Syndicate content facebook Syndicate content Log In

ปาริชาติ บริสุทธิ์ คัมแบ๊คบันเทิง ทุ่มทุนสร้าง “หนังในกรอบอาเชี่ยน”

ปาริชาติ บริสุทธิ์ คัมแบ๊คบันเทิง ทุ่มทุนสร้าง “หนังในกรอบอาเชี่ยน”

คอลัมน์     -  ห้องเปิดใจ

       หายหน้าหายตาจากวงการไปนาน ปาริชาติ บริสุทธิ์  อดีตนักแสดงสาว  ผู้สร้างภาพยนตร์  ผู้จัดละครคนดัง  ที่ฝากผลงานเอาไว้มากมาย  เคยสร้างและแสดงภาพยนตร์เรื่อง “เมืองในหมอก”  ผลงานกำกับของ เพิ่มพล เชยอรุณ   ที่ได้รับคำชมเกรียวกราว  เคยเป็นผู้จัดละครเรื่อง มายาสีเงิน,ไฟ,ลานภุมรา,รักติดลบ ฯลฯ ทางช่อง3  หลังจากอำลาวงการบันเทิงไปนานหลายปี  มาวันนี้เธอประกาศคัมแบ๊ควงการ  พร้อมเตรียมโปรเจกต์ใหญ่ สร้าง “ภาพยนตร์ในกรอบอาเชี่ยน”  5 ประเทศคือ ไทย,พม่า,ลาว,เขมร,เวียดนาม  โดยจะประเดิมด้วยโปรเจกต์เกี่ยวกับประเทศ พม่า ทีเดียว 4 เรื่องรวด

ผลงานที่ผ่านมา
      “พี่เคยเป็นผู้จัดละครอยู่ช่อง 3มาก่อน   เรื่องแรกที่ทำคือ  “มายาสีเงิน”  ที่ให้หม่อมน้อยเป็นผู้กำกับเรื่องแรก เรื่องที่สองเรื่อง “ไฟ”   รัชนู บุญชูดวง  เป็นนางเอกแล้วมี เป็นหนึ่ง  ไชยชิต แสดง  เล่นเป็นเรื่องแรก  เรื่อง “มายาสีเงิน”  พี่ดึง วาสนา สิทธิเวช  นางเอกหนัง “ครูบ้านนอก”  ที่เพิ่งโด่งดังมาเล่นละครเป็นคนแรก   คือตอนนั้นพี่มาจากวงการหนัง แล้วมาอยู่วงการละคร  ก็ไม่รู้จักดาราละคร  ก็ดึงดาราหนังไปเล่นละคร  แล้วก็ไม่รู้จักผู้กำกับละครเพราะว่าไม่ค่อยเข้ากันกับกลุ่มผู้กำกับที่เขาเป็นกลุ่มเหนียวแน่น   พี่ก็ให้หม่อมน้อยกำกับเรื่องแรก  ทางช่อง 3 ก็แบบ.. ทำไมอะไรอย่างเนี่ยะ   คล้ายๆว่าใหม่จังเลย   ใหม่หมดเลย ผู้จัดก็ใหม่ ดาราก็เอามาใหม่ ผู้กำกับยังใหม่อีก พระเอกตอนแรกพี่เลือกศรันยู  แต่ศรันยูเค้ายังไม่แน่ใจว่าจะเล่นไม่เล่น พี่เลยเปลี่ยนเป็น  ปฐมพงษ์ สิงหะ ตอนนี้เขาอยู่อเมริกา  แล้วก็มี  ทิพวรรณ ภวภูตานนท์  ก็มาเล่นเรื่องแรก  พี่ก็เลยขนกลุ่มนั้น ช่อง 3 เค้าก็แบบอะไรไม่มีดาราช่อง 3 เลยมีแต่คนแปลกๆมาเล่น”


เรื่อง  มายาสีเงิน  แล้วมีเรื่องอะไรอีก
     “มีเรื่อง “ไฟ”  พี่แปลงรัชนู คือรัชนูจากร้องไห้เปลี่ยนเป็นอีกอย่างนึง  เพราะว่ามันเบื่อว่าอะไรร้องไห้มาได้ตั้ง 10 ปี ก็เลยพลิกเป็นอีกคนนึง  แล้วก็มาเรื่อง  “แสนแสบ”  ก็เอา เอกพันธ์  บันลือฤทธิ์  มาเล่นแล้วก็นางเอกหนังตอนนี้หายไปแล้วนางเอกหนังคนนี้อ่ะ ก็สวยดี แล้วก็มา  “รักติดลบ”  ได้มยุรา เล่นหลายเรื่อง แล้วก็  “ลานภุมรา” เรื่องสุดท้ายที่ทำที่ช่อง 3 ก็  “บุษบาท่าเรือ”  ที่  ทูน หิรัญทรัพย์  เป็นพระเอก คู่กับ วรรณิศา ศรีวิเชียร  แล้วพี่ก็มีงานค้างที่ช่อง 3 เรื่อง “นายขนมต้ม” พี่จะเป็นคนลงทุนที่จะให้เค้าค้นคว้า แล้วเขียนเรื่องขึ้นมาใหม่ จากประวัติศาสตร์มาเป็นนายขนมต้ม แล้วพี่ก็ไม่ได้ทำ   พี่จ้างคุณหน่อยเขียน   ไปค้นเรื่อง  แล้วก็เขียนขึ้นมาแล้ว  คุณประชา ที่ช่อง3  ก็โอเคตั้งแต่มาเสนอพล็อตแล้ว  ตอนหลังพี่ยังไงไม่รู้พี่เบื่อจะทำละคร  ก็เลยไปทำอย่างอื่น  งานเลยค้างไว้   ต่อมาพี่ก็ไปพม่า จะไปถ่ายที่พม่า  จะไปดูพระราชวังมัณฑะเลย์  กลับมาอ้าว...ช่อง 7  เอาไปทำแล้ว  คือคุณหน่อยเค้าเห็นว่าพี่ช้าเค้าก็เอาไปขายช่อง 7 “
ที่สมรักษ์เป็นพระเอก
   “ค่ะ   คือพี่เห็นว่า “นายขนมต้ม”  มันขาดส่วนที่เป็นพม่าไง   พี่ก็ไปดูพระราชวัง  แล้วพี่ขออนุญาติถ่ายไว้แล้วด้วย กลับมา อ้าว... สมรักษ์เป็นพระเอก   เราก็แบบรีเสิร์ชฟรี   เราก็เลยไปพม่าต่อ  แล้วพี่ก็เลยมาคิดว่า  ถ้าพี่จะทำหนังแบบไปเอาตังค์สหมงคลฯ  หรือ  เสี่ยเจียง  หรือพวกพวกไฟท์สตาร์เนี่ยะ  คือที่เราทำมาเราไม่เคยได้อะไร   มันไม่เคยได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจ    จนหนังพี่ไปฉายที่ช่อง 7 หรือ ทรู   มีคนบอกเนี่ยะคนเค้าเจอบอก “เมืองในหมอก”  ก็ฉายอีก “ไผ่แดง”  ฉายซ้ำที่ช่อง 3 ตั้ง 7-8 ครั้ง   ปรากฏว่าในระบบเก่าที่เราเซ็นต์กันไว้   พี่ไม่มีผลประโยชน์อะไร  รวมทั้งเป็นซีดีอะไรอย่างนี้นะค่ะ   พอตอนหลังตลาดโลกมันเปิด  คือตอนทำ “ไผ่แดง”  เราจะไปตลาดโลกแล้วมันไปไม่ได้  เพราะว่าช่วงนั้นมันเป็นช่วงที่เราคิดเร็วไป  คือบริษัทเราจะคิดเร็ว  เช่นบริษัทเราจะไปต่างประเทศไปเมืองนอกตั้งแต่  “ไผ่แดง”  เราทำซับไตเติ้ล  และเราทำฟิล์มนัวร์ ตั้งแต่  “เมืองในหมอก”  เราเป็นหนังเซอร์เรียลมาก  ซึ่งถ้าพี่ทำในสมัยนี้  พี่อาจจะได้ไปถึงเมืองคานส์  แต่พี่ทำเร็วเกินไปไม่มีใครรู้เรื่อง”
      “แต่ว่าหนังของบริษัทมันก็กลายเป็นหนังที่นักศึกษารุ่นใหม่เค้าจะเอามาเรียนว่า  ยุคหนึ่งมีคนทำหนังเมื่อ 30 ปีอ่ะ  มันบ้ามากเลย   มันทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ๆ   แล้วพอดีช่วงหลังพี่จะคิดกรอบงานของพี่ว่าหนังของพี่จะเป็นกรอบอาเชี่ยน  เช่น  ไทย-พม่า, ไทย-ลาว, ไทย-เขมร, ไทย-เวียดนาม  พี่คิดกรอบนี้เพราะพี่มองไปข้างหน้าว่า  อาเชี่ยนมันต้องเปิด   ถ้าเราจะคลุกอยู่กับประเทศไทย  เราก็จะต้องต่อสู้กับคนทำหนังไทย ซึ่งมันมีอยู่เยอะแล้ว  พี่ก็เลยไปหาจุดเด่นของพี่   พี่ก็เลยไปล่าตระเวนตามต่างประเทศ  ไปศึกษาค้นคว้า  แล้วพี่ก็ทำพล็อตเรื่องเกี่ยวกับพม่ามา 4 เรื่อง  ลาวเรื่องนึง  เขมรเรื่องนึง เวียดนามเรื่องนึง  แต่พี่จะเริ่มที่พม่าก่อน  ของพม่านี่เตรียมไว้ 4 เรื่อง  คุณอาจจะไม่เคยได้ยิน   แล้วในแพ็คนี้มันจะมีเมืองในหมอก  เนื่องจากว่าตอนที่พี่ทำ  “เมืองในหมอก”  พี่ไปแม่ฮ่องสอน  ไปแต่งนั่นใหม่  แต่ว่าจริงๆ ตอนทำหนัง เกวียนก็หายาก  หมอกก็ต้องเอากากมะพร้าวมาจุดเอง  มันปวดตายังจำได้เลย   เพราะสมัยก่อนไม่มีเครื่องทำหมอก จุดกากมะพร้าวบางทีมันก็ไม่สวย  มันเป็นขยุ้มๆ  เกวียนก็แบบ 2 เล่มนี้หายากมาก”
เกวียนหายากมาเลยหรอ
   “หายากมาก ปรากฏว่าเราไม่ได้ถ่ายแม่ฮ่องสอน เพราะเราไม่สามารถพาดาราไปถ่ายแม่ฮ่องสอนได้  เนื่องจากมันเป็นพันโค้ง  ต้องไปเครื่องบิน  แล้วก็พอพันโค้งอ้วกจะแตก  คงไม่มีดาราคนไหนไป   เราก็ย้ายไปถ่ายที่เมืองกาญจน์   ทุกอย่างมันปลอมหมด   คือสำหรับพี่คนทำหนัง “เมืองในหมอก”  คือเมืองปลอม  สำหรับพี่แล้วเหนื่อยมาก  ตอนหลังพี่ไปตระเวนพม่า  พี่ไปเจอรัฐฉาน  ทะเลสาปอิเล  ซึ่งมันคือเมืองในหมอก  มันมีหมอกทั้งวัน ทั้งเช้าทั้งเย็น แล้วคนก็แต่งตัวแบบในหนังทั้งนั้นเลย  แบบใส่หมวก  แล้วก็พายเรือเท้าเดียว  แล้วก็มีเกวียนเยอะแยะไปหมด มีชนเผ่ามากมาย  มีตลาดน้ำแบบโบราณ  เป็นร้อยๆ พันๆ  ในขณะที่บ้านเรามันมีแบบกว่าจะหาลำสองลำเนี่ยะยาก แล้วเค้าแต่งตัวแบบในหนังเราเลย  พี่บอกเฮ้ย ฉันค้นพบ  “เมืองในหมอก”  แล้วฉันจะต้องทำเมืองในหมอกอีก   แต่เราไม่ทำเรื่องเก่า  พี่ก็จะทำเป็นเรื่องใหม่  แต่ชื่อเดิมว่า “เมืองในหมอก”   แต่เนื้อหาพี่ก็จะเอาที่แม่ฮ่องสอน เพราะแม่ฮ่องสอนกับไทยใหญ่มันเป็นชานสเตจ  เหมือนกันเราก็จะเริ่มเรื่องที่แม่ฮ่องสอน  มีเหตุการณ์อะไรๆเกิดขึ้นแล้วก็ข้ามไปที่ทะเลสาปอิเล  แล้วตัวพี่ก็จะกลายเป็นรุ่นแม่ไป  ส่วนเด็กรุ่นใหม่เราก็ครีเอทใหม่ว่าใครจะเป็นพระเอกนางเอก”
แค่ชื่อเมืองในหมอก
   “แค่ชื่อ  “เมืองในหมอก”  แล้วอาจจะมีอะไรโยงว่า พี่อาจจะเอานักแสดงเก่าจาก “เมืองในหมอก” เวอร์ชั่นเก่าไปด้วย  อาจจะเอา สีเทา ไป  เอา  พี่สรพงษ์  ไปหน่อยนึง  มีพี่พี่ไปหน่อย  แต่เรื่องไม่เกี่ยวกับเมืองในหมอกนั้น  แต่จะเกี่ยวว่าเราคือ เบื้องหลังกองถ่ายเมืองในหมอก เราคือคนที่เล่นเมืองในหมอก  แล้วด้วยตัวของเรา เราไปเมืองในหมอกอีกเมืองหนึ่ง  ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับเมืองในหมอกที่ฉายอยู่”
คงคอนเซ็ปต์เดิมที่เป็น  ฟิล์มนัวร์ ฆาตกรรม หรือเปล่า
    “ไม่ๆ  อาจจะเป็นนัวร์  แต่ไม่นัวร์ฆาตกรรม  อาจจะเป็นนัวร์แบบอย่างอื่นไป  ตอนนี้อยู่ระหว่างการเตรียมงาน แต่การเซอร์เวย์โลเกชั่นในพม่า การทำอะไรพี่ทำหมดแล้ว”
จะทำกับค่ายไหน
    “คือหาตังค์เองค่ะ  คือไม่ได้ไปเอาตังค์ของค่ายใหญ่  จะเป็นอิสระ  แล้วก็คงจะเน้นออกไปต่างประเทศ เพราะว่าพี่มองว่าประเทศพม่าคนไทยไม่สนใจ  แต่โทษทีทั่วโลกสนใจ”
วางตัวนักแสดงไว้เป็นใคร
     “ดาราตอนนี้ก็อยู่ในช่วงเตรียมบท  ก็คือตัวใหม่ๆ  ก็กำลังหาว่าจะเป็นใครอยู่  บทนี่ก็พี่จะให้กรอบไปแล้ว  ให้รุ่นน้องที่เพาะช่างเขียน  ซึ่งเค้าก็ทำหนังมาก่อน  เค้าเพิ่งเสร็จหนังเรื่อง  “ศิษย์วัดหน้าตั้ง “  เค้าจะเป็นหนังอินดี้อะไรของเค้า  แต่เค้าก็เป็นสไตล์นักเรียนรุ่นน้องที่เรียนเพาะช่าง  แต่เค้าบอกเค้าก็หลงใหลอันนี้นะ   คือถ้าเค้าไม่มี
อินสไปเรชั่นก็ไม่คุยกัน”
พี่จบจากเพาะช่างมา
   “ค่ะ  พี่จบเพาะช่าง  รุ่นพี่ก็จะมี พี่จ้อ นินจา,แล้วก็มา รัชนู ,เพ็ญพร ไพฑูรย์  แล้วก็มา วิโรจน์ ทองชิว  แล้วก็รุ่นน้องคนนี้ชื่อ ด่อง  แต่ที่เขียนเรื่องนี่อยู่ในกรอบพี่  พี่ทำเรื่องนี้ทำ  มีคนมายุให้พี่ทำคือ  พี่คิดเรื่องนี้อยู่ในใจแต่ว่ายังบ้าหนังพม่าอยู่ ก็เลยเปิดเรื่องนี้ก่อน  คือพี่ทำแพ็คพม่า 4 เรื่องเลย  ความตั้งใจของพี่ก็มีคนบอกว่า  ยัยปาริชาติทำไมไม่ทำทีละเรื่อง  พี่บอกฉันศึกษามาเยอะ  อยู่ในวงการมานานรู้อะไรดี  เพราะฉะนั้น  หนึ่งถ้าเราทำเรื่องเดียวมันเป็นการชี้โพรง  แล้วอีกอย่างพม่าทุกวันนี้  มันเดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิด  คือคุณมีสิทธิ์แบล็คลิสต์ได้ทันที   เพราะฉะนั้นพี่มีพล็อตเรื่องอยู่แล้ว 4 เรื่อง  พี่ก็กะว่าขออนุญาติทีเดียว  ถ่ายไปเลย 4 เรื่อง เดือนละเรื่องๆๆ”
กะทำยาวเลย
    “ยาวเลย  อีกอย่างคือพี่มีหุ้นส่วนที่เป็นคนพม่า  เราก็จะมีตัดลิขสิทธิ์หรืออะไรต่างๆให้เขาด้วย   มีการติดต่อไว้เรียบร้อย สามารถเข้าไปถ่ายทำได้ทันที  ช่วงที่ถ่ายทำกะเอาไว้ประมาณเดือน ตุลาคม  เพราะช่วงนั้นหมอกจะสวยมาก”
อีก 3 เรื่องจะเป็นยังไง
   “อีก 3 เรื่องก็มี   “ดอกฟ้าชเวดากอง”  จะมันส์มาก  เป็นเรื่องของแบบว่า  ถ้าคนคิดว่าไปพม่าแล้วจะไปอยู่กับวัดวังอะไรอันนี้มันจะเป็นแค่แบล็คกราวน์  พี่ทำเรื่อง  รถไฟสายไฮสปีดเทรน  ก็จะเป็นฟิวเจอร์ของรัฐบาลพม่ากับจีน ตอนนี้ไม่มีหรอก  เราต้องซีจีเอา  แต่คนดูจะต้องช็อค  รถไฟมันวิ่งผ่าแม่น้ำอิระวดี  ผ่าพุกาม ผ่าอะไรมาโผล่ย่างกุ้ง มันยังไม่มี  แต่ผู้คนทั่วไปมักจะคิดว่า  ถ้าถ่ายที่พม่ามันต้องเกี่ยวกับ   อองซานซูจี  หรือ ชเวดากอง  ใช่   แต่มันเป็นแค่แบ็คกราวน์  พี่จะทำเรื่องอนาคตของพม่า  ซึ่งในขณะที่บ้านเมืองในเมืองไทยไม่มีใครมาลงทุนหรอก  เพราะมันตีกันอยู่เนี่ยะ  แต่เมืองนอกเค้าไปลงทุนลาว  ลาวกลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการคมนาคม  พม่าเปิด  พม่ากับไทยทำเรื่องไฮสปีดเทรนกับจีน  จากคุนหมิงตัดลงมาที่ทวาย  ในเรื่องนี้พี่จะรู้  มันยังไม่มีแต่เราทำอนาคตไป 10 ปี มันก็อาจเป็นอะไรที่ช็อคคนดู“
ใช้คำว่า  หนังในกรอบอาเชี่ยน
“ใช้คำว่า  “หนังในกรอบอาเชี่ยน”  เพราะว่าประเทศเรามันชอบตีกับประเทศเพื่อนบ้าน  แล้วอนาคตของอาเชี่ยนคือการเป็นประชาคมอาเชี่ยน  คือเราต้องรักกัน  เปิดพรมแดนทำมาหากินกัน   เพราะฉะนั้นหนังจะเป็นอะไรที่เชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้  คือพี่คิดไปไกลกว่าคนอื่น  พี่ก็หมกมุ่นทำงานของพี่ไม่ยุ่งกับที่นี่”