Syndicate content facebook Syndicate content Log In

AEC กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

AEC กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา “กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น : กระทรวงมหาดไทย” ได้ร่วมกับ “สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)” ซึ่งขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี จัดการฝึกอบรมระดับต้น ซึ่งจะจบลงในสุดสัปดาห์ที่ 6-7-8 เมษายน ที่จะถึงนี้ เป็นระดับ 6-7 และ “ระดับกลาง” ช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้
 
     การจัดฝึกอบรมนี้เป็นข้อตกลงระหว่างสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กับกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย แทบจะจัดทุกปี โดยปี 2555 นี้ ประเด็นที่มุ่งเน้นมากที่สุด คือ “การเตรียมพร้อมการปกครองส่วนท้องถิ่นกับการเดินเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC : ASEAN ECONOMIC COMMUNITY) ปี 2558 (ค.ศ.2015)” นอกเหนือจากนั้นจะเป็นประเด็นการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลและการบริหารเชิงวิสัยทัศน์ และการกำหนดยุทธศาสตร์
 
      โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเตรียมความพร้อมกับ “ประชาชนระดับท้องถิ่น” ที่น่าจะไม่ประสีประสาอะไรใดๆ มากนัก เนื่องด้วยอีกเพียง 2 ปี 8 เดือนเท่านั้น “เออีซี (AEC)” จะเกิดขึ้นแล้ว ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ประชาชนคนไทยระดับรากหญ้า น่าจะไม่รู้และไม่เข้าใจถึงที่มาที่ไปของความสำคัญ และประเด็นต่างๆ เหล่านี้เลย
 
     และที่สำคัญ วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนอาจเกิด “การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจใหม่” โดยเฉพาะจะมาอยู่ที่ “ภูมิภาคเอเซีย” โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย และแน่นอนรัสเซีย ที่กินทั้งสองภูมิภาค กล่าวคือ เอเซียและสหภาพยุโรป
 
     จริงๆ แล้ว ผมคาดการณ์มายาวนานแล้วว่า โลกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงสู่ภูมิภาคเอเซียที่ “อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ” หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ” หรือคนไทยมักเรียกกันว่า “จีดีพี (GDP)” ทั้งภูมิภาคปีนี้น่าจะโตประมาณร้อยละ 7-8 โดยเฉพาะจีนต้องลดระดับ “ความร้อนแรง (OVERHEAT)” ทางเศรษฐกิจจากร้อยละ 9-10 มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 7-8 เท่านั้น
 
     ประเทศอินเดียเช่นเดียวกัน ที่ยังฉวยโอกาสประนีประนอมกับจีนอยู่ แต่ก็ไม่มีการไว้วางใจระหว่างกัน หรือแม้กระทั่ง รัสเซียกับจีน แต่จีนนั้นว่าไปแล้ว “อ่อนน้อมถ่อมตัวมาก” ว่ามิได้ต้องการเป็นมหาอำนาจแต่ประการใด ทั้งนี้ จีนนั้นนับถือ “ปรัชญาอ่อนนอกแข็งใน” หรือ “มีคือไม่มี” เรียกว่า “ลับ ลวง พราง” ก็แล้วกัน แต่อย่าลืมนะครับว่า วันนี้ “จีนรวยมาก!”
 
     วันที่จัดสัมมนานั้น มีผู้เข้าร่วมอภิปราย 3 ท่าน กับอีก 1 คน คือ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร อ.ประพล มิลินทจินดา และ 1 คน คือ ผมเองครับ ที่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ข้าราชการจากกรมปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ทุกคนต่างพุ่งเป้าไปที่ “สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก”
 
     อาจารย์สุรชัย เปิดประเด็นถึงประวัติศาสตร์และยิ่งใหญ่ของจีนในอดีตเคยยิ่งใหญ่มาเก่าก่อน แต่ช่วงต้นศตวรรษที่แล้วหรือปลาย ค.ศ.1900 นั้น จีนประสบสภาวะการณ์เสื่อมโทรมทางการเมืองการปกครอง จนลามไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับ ประเทศอังกฤษช่วง “สงครามฝิ่น” เพราะอังกฤษก่อนหน้านั้น “ขาดดุลการค้า” กับจีนเยอะมาก กรณี “ใบชา”  ที่จีนเป็นผู้บุกเบิกการขายใบชาสู่ประเทศอังกฤษ จนชาวอังกฤษติดใบชางอมแงม!
 
     จนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายเหมา เจ๋อ ตุง ได้ก่อทำการปฏิวัติวัฒนธรรม (CULTURAL REVOLUTION) ในปี ค.ศ.1949 จากพรรคก๊กมินตั๋ง จนประธานาธิบดีเจียงไคเช็คต้องหลบลี้หนีภัยการเมืองไปสู่เกาะไต้หวัน แต่จีนแผ่นดินใหญ่ประสบความสำเร็จช้ามาก เพราะเหมา เจ๋อ ตุง ยังปิดประเทศอยู่ เนื่องด้วยจีนยังคงบอบช้ำกับการชำระล้างและฟื้นฟูสภาพประเทศ

     อาจารย์สุรชัย กล่าวว่า วันนี้จีนได้ขยายแขนขาสู่นานาอารยะประเทศเกือบทั่วโลก ด้วยด้านการค้า การลงทุน และด้านการเงิน กล่าวคือ ในทวีปเอเซียนั้น จีนได้ใช้โอกาสช่วงสงครามเย็น (COLD WAR) ค่อยๆ บุกทางเวียดนามและลาว จนได้มีการเปิดประเทศช่วงประธานาธิบดี เติ้ง เสี่ยว ผิง เป็น “ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม” แต่การเมืองยังคงเป็น “สังคมนิยม” อยู่ โดยเฉพาะคำปรารภของเติ้ง เสี่ยว ผิง ที่ว่า “แมวขาวหรือแมวดำนั้นไม่เกี่ยวขอให้จับหนูได้ก็แล้วกัน!”

     จีนนั้นเดิน “เกมนุ่มนวล” และ “ใต้น้ำ” อย่างนิ่งๆ โดยประสานไปทั่วโลก ทวีปแอฟริกามีจำนวนประเทศราว 47 ประเทศ แต่จีนค่อยๆ แทรกซึมไปทั่วเกือบหมด “กาฬทวีป” ทั้งหมด 43 ประเทศด้วยการค้าและการลงทุน
 
     ส่วนทวีปอเมริกาเหนือนั้น จีนค่อยๆ ซื้อพันธบัตรจากประเทศสหรัฐอเมริกา หลังปัญหาหนี้สินด้อยคุณภาพหรือ “SUBPRIME” ปี 2008 แสดงว่าจีนเป็นผู้ช่วยกอบกู้หนี้สินสาธารณะของอเมริกาได้ประมาณร้อยละ 40-50 กันทีเดียว!
 
     อเมริกาใต้นั้น จีนค่อยๆ รุกคืบกินพื้นที่การค้าขายและการลงทุนเช่นเดียวกัน แต่จำนวนยังไม่มากนัก น่าจะร้อยละ 20 เท่านั้นเอง เนื่องด้วยสภาพของกลุ่มประเทศอเมริกาใต้นั้น ยังไม่ค่อยเอื้ออำนวยสะดวกให้แก่นักธุรกิจจีนมากมายนัก
 
     และไม่สำคัญเท่ากับว่า จีนวันนี้มีเงินสำรอง 3.4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ และไม่สำคัญว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลก ทั้งนี้ สภาพการเจริญเติบโตของจีนไล่ตามติดๆ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งหมายความว่า จีนมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลก และป่าวประเทศไปทั่วโลกว่า “วันนี้เป็นที่สอง...ดีแล้ว!” จึงขอเรียนย้ำว่า จีนนั้นอ่อนน้อมถ่อมตนมาก โดยที่ค่อยๆ โต จนประเทศจีนส่งดาวเทียมสู่อวกาศเป็นอันดับ 3 ของโลก
 
     ส่วนประเด็น “การสร้างดุลยอำนาจ” หรือ “POWER BALANCE” นั้น อาจารย์สมชายได้ร่าวยาวว่า “มันสลับซับซ้อนมาก” กับ “การเล่นอำนาจ” ของจีนที่ค่อยๆ ย่างก้าวสู่ “ดุลยอำนาจ” และแน่นอนกับสหรัฐอเมริกา
 
      จริงๆ แล้ว อาจารย์สมชายเตือนว่า ประเทศจีนนั้นยังต้องดิ้นรนต่อสู้กับ “สงครามเศรษฐกิจ” กับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทั้งเก่าและใหม่ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอินเดีย ที่ประเทศเหล่านี้ไม่ต้องการให้ใครล้ำหน้าอย่างแน่นอน
 
      ส่วนอาจารย์ประพล มิลินทจินดา นั้น กล่าวในฐานะนักธุรกิจและนักการเมือง บวกกับเป็นนักวิชาการอิสระว่า “ความพร้อม” ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ต้องกลับไปเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการสร้างความรู้และค่อยๆ ปฏิรูปให้ประชาชนระดับล่าง “รู้-เข้าใจ” เพื่อสร้างกำแพงทั้งเชิงรุกและเชิงรับ กับปัญหาการเปลี่ยยแปลงอย่างรวดเร็วของโลก
 
      สถานการณ์โลกวันนี้ ต่างแข่งขันกันอย่างมาก ซึ่ง “สมรรถนะ-ศักยภาพในการแข่งขัน” นั้นเป็นประเด็นที่คนไทยต้องตื่นตัวกันได้แล้ว ยังไม่ต้องสู่สถานการณ์โลกหรอก เอาแค่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)” ในอีก 2 ปี 8 เดือนข้างหน้า ก็ต้องยอมรับว่า “เหนื่อยแล้ว!”