Syndicate content facebook Syndicate content Log In

เสียงหัวเราะกับอำนาจ?

โดย...อติภพ ภัทรเดชไพศาล
          ในบทความของจิตร ภูมิศักดิ์ที่ชื่อว่า บทบาททางวรรณคดีของพระมหามนตรี กล่าวถึงงานระเด่นลันได ของพระมหามนตรี (ทรัพย์) ว่าเป็นงาน parody กับอิเหนา จิตร ภูมิศักดิ์กล่าวชื่นชมพระมหามนตรีไว้ว่ามิได้เป็นเพียงผู้แต่งบทละครตลก หาก...
          "เขาคือ ผู้เสนอความตลกขบขันประเภทเสียดสีล้อเลียนขึ้นมาในท่ามกลางวงการวรรณคดีที่ขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์และเต็มได้ด้วยระเบียบแบบแผนของศักดินา เขาคือ ผู้บุกเบิกกรุยทางให้แก่ 'อารมณ์ขัน' ในจักรวาลแห่งวรรณคดีไทย"
          ในมุมมองของจิตร  พระมหามนตรีอยู่ฝ่ายราษฎรที่กระทำการเสียดเย้ยวัฒนธรรมของชนชั้นสูง แต่ถ้าคิดในอีกมุมกลับที่จริงการกระทำของพระมหามนตรีอาจเป็นการเสียดเย้ยชนชั้นล่าง-ชนชายขอบอย่างระเด่นลันไดก็ได้ เพราะความตลกขบขันที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความเป็นคนชั้นต่ำความเป็นคนชั้นต่ำเมื่อถูกครอบทับเข้าไปด้วยราชาศัพท์ ย่อมฟังดูตลกขบขันและเกิดลักษณาการที่กดทับชีวิตชายขอบเช่นนั้นไว้ข้างใต้ อาการหยอกเล่นกับผู้ต้อยต่ำนี้ไม่ต่างไปจากกรณีที่กาหลิบหลอกอาบูหะซันว่าเขาได้กลายเป็นกษัตริย์ไปแล้วเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง
          หรือทั้งหมดนั้นว่าที่จริงแล้วอาจไม่ได้มีแนวคิดเรื่องของการเสียดเย้ยอยู่ในตัวพระมหามนตรีเลยก็ได้ เพราะการแต่งกลอนแบบพลิกคำกลับตาลปัตรนี้ที่จริงก็เป็นขนบอย่างหนึ่งและพบได้ทั่วไป ซึ่งรวมไปถึงงานอย่าง อุณรุทร้อยเรื่อง หรือพระมะเหลเถไถ ของคุณสุวรรณด้วย
          แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ก็คือ "เสียงหัวเราะ" การหัวเราะเป็นเรื่องไม่พึงปรารถนาในสังคมอำนาจนิยมที่ต้องการป้องปรามปัจเจกให้อยู่ใต้อำนาจรัฐ แม้กระทั่งในศาสนาคริสต์หรือพุทธ การหัวเราะแสดงถึงอาการไม่สำรวม และเปิดโอกาสให้กิเลสได้เข้าครอบงำจิตใจได้ง่าย ทางพุทธศาสนานั้นถือว่าการหัวเราะของพระภิกษุนั้นเปรียบได้กับความเป็นเด็กที่แสดงถึงความเขลาเอาเลยทีเดียว
          ในสังคมตะวันตก การเสียดเย้ยอาจสืบสาวย้อนกลับไปได้ถึงสมัยกรีก-โรมัน ที่มีบทกวีประเภท lampooning verse เล่าเรื่องราวในลักษณะการคล้ายคลึงกับมหากาพย์ทั้งหลายเพียงแต่เป็นไปในแง่มุมที่ขบขัน และผนวกนิทานพื้นบ้านที่มีบทตลกโปกฮาเข้าไปด้วย
          ลักษณะนี้ย่อมไม่ต่างไปจากบทละครนอกของสยามที่มักเต็มไปด้วยการล้อเลียนบุคลิกของกษัตริย์ที่ตามจริงแล้วต้องเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม ดังจะพบว่าในบทละครนอกแทบทุกเรื่องสถานะของกษัตริย์นั้นกลับกลายเป็นสถานะของตัวตลกที่บางครั้งถึงกับเป็นไปในทางโง่งมและถือดี เช่นท้าวสามลในเรื่องสังข์ทองเป็นต้น (นี่ยังไม่ต้องพูดไปถึง "พระเอ็ดยง" ของคุณสุวรรณที่แค่ชื่อเรื่องก็เข้าข่ายหมิ่นฯ ไปเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ)
          การเสียดเย้ยในงานวรรณกรรมตะวันตก ก้าวไปไกลถึงขนาดที่มันกลายเป็นการ parody ตัวมันเอง อย่างในกรณีของนิยายอัศวินอย่างดอน ฆิโฮเต้ (ค.ศ.1605) ของ Cervantes นั้นการยอกย้อนเสียดสีขนบของนิยายอัศวินในตัวมันเอง ย่อมทำลายความศักดิ์สิทธิ์ขรึมขลังของแนวคิดแบบโรแมนติกในช่วงนั้น ซึ่งนอกจากนั้น การที่ผู้แต่งบอกว่าตนเองเป็นเพียงผู้ค้นพบต้นฉบับหนังสือเรื่องนี้และนำมาเรียบเรียงขึ้นนั้น ก็ยังเป็นการตั้งคำถามถึงความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ในงานวรรณกรรมว่ามันเป็นจริงแค่ไหนกันแน่ กลวิธีแบบนี้อาจพบได้ในงานStepenwolf (ค.ศ.1927) ของ Hermann Hesse ด้วยเช่นกัน
          ดังที่กล่าวมาแล้วว่าสังคมไทยย่อมมีประสบการณ์กับเรื่องของการ parody ไม่น้อยไปกว่าสังคมตะวันตก (ยิ่งถ้าสืบกลับไปหานิทานพื้นบ้านหรือผญาต่างๆ ก็จะพบลักษณะการเสียดเย้ยแบบนี้อีกมาก) การประชดประชันแดกดันจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่จะนำมาซึ่งเสียงหัวเราะอย่างขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ย่อมรวมถึงการชุมนุมกันอย่าง "ม็อบ" ด้วย
          คลิปที่ผ่านการตัดต่อของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรเข้ากับเพลงแร็ป ย่อมเป็นสิ่งที่สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะผู้คนที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคุณทักษิณ)การ "หัวเราะ" ใส่คลิปนั้น จึงทอนความน่าเชื่อถือของคุณทักษิณลงอย่างได้ผลในทางการเมือง เพราะ "เสียงหัวเราะ" ที่แท้จริงก็หมายถึงการปฏิเสธสิ่งนั้นและมันหมายถึงการมีชัยชนะไปด้วยในตัว
          การ "หัวเราะ" จึงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ได้ในสังคมไทยที่มีโครงสร้างแบบหลวมๆ เอื้อให้เกิดการซุบซิบนินทาและเสียดสีแดกดันกันอย่างเจ็บๆ คันๆ กันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นล่างที่จัดเป็นประชากรส่วนใหญ่ แม้ว่าการ parody และการ"หัวเราะ" นั้นจะเป็นไปอย่างขื่นๆ ในบางครั้ง และไม่ได้ส่งผลสะเทือนทางการเมืองเรื่องชนชั้นอย่างแท้จริงแต่อย่างใด
          แต่ส่วนการตั้งหมู่บ้าน "สองมาตรฐาน" ขึ้นที่บนพื้นที่เขายายเที่ยงนั้น อาจเป็น parody ที่ออกจะขำยากอยู่สักหน่อยสำหรับคนหลายๆ คน