Syndicate content facebook Syndicate content Log In
ทองคำดีด-น้ำมันดิบร่วง1.54เหรียญ

ทองคำดีด-น้ำมันดิบร่วง1.54เหรียญ

แรงซื้อเก็งกำไร หนุนทองคำปิดบวกต่อ 1.10 ดอลล์ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ ฉุดน้ำมันดิบปิดร่วง $1.54

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กยังคงปิดบวกอย่างต่อเนื่องเมื่อคืนนี้ (24 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรและเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในยามที่เศรษฐกิจยังผันผวน โดยสัญญาทองคำยังคงปิดบวกได้แม้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ซึ่งฉุดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆร่วงลงด้วยก็ตาม
          บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 1,165.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.10 ดอลลาร์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,157.70-1,171.70 ดอลลาร์
          ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 18.455 ดอลลาร์ ลดลง 15.50 เซนต์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนมี.ค.ลดลง 1.85 เซนต์ ปิดที่ 3.1435 ดอลลาร์/ปอนด์
          ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค.ปิดที่ 1,443.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ดิ่งลง 23.80 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค.ปิดที่ 369.25 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 4.05 ดอลลาร์
          เลียวนาร์ด แคพแลน นักวิเคราะห์จากบริษัท พรอสเพ็คเตอร์ แอสเซท เมเนจเมนท์ ในรัฐอิลลินอยส์กล่าวว่า นักลงทุนยังคงเข้าซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและในช่วงที่เศรษฐกิจยังผันผวน แม้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆก็ตาม โดยปัจจัยที่ทำให้มีแรงซื้อส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องคือความเชื่อมั่นที่ว่าจะมีธนาคารกลางอีกหลายแห่งเพิ่มการถือครองทองคำ หลังจากธนาคารกลางอินเดียและมอริเชียสเข้าซื้อทองคำจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไปก่อนหน้านี้
          สภาทองคำโลก (World Gold Council : WGC) เปิดเผยว่า ดีมานด์ทองคำทั่วโลกในไตรมาส 3 ปีนี้พุ่งขึ้น 10% จากไตรมาส 2 แตะระดับ 800.3 เมตริกตัน เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะดีมานด์ทองคำในจีนที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 120.2 ตัน
          กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ถือครองทองคำที่ระดับ 1,121.457 ตัน ณ วันที่ 23 พ.ย. เพิ่มขึ้น 3.964 ตัน หรือ 0.4 % จากวันที่ 18 พ.ย.

          ส่วนสัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กดิ่งลงเมื่อคืนนี้ (24 พ.ย.) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจและดีมานด์พลังงานในสหรัฐ นอกจากนี้ การที่ค่าเงินดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ฉุดสัญญาน้ำมันดิบร่วงลงด้วย
          สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนม.ค.ร่วงลง 1.54 ดอลลาร์ ปิดที่ 76.02 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 76.45-76.45 ดอลลาร์
          ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนธ.ค.ดิ่งลง 4.04 เซนต์ ปิดที่ 1.939 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนธ.ค.รูดลงปิดที่ 1.9497 ดอลลาร์/แกลลอน
          ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนม.ค.ดิ่งลง 1 ดอลลาร์ ปิดที่ 76.46 ดอลลาร์/บาร์เรล
          นักลงทุนเทขายสัญญาน้ำมันดิบเพราะผิดหวังต่อข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเอพีระบุว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 2.8%ต่อปี ต่ำกว่าการประมาณการครั้งก่อนที่ระบุว่าขยายตัว 3.5% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้นแตะระดับ 49.5 จุด ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ระดับ 48.7 จุด แต่ดัชนีที่ระดับต่ำกว่า 50 จุดบ่งชี้ว่าผู้บริโภคยังมีความวิตกกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
          นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ หลังจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 0-0.25% ต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
          นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) สังกัดกระทรวงพลังงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันพุธนี้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 20 พ.ย.จะเพิ่มขึ้น 1.6 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นจะเพิ่มขึ้น 400,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้น 600,000 บาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 0.3%
          นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ที่ประเทศแองโกลา หลังจากนายอับดุลเลาะห์ บิล อาหมัด อัล อัตติยะห์ รมว.พลังงานของกาตาร์ออกมาส่งสัญญาณว่า โอเปคอาจจะไม่ปรับเพิ่มโควต้าการผลิตในการประชุมครั้งนี้ แต่จะผลักดันให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามโควต้าการผลิตอย่างเคร่งครัดมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้