Syndicate content facebook Syndicate content Log In
โรงงานผลิตไบโอดีเซลเจ๊ง 10 แห่งเซ่นรัฐยกเลิกขายบี5

โรงงานผลิตไบโอดีเซลเจ๊ง 10 แห่งเซ่นรัฐยกเลิกขายบี5

บางจากฯเผยปาล์มในประเทศขาดแคลน รัฐประกาศเลิกขายบี 5 ชั่วคราวกระทบผู้ผลิตบี 100 หยุดกิจการกว่า 10 รายสูญกว่า100 ล้านบาทต่อโรง แนะรัฐบาลทยอยนำเข้าน้ำมันปาล์ม 3-4 หมื่นตันแทน ด้านกรมธุรกิจพลังงานออกประกาศให้เริ่มขายดีเซลบี 2 วันที่ 1-31 มี.ค.นี้  ยันยังเดินหน้านโยบายจำหน่าย บี5 เกรดเดียว แต่ขอดูสถานการณ์ก่อน     

     นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าผู้ประกอบการโรงงานผลิตไบโอดีเซลกว่า 10 ราย ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำมันปาล์มขาดแคลน เนื่องจากภาครัฐได้ประกาศให้ลดสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% หรือ บี100 ที่เติมไปในน้ำมันดีเซลลงจาก 5%ลงเหลือ 2% ทำให้โรงงานผลิตไบโอดีเซลประมาณ 10 รายได้หยุดกิจการลงไปชั่วคราว สร้างความเสียหายแล้ว 100 ล้านบาทต่อราย

    ทั้งนี้โรงงานผลิตไบโอดีเซลทั้งหมดในประเทศมีประมาณ 20 ราย ปกติผลิตไบโอดีเซลได้ 5 ล้านลิตรต่อวัน แต่เมื่อภาครัฐกำหนดให้ปรับเปลี่ยนจากน้ำมันไบโอดีเซลบี5 มาเป็นการจำหน่ายน้ำมันดีเซลปกติที่ผสมบี100 ลดลงเหลือ 2% ทำให้ความต้องการใช้ในประเทศลดลง 8 แสนลิตรต่อวัน เหลือ 1 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อวัน

    นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของบางจากฯซึ่งมีโรงงานผลิตไบโอดีเซลเป็นของตัวเอง ได้ปรับลดกำลังการผลิตลง 50% ซึ่งบางจากฯพร้อมให้ความร่วมมือภาครัฐเนื่องจากปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศขาดแคลน อีกทั้งราคาบี 100 เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์กว่า 71 บาทต่อลิตร จากปกติราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40 บาทต่อลิตร ทำให้บางจากฯ ต้องลดกำลังการผลิตลงเช่นกัน โดยขณะนี้ราคาบี 100 ยังทรงตัวสูงที่ระดับ 60 บาทต่อลิตร  

     “นโยบายการนำเข้าน้ำมันปาล์มจำนวน 1.2 แสนตัน ดำเนินการได้ล่าช้าส่งผลให้ราคาขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นแนวทางที่เหมาะสมจึงควรทยอยนำเข้าครั้งละ 3-4 หมื่นตันแทน  และแม้ราคาน้ำมันปาล์มดิบปัจจุบันจะขึ้นสูงถึง 56-57 บาทต่อกิโลกรัม ภาครัฐยังคงต้องดำเนินนโยบายการจำหน่ายไบโอดีเซลต่อไป เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายลงทุนตั้งโรงงานถึง 1 หมื่นล้านบาท หากยกเลิกจะส่งผลกระทบต่อภาครวมแน่นอน”นายอนุสรณ์ กล่าว

      นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ให้ผู้ประกอบการน้ำมันปรับลดสัดส่วนการผสม บี100 เพื่อผลิตเป็นน้ำมันดีเซล บี2 ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1-31  มี.ค. นี้ เพื่อบรรเทาภาวะการขาดแคลนน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยกำหนดให้ผสม บี100 ในน้ำมันดีเซลได้ระหว่าง 1.5-2%  ซึ่งอาจทำให้สีของน้ำมันเปลี่ยนแปลงไปได้จากมาตรฐานที่กำหนด แต่กรมฯ จะผ่อนผันให้เป็นการชั่วคราว โดยกระทรวงพลังงานจะเริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี2 ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.นี้เป็นต้นไป ในราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท ทั้งนี้จะช่วยลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง 600 ล้านบาทต่อเดือน

 

      สำหรับปริมาณสำรอง บี100 ขณะนี้ อยู่ที่ 43,000 ตัน ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แต่คาดการณ์ว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนมี.ค.นี้ โดยมีปริมาณ บี100 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 105,000 ตัน ,เดือนเม.ย.อยู่ที่ 145,000 ตัน ,พ.ค. 180,000 ตัน และเพิ่มเป็น 200,000 ตัน ภายในเดือนมิ.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ เร่งสำรวจปริมาณสำรอง บี100 ของผู้ค้าตามมาตรา 7 ว่ามีปริมาณสำรอง บี100 อยู่จำนวนเท่าใด เพื่อเตรียมการปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล บี2 พร้อมกันทั่วประเทศในเดือนมี.ค.นี้ คาดว่า จะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วันนี้      

      นายพีระพล กล่าวด้วยว่า ราคา บี100 ขณะนี้ อยู่ที่ 56 บาทต่อลิตร ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ราคาพุ่งสูงกว่า 70 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด และยืนยันว่า ไม่มีการนำน้ำมันปาล์มสำหรับบริโภคไปใช้ในด้านพลังงานทดแทนอย่างแน่นอน เพราะมีวิธีการสกัดเพื่อผสมเป็นพลังงานทดแทนต่างจากน้ำมันเพื่อบริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่จะต้องดูดซับผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือจากการบริโภคแล้วเท่านั้น    

      ส่วนการบังคับจำหน่ายไบโอดีเซล บี5 เกรดเดียว ยังคงเป็นไปตามนโยบายที่จะให้มีการจำหน่าย บี5 เกรดเดียวในปีนี้ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อใด เพราะจะต้องประเมินสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันก่อน และขึ้นอยู่กับภัยธรรมชาติด้วย ซึ่งกระทรวงพลังงาน จะใช้นโยบายบริหารที่ยืดหยุ่นที่สุด และคาดว่า หลังสิ้นสุดมาตรการจำหน่าย บี2 แทน บี3 ในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ กระทรวงพลังงานจะสามารถเริ่มจำหน่าย บี3 ในวันที่ 1 เม.ย.ได้ตามปกติต่อไป