ต้อนรับกลับประเทศ ขู่พวกใช้โซเชียลเคลื่อนไหวประชามติ เล่นงานทั้งฝ่ายหนุน-ต้าน กันครหาสองมาตรฐาน โอ่เรตติ้งโกงต่ำสุดรอบ3 ปี ตัวเลขใต้โต๊ะลดฮวบกว่าครึ่ง

     เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งถึงการดำเนินนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของรัฐบาลว่า มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา ซึ่งหลายพรรคการเมืองมุ่งสร้างเฉพาะความพึงพอใจประชาชนด้วยการทำนโยบายประชานิยมที่มีปัญหาไม่ตอบโจทย์ในการสร้างความเข้มแข็ง ยั่งยืนอย่างแท้จริง รัฐบาลนี้จึงได้นำแนวทางประชารัฐที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ อุดรอยรั่วช่องโหว่ของภาครัฐ โดยไทยแลนด์ 4.0 จะเป็นทิศทางการพัฒนาประเทศ การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ด้วยความเข้าใจ ด้วยความสมัครใจ บนวิสัยทัศน์เดียวกันมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

     สำหรับการป้องกันและปราบการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลายหน่วยงานทั้งในและนอกประเทศได้ประเมินว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นในประเทศไทยดีที่สุดในรอบ 3 ปี ภาพลักษณ์ประเทศ ด้านความโปร่งใส ในสายตานานาชาติดีที่สุดรอบ 10 ปี และการเรียกรับสินบนลดลงมากกว่าร้อยละ 50 เทียบกับ 15 ปีที่แล้ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีก ทั้งนี้เป็นผลมาจากรัฐบาล และ คสช. ได้ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) รวมทั้งปรับปรุงมาตรการ กลไก และนโยบายต่างๆในการทำงาน การจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e - Market)ก็มีการปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมอีกเรื่อยๆ วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e - Bidding)ก็ต้องปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันการคอร์รัปชั่นเชิงระบบ หรือระบบพวกพ้อง ในระยะยาว ที่สำคัญได้รับความร่วมมือจากประชาชน ภาคธุรกิจ การค้าต่างๆด้วย

     หัวหน้า คสช.กล่าวต่อว่า สำหรับการเดินหน้าประเทศ ก็มีปัญหาบางประการ ที่ต้องขอความร่วมมือทุกท่านให้ช่วยกัน ในการที่ต้องทำเพื่อประเทศชาติและลูกหลานในอนาคต สำคัญที่สุดคือการเคารพกฎหมาย หลายอย่างที่มาจากความคิดสุดโต่ง หารือกันไม่ได้ หาทางออกไม่ได้ ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจล่าช้า การเดินหน้าประเทศไม่ราบรื่น ไม่ดีเท่าที่ควร บางอย่างตนก็พร้อมรับฟังความเห็นที่เป็นประโยชน์ เพียงแต่ต้องลดราวาศอกกันบ้าง อย่าเอาความขัดแย้งหรือเรื่องผิดกฎหมายมาพูดก่อน ทุกอย่างต้องเริ่มต้นภายใต้กรอบของกฎหมาย

     พล.อ.ประยุท์ กล่าวต่อถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 ส.ค.59 ด้วยว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันในการใช้สิทธิ์ของท่านหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง รัฐบาลก็พยายามทำทุกอย่างในส่วนของรัฐบาลได้มีการมอบหมายเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ความรับผิดชอบในการทำประชามติ โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปก้าวล้ำ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเอง กฎหมายต่างๆที่ออกมาก็ให้ระมัดระวังการบังคับใช้เสียหน่อย ใครที่มีเจตนา บริสุทธิ์ก็ไม่น่าจะเป็นกังวล ไม่ต้องไปกลัว กฎหมายเขียนไว้ชัดเจน อะไรคือผิด อะไรคือถูก อย่าไปชี้นำหรือข่มขู่ประชาชน ให้ทุกคนมีอิสระทางความคิดของแต่ละบุคคล หลายคนที่เป็นนักการเมืองก็ไปพูดจาบิดเบือนอยู่ใน ในพื้นที่ระดับท้องถิ่น เช่น รัฐบาลจะลดการศึกษาฟรี 15 ปี หรือยกเลิกการใช้บัตรทอง เป็นต้น คนเหล่านี้ คสช.จะเข้าไปดำเนินการฐานพูดโกหกบิดเบือนอย่างเลวร้าย รวมไปถึงพวกที่ขยายความขัดแย้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

     “กากระทำอันไม่มีเหตุผลสมควร ไม่สนใจข้อกฎหมาย ทำให้สังคมเชื่อไปว่า รัฐมี 2 มาตรฐาน มันต้องมาตรฐานเดียว กฎหมายตัวเดียวกัน ไม่เคยคิดจะไปละเมิดสิทธิ์ใคร และก็ไม่พยายามจะใช้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็จำเป็นที่ต้องใช้ เพราะคนปั่นป่วนยังมีอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

     นายกฯ กล่าวอีกว่า ต้องช่วยอธิบายให้ต่างชาติเข้าใจว่าสถานการณ์ประเทศไทยวันนี้กำลังก้าวหน้าไปในทางที่ดี มีศักยภาพ มีหลายประเทศให้ความเชื่อมั่นและต้องการมาลงทุนกับเรา แต่ก็ติดปัญหาในเรื่องทางการเมือง ตนขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงว่า นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57 เป็นต้นมา ยังไม่มีใครต้องบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการที่ คสช.เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ก็อาจมีการใช้กฎหมายพิเศษตามสถานการณ์ที่ไม่ทำให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น บางกรณีก็มีการใช้มวลชนมาเป็นโล่กำบัง หลายคนก็ใจร้อน ทำไมไม่ใช้กฎหมายพิเศษทำให้เร็ว อยากให้เข้าใจรัฐบาลบ้าง เราไม่สามารถจะฝ่าคนเป็นพันๆเข้าไปได้ แต่อยู่ที่ทำยังไงคนเป็นพันๆหมื่นๆคนเหล่านั้นจะยุติ แล้วก็ผลักดันให้คนที่มีปัญหาออกมาต่อสู้คดีตามกฎหมาย

     “ที่บอกว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต่อเมื่อประเทศชาติมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เอ๊ะทำได้เหรอ ไม่น่าทำได้นะ วันนี้ผิดก็ต้องลงโทษวันนี้ กระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว เพียงแค่นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้ท่านต่อสู้คดี เราอาจจะต้องใช้มาตรา 44 ในการควบคุมตัวเข้าจับกุม เพราะกฎหมายปกติไม่ค่อยเอื้อ แต่เข้าไปจับกุมดำเนินคดีก็ใช้วิธีการอันละมุนละม่อม ไม่เคยต้องไปทำร้าย ไปทุบตีอะไรต่างๆ ไปทรมาน ไม่เคยทำซักอย่าง เพียงนำพามา และสอบสวนให้สู้คดีเท่านั้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

     นายกฯเปิดเผยด้วยว่า ยังมีบางกรณีที่เคยให้ความเมตตา ให้ประกันตัวออกมา ไม่ว่าจะนิสิต นักศึกษา แต่ก็บอกไม่ประกัน จะขออยู่ในคุก ก็แล้วแต่ตามใจ ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ไปบังคับให้เขาอยู่ แต่เขาไม่อยากออกจากคุก จนกว่าจะมีประชาธิปไตย ตรงนี้บังคับกันไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับคนไทยจะคิดยังไง กลายเป็นเราไปรังแกเขาอีก วันนี้เราต้องไม่สร้างความเข้าใจผิดในสังคมไทยและในต่างประเทศ ซึ่งคนที่บิดเบือนส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ร่วมในขบวนการทำความผิดทั้งสิ้น คนที่หนีไปแล้วไปพูดให้ประเทสเสียหาย ตนคิดว่าไม่น่ากลับมาแล้ว คนไทยคงไม่ยอมอยู่แล้ว ที่ไปประณามประเทศตัวเอง

     “คนเหล่านี้ คนไทยไม่น่าจะยอมรับได้ มีหลายคน วันหลังน่าจะเอาชื่อขึ้นจอ คนที่หนีๆไป หนีด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง คดีเล็กๆน้อยๆก็หนีแล้วก็ไปด่าประเทศไทย ผมไม่เข้าใจจริงๆ และก็ไปสนับสนุนอยู่พวกเดียวกันนั่นแหละ” หัวหน้า คสช.กล่าว.