ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมไฟฟ้า-แพทย์ยันคลื่นเสาส่งสัญญาณไม่มีอันตราย!

      ปัจจุบัน “โลกไร้พรมแดน” ไม่ใช่เรื่องในจินตนาการอีกต่อไป เทคโนโลยีทางการสื่อสารไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์  โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ มือถือ แท๊ปเล็ต ต่างก็เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตมนุษย์

      โทรศัพท์มือถือ ได้ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากเมื่อก่อนจะใช้ได้เฉพาะติดต่อสื่อสารกันเท่านั้น แต่ขณะนี้ เพียงแค่มี โทรศัพท์มือถือ ที่พอจะมีประสิทธิ์ภาพในการรองรับการเชื่อมต่อก็สามารถเข้าสู่โลก ไซเบอร์ได้อย่างง่ายดาย

      ชีวิตในโลกไซเบอร์ ทุกคนล้วนมีสถานะอิสระ ได้เป็นเท่าที่ตัวเองต้องการ และอยู่บนพื้นฐานที่มีทั้งความเป็นจริง และ ณ เวลานี้ เหมือนชีวิตประจำวันได้เชื่อมโยงกับไซเบอร์จนแทบจะแยกกันไม่ออก สื่อและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก้าวเข้ามาสู่ชีวิต เปรียบเสมือนเส้นสายใยระหว่างผู้คน เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมโลก เพียงแค่สร้างบล็อกก็เท่ากับได้เข้าไปยังโลกของผู้คนนับล้าน ๆ อย่างรวดเร็ว

       ซึ่งในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือยังสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก และ ง่ายดาย โดยผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง 3G หรือ Wi-Fi ซึ่งในบางพื้นที่ในประเทศไทยตอนนี้มีเปิดให้ใช้สัญญาณ 3.5 G และ 4G แล้ว

      ด้วยความสำคัญดังกล่าว ทำให้ภาครัฐส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจัง แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้ประชาชนบางส่วนยังไม่เข้าใจระบบการทำงานของเทคโนโลยี โดยเฉพาะกรณีของการส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ซึ่งวิตกกังวลกันว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

         เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ทีมข่าวได้สัมภาษณ์พิเศษผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชย ไทยเจียมอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรช” ในฐานะกรรมการสมาคมวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อกรณีดังกล่าว

         ก่อนที่ตอบคำถามคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาหรือสถานีรับส่งสัญญาณโทรศัพท์มีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชย ไทยเจียม อธิบายถึงการทำงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้ฟังว่า คลื่นของแม่เหล็กไฟฟ้าในปัจจุบันมีอยู่ 2 ชนิด คือ คลื่นไฟฟ้ากับคลื่นแม่เหล็ก รวมกันกลายเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

        ตัวของคลื่นไฟฟ้าเกิดจากปะจุไฟฟ้า ปะจุไฟฟ้าทำให้เกิด สนามไฟฟ้า ตัวของกระแสไฟฟ้าทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก แต่โดยธรรมชาติกระแสไฟฟ้าจะเกิดขึ้นได้ต้องมีปะจุไฟฟ้าเคลื่อนที่  ดังนั้น สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กนั้นมาพร้อม ๆ กัน

        ในทางทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีอยู่ 2 ประเภท คือ กลุ่มนอนไอโอไนท์ หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานต่ำ (Non-ionizing radiation) ไม่ก่อให้สัญญาณ WI-FI เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สายจัดอยู่ในกลุ่มประเภทนี้ ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่มีผลกระทบในเชิงความร้อนเท่านั้น โดยองค์กรอานามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประเภทนี้อยู่ในกลุ่ม 2B ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับ แสงแดด UV

        ส่วนกลุ่มไอโอไนท์ หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูง (Lonizing radiation) เป็นคลื่นที่ทำให้อะตอมเกิดการแตกตัวเป็นไอออน มีผลต่อการแตกอนุภาคอิเล็กตรอนออกไปกลายเป็นอนุมูลอิสระได้ เปลี่ยน ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง เช่ง รังสีแกมมา รังสีเอ็กซ์ เป็นต้น

       กรณีที่ชาวบ้านมีความวิตกกังวลว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาสัญญาณมือถือจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่นั้น ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บริษัทเมืองไทยเราซื้ออุปกรณ์ส่งสัญญาณมาจากฝรั่ง ไม่ได้ผลิตเอง 

       ดังนั้น ต้องมีมาตรฐานของ WHO ก่อนที่จะนำเข้ามาในประเทศไทย ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบต่าง ๆ โดยเฉพาะจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งกำกับดูแลรับผิดชอบโดยตรง การที่เราจะส่งสัญญาณเกินมาตรฐานที่จะก่อให้เกิดอันตราจต่อสุขสภาพจึงไม่สามารถทำได้

      ส่วนที่กังวลว่า เราอยู่ใกล้ ๆ กับเสาสัญญาณโทรศัพท์ทุกวันมีอันตรายนั้น เท่าที่ผมประสบมาก็มีคนถาม เพราะเขาไม่รู้จริง ความไม่รู้ก็ทำให้คิดไปต่าง ๆ นา ๆ

       มีคนถามถึงขั้นว่า ขนาดเอาไก่ไปใส่ตู้ไมโครเวฟยังสุกแล้ว เสาสัญญาณโทรศัพท์มาอยู่ข้างบ้านฉัน จะไม่สุกเหมือนไก่หรือ? ซึ่งความถี่ย่านนี้เป็นความถี่ย่านเดียวกัน คำตอบคือ ใช่ เป็นความถี่ย่านเดียวกัน แต่กำลังส่งต่างกันลิปลับ ไม่ได้เป็นในกำลังส่งเดียวกัน ฉะนั้น เรื่องของผลโทโมเอฟเฟ็คไม่ได้มีเท่ากำลังส่งสูง ๆ เท่ากับตู้ไมโคเวฟ

       และมีคำถามอีกว่า แล้วระบบ 2G ที่ปรับมาเป็น 3G ในปัจจุบัน และ 4G ในอนาคตคลื่นสัญญาณเหล่านี้จะไม่แรงไปกว่าเดิมหรือ?

       ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชย ไทยเจียม อธิบายว่า สถานีฐานทำหน้าที่เหมือนสถานีทวนสัญญาณ ถ้าเรามีโทรศัพท์ที่เขียนว่าส่งได้ 2 วัตต์ เมื่อกดจะส่งด้วยแม็คซีมันพาวเวอร์ 2 วัตต์ เพื่อจะไปหาว่า สถานที่ฐานไหนอยู่ใกล้ ๆ สุด พออยู่ใกล้สุดก็ไปคุยสถานีฐานตัวนั้น ก็จะทำการทวนสัญญาณแล้วก็ส่งไปเรื่อย ๆ ที่สถานีปลายทางเช่น ส่งไปที่เชียงใหม่  ตัวโทรศัพท์มือถือเมื่อส่งสัญญาณติดแล้ว 2 วัตต์ เขาจะมีตัวคอลโทลควบคุมว่า 2 วัตต์นั้น ส่งมากไปไม่มีความจำเป็นก็จะด็อปพาวเวอร์ลง บางที่น้อยลงมาก ๆ เพื่อเซฟแบตเตอรี่ เพราะระยะที่อยู่ใกล้กับสถานีฐานเหมาะสมไม่ได้ไกลมาก

        ประเด็นนี้ ผมมองว่า คนไม่รู้ก็คิดกังวลใจว่า ตัวสถานีฐานนั้น มันจะมีกำลังสูง แต่คุณไม่เคยคิดเลยว่า โทรศัพท์มือถือที่คุณแนบหูนั้น มีกำลังส่งสูงกว่าเสาสัญญาณที่อยู่ด้านบน เพราะคุณไม่ได้ไปอยู่ติดแนบหูจากตัวบนเสาสัญญาณ แต่เวลาคุณโทร คุณยกโทรศัพท์แนบหู ตรงนี้อันตรายมากกว่า

        ผมแนะนำว่า อย่าทำแบบนั้น หากต้องโทรศัพท์ ควรกดโทรก่อนแล้วพอต้นสายรับ ค่อยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพราะตอนที่โทรนั้น พอติดปุ๊บ คือ สถานีที่ใกล้อยู่คุณก็จะส่งกำลังส่งกลับมา เมื่อสัญญาณติดคลื่นสัญญาณก็จะน้อยลง  และหากคุยนาน ๆ เกิดอาการร้อนขึ้นมาก็ควรรีบหยุดเปลี่ยนพฤติกรรมการโทร

        ผมอธิบายเพิ่มเติมคือ คลื่นวิทยุ FM มีสัญญาณที่ส่งจากสถานีส่งกำลัง 100 กิโลวัตต์  ตู้ไมโคเวฟมีสัญญาณส่ง 1 กิโลวัตต์ วิทยุสมัครเล่น มีสัญญาณส่ง 100 วัตต์  โทรศัพท์มือถือมีสัญญาณส่ง 2 วัตต์ ซึ่งว่าไปแล้วทั้งหมดเหล่านี้แรงกว่า “เสาสัญญาณ”

       แต่คนกลับไปสนใจและกลัวมากกว่าโทรศัพท์มือถือ และบางคนกลัวว่า ทำไม เสาส่งสัญญาณมันใหญ่โตเหลือเกิน  ผมบอกเลยว่า ที่มันใหญ่โตก็คือ เขาต้องการให้มันแข็งแรง แต่จริง ๆ แล้วตัวส่งสัญญาณนั้น ไม่ใช่ฐาน มันคือ สายอากาศข้างบน บนยอดนิดเดียว

       ผมกลับเห็นว่า เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ ยิ่งสูงยิ่งดี  ยิ่งใหญ่ยิ่งดี” เพื่อที่มันจะได้อยู่ไกลจากตัวท่าน

       เมื่อถามว่า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นสัญญาณมีข้อแนะนำอย่างไรเกี่ยวกับความกังวลต่าง ๆ ของชาวบ้านในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ!!

       ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชย ไทยเจียม กล่าวว่า ทางทีมวิจัยที่มีแพทย์ในทีมของผมได้อ่านหนังสือตำราจากหลาย ๆประเทศกว่า 260 บทความ นำมาสรุปว่า ประเด็นที่เขากังวลกันนั้น มีประเด็นต่าง ๆ  อาทิ ปวดศีรษะ อารมณ์ฉุนเฉียว คลื่นใส้ ปัญหาการมองเห็นลดลง มะเร็งเนื้องอกในสมอง เด็กมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว และเกิดผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เป็นต้น

      ในเบื้องต้นกรณีมีผู้ที่เคยปวดศีรษะมาปรึกษา เขาบอกว่า ปวดจริง ๆ ผมฟังแล้วก็เห็นใจ เมื่อพูดคุยซักถามเพื่อจะหาคำตอบว่าแท้จริงเกิดจากอะไร เพราะว่าโดยจริง ๆ แล้วไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น

       ผมพยายามจะคิดว่า ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ซึ่งต่างประเทศก็มีคนกลุ่มนี้ และมีการนำมาพิสูจน์กันเลย ผลที่เกิดขึ้นเกิดจากตัวแปรที่มากหรือน้อยเรียนกว่า “SAR”  ซึ่งของคนเราไม่เท่ากัน เช่นปล่อยคลื่นไฟฟ้าไปที่ไม้ ไม้อาจจะดูดพลังงานได้ค่าหนึ่ง ส่งผ่านแก้วได้ค่าหนึ่ง

       เมื่อนำคนกลุ่มนี้มาทำการศึกษาทำการเปิดเครื่องส่งสัญญาณ ถามว่า ปวดหัวไหม บอกว่าปวด พอปิดเครื่องบอกว่าปวดหัวไหม บอกว่า ไม่ปวด และเปิดเครื่องอีกครั้งแล้วถามว่า ปวดไหม บอกว่า ปวด ขณะที่ครั้งที่ 3 นั้น นักวิจัยไม่ได้เปิดเครื่องอย่างที่บอก คือเมื่อปิดสัญญาณบอกว่า เปิดสัญญาณ และเมื่อปิดสัญญาณบอกว่า เปิด!!! ปรากฏว่า ผู้ที่ทดลองตอบอีกอย่าง ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่านั่นคื อจินตนาการไปเองหรือเปล่า

      สำหรับที่หวดกลัวกันมาก ๆ คือ กรณีที่ก่อมะเร็งในสมองนั้น ที่ผ่านมาการวิจัยนั้นส่งผลอาจจะเป็นไปได้ แต่ผลวิจัยออกมานั้นมาจากโทรศัพท์มือถือมากว่า ไม่ใช่เกิดจากสถานีฐาน ทุกคนไปกังวลที่สถานีฐานหมด

      ในความเป็นจริงนั้น ถ้าบริเวณใดสัญญาณไม่มีหรือว่า สัญญาณอับ แปลว่า คุณอยู่ไกลสถานีฐานบริเวณนั้น ผมไม่แนะนำให้คุณใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะว่ามันจะส่งสัญญาณ 2 วัตต์ตลอดเวลา  พอสัญญานส่ง 2 วัตต์และเอามาแนบหูคือ 2 วัตต์เพราะมันต้องส่งเต็มที่ และคลื่นนั้นขึ้น ๆ ลง ๆ วูบ ๆ แต่สถานีฐานนั้นส่งด้วยกำลังคงที่ ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ และผมแนะนำว่า ถ้าสัญญาณโทรศัพท์ที่เรามองเห็น ขึ้นขีดเดียวหรือน้อยมาก ไม่ควรโทรอย่างยิ่ง

       กรณีที่กังวลกันว่า สัญญาณอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชย ไทยเจียม วิเคราะห์ไว้น่าสนใจว่า จากงานวิจัยที่ได้ทำมานั้น เมื่อแม่เหล็กไฟฟ้าจะเดินทางผ่านนั้นขึ้นอยู่กับวัสดุ วัสดุไหนจะเดินทางผ่านได้มากได้น้อยและขึ้นอยู่กับย่านความถี่ ซึ่งกลายเป็นว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต้องเดินผ่านพุงของ“แม่เด็ก” ซึ่งจะช่วยดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ยิ่งถ้าแม่เด็กอ้วน ๆ นั่นคือ ผนังกั้นที่ท้องก็จะดูดกลืนคลื่นไปหมดไม่ถึงลูก

       "ผมมองว่า เด็กอยู่ในท้องปลอดภัยกว่าเด็กคลอดออกมาแล้ว เพราะไม่มีผนังท้องแม่ป้องกันคลื่น ซึ่งสิ่งนี้ผมพยายามเตือนเสมอว่า เวลาที่คุณคลอดลูกออกมาแล้ว อย่าเอาโทรศัพท์มือถือไปวางใกล้ ๆ ลูก เพราะเด็กนั้นกะโหลกบาง ไม่มีอะไรปกป้อง  ฉะนั้นควรเอาไว้ไกล ๆ เกิน 20 เซ็นติเมตร หากอยากโทรศัพท์ให้เดินออกไปโทรห่างจากลูก"

       การใช้โทรศัพท์ที่ปลอดภัยนั้น อย่าลืมว่าคลื่นเป็นกลุ่มนอนไอโอไนท์คือ กลุ่มความร้อน เมื่อแนบกับหูนาน ๆ ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อระบบสมองให้เปลี่ยนพฤติกรรม และไม่ควรเล่นแชทหรือโทรศัพท์ในขณะขับรถ เพราะอาจเกิดความเครียด เนื่องจากจดจ่ออยู่กับตรงนั้น  ส่วนโรคต่าง ๆ อย่างเช่น อารมณ์ฉุนเฉียว ซึมเศร้า คลื่นไส้ สิ่งเหล่านี้ก็เกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้เป็นหลัก

       ในท้ายที่สุดนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญไชย ไทยเจียม กล่าวย้ำว่า ตัวของโทรศัพท์ไม่ได้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่สิ่งที่จะเสี่ยงคือ แบตเตอรี่ ซึ่งบางชนิดไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งสัญญาณโทรศัพท์นั้น มีผลแน่ ๆ ต่อสุขภาพถ้าส่งเกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต้องไปดูเรื่องของมาตรฐานในการรับ-ส่งสัญญาณว่า ของไทยได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งต้องถาม กสทช.และหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า ได้ตรวจสอบดูแลอย่างไร แค่ไหน

       อย่างไรก็ดี ในมุมเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพนั้น ศ.นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ยืนยันว่า จากการทำวิจัยเกี่ยวกับระบบสัญญาณโทรศัพท์มือถือพบว่าเกือบ 100% ไม่มีอันตราย เพราะสิ่งที่มีการพัฒนาเกี่ยวกับอิเล็คทรอนิคและเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้กันอยู่ผ่านการตรวจสอบมาแล้ว มีมาตรการการตรวจสอบของเขาอยู่แล้ว จะทำให้ไม่เกิดอันตรายอย่างใด เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นโรงงานได้ กว่าจะผ่านแล็ปมาเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรม มีกระบวนการควบคุมคอลิตี้ คอนโซลหรือการควบคุมคุณภาพดีอยู่แล้ว และมีเซฟตี้หรือระบบป้องกันซึ่งถือเป็นมาตรฐานของโลก

       หลายคนคงปฎิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญ และเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะซื้อของ ติดต่อสื่อสาร จองตั๋วหนัง สั่งดอกไม้หรือแม้แต่การจัดการกับบัญชีในธนาคารของคุณ สิ่งที่กล่าวมานี้ โทรศัพท์มือถือสามารถทำให้ได้ทั้งหมด แค่ กด กด กด แล้วก็กด เพียงเท่านี้ คุณสามารถทำสิ่งที่ต้องการได้สมปรารถนา

      แน่นอนโลกของการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีมีคุณประโยชน์มากมหาศาลก็จริง แต่หากนำมาใช้ไม่ถูกทางก็ก่อให้เกิดมหันตภัยร้ายแรงเช่นกัน ดังนั้น  การดำเนินชีวิตภายใต้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับตัวเราเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนด

    สิ่งสำคัญที่สุด....เราจะต้องเรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง และต้องก้าวให้ทัน !!!

*******************