Syndicate content facebook Syndicate content Log In
  พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ต้นแบบ “คนอยู่ร่วมกับป่า” หมดปัญหาช้างทะเลาะคน

พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ต้นแบบ “คนอยู่ร่วมกับป่า” หมดปัญหาช้างทะเลาะคน

การตายของช้างป่า 3 ตัว ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด (ภาคตะวันออก) และการตายของช้างป่า 2 ตัว จากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นการล้มดังๆ ที่แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ผลลัพธ์ยังคงเดิมคือ “การสังเวยชีวิตของช้างป่า” ที่ในวันนี้ การออกไปหาอาหารในบ้านของตัวเอง กลับแปรเปลี่ยนเป็นการ “บุกรุก”

 

 

     เหตุการณ์ดังกล่าวคล้ายเป็นสัญญาณเตือนให้คนหันมาให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาของการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คนกับช้าง” ได้เป็นอย่างดี

     พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง และสระแก้ว เดิมเรียกว่า ป่าพนมสารคาม นับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีช้างป่าจำนวนมากถึง 237 ตัว บนพื้นที่ประมาณ 1,470,000 ไร่ (ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าพื้นที่ป่าสามารถรองรับได้เพียง 170 ตัว) ทำให้มีช้างป่า ออกไปหากินนอกพื้นที่ป่าและทำร้ายชาวบ้านเป็นประจำ อีกทั้งมีการตัดถนนเส้นตรงผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน สายหลัก 3259 (หนองคอก-คลองหาด) ที่มีรถวิ่งเฉลี่ย 1,141 คันต่อวัน เกิดอุบัติเหตุทำให้ช้างตาย 3 ตัว เจ็บ 3 ตัว

      แต่ปัจจุบันปัญหาระหว่างคนกับช้าง ทั้งในรูปแบบช้างกับการกินผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน และปัญหาการอุบัติเหตุรถชนช้างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดได้หมดไป เราจะไปติดตามกันว่า เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

บุญธรรม จันทรา

 

     นายบุญธรรม จันทรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลห้วยทับมอญ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง เป็นหนึ่งในประชาชนในพื้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ พวาพลู อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง เล่าถึงการแก้ปัญหาของชาวบ้านในพื้นว่า ในช่วงแรกชาวบ้านมีใช้วิธีป้องกันช้างป่าโดยการใช้ลวดไฟฟ้า เนื่องจากไปดูงานที่ป่ากุยบุรี แต่เมื่อนำมาใช้ก็เกิดเหตุการณ์คนโดนไฟฟ้าช็อต เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการ ดังนั้น ชาวบ้านจึงเลิกล้มวิธีการนี้ แล้วจึงหารือกันใหม่ และได้บทสรุปโดยการไม่ปลูกผลไม้ที่ช้างป่าชอบ

     “เมื่อก่อนชาวบ้านปลูกขนุนเยอะ และช้างจะชอบมาก แต่ปัจจุบันเราจะไม่ปลูก แต่ถ้าใครปลูกก็ต้องดูแลเอง แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านร้อยละ 80 ก็เลิกปลูกขนุนเพราะไม่อยากประสบปัญหา โดยเปลี่ยนมาปลูกยางพาราแทน และมีการปลูกผลไม้ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์คือ เงาะและทุเรียน ซึ่งในตอนนี้หมู่บ้านของผมตอนนี้มีคนนอกพื้นที่มาปลูกผลไม้เพียงแค่ 2 เจ้าเท่านั้น เพราะผมจะรณรงค์ไม่ให้คนในหมู่บ้านปลูกของที่เป็นอันตราย เมื่อก่อนก็เคยมีคนปลูกแต่พอเขารู้พิษภัยว่าไม่คุ้มกับการนั่งระวังภัยจากสัตว์ป่า เขาก็เลิกปลูก” ผู้นำผู้บ้านเล่าถึงความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในการแก้ปัญหาช้างป่าลงมากินพืชไร่อย่างคล่องแคล้ว

 

 

     ตลอดเวลาที่เล่าถึงการแก้ปัญหาให้ฟัง ผู้ใหญ่บุญธรรม ย้ำเสมอว่าการแก้ปัญหาระหว่างคนกับช้าง ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในพื้นที่ที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา และไม่เคยกล่าวว่าช้างลงมา “บุกรุก” พื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เนื่องจากผู้ใหญ่บุญธรรมและชาวบ้านตระหนักอยู่เสมอว่าได้อาศัยพื้นที่ป่าในการยังชีพ และเป็นการพึ่งพาอาศัยกันระหว่าง “คน-สัตว์ และธรรมชาติ”

     “ช้างเป็นสัตว์ใหญ่จึงทำให้ชาวบ้านกลัว แต่จะทำยังไงให้ไม่ต้องเจอหน้ากันบ่อยครั้ง คือจะต้องไม่มีอาหารให้เขามากวน อาหารควรจะอยู่ตรงจุดไหน เราควรทำป่าปลูกให้เขา สร้างพื้นที่อาหารให้เขา ส่วนที่ของเรา เราก็จะไม่ปลูกพืชที่เขาต้องการ หากเขามาครั้งที่หนึ่งแล้วเขาไม่เจอ ต่อไปเขาก็จะไม่มาอีก นี่คือการปรับตัวของชาวบ้าน เป็นเหมือนกันจัดโซนให้เขาอยู่ เพราะข้างนอกไม่มีอาหาร เขาก็จะต้องเข้าไปหาอาหารในป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ของเขาอยู่แล้ว” ผู้ใหญ่บ้านคนเดิม กล่าว

 

 

     ก่อนที่ผู้ใหญ่บุญธรรมและชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา เพื่อลดผลกระทบระหว่างคนและสัตว์ป่าได้นั้น พวกเขาได้เข้ารับการอบรมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ ในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า และการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งใน “โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด (ภาคตะวันออก) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่เกิดขึ้นจากพระราชหฤทัยห่วงใยทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

     พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดแห่งนี้ เป็นป่าดงดิบแล้งมีลักษณะที่กึ่งไปทางสังคมพืชของป่าดงดิบชื้น และมีไม้ตะแบกใหญ่ เป็นป่าไม้ที่มีลักษณะเด่นผืนใหญ่ที่ยังคงสภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่ราบต่ำผืนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในประเทศไทย ประกอบด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เนื้อที่ 674,352 ไร่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เนื้อที่ 465,602 ไร่ อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ เนื้อที่ 36,444 ไร่ พื้นที่เขาสิบห้าชั้น 75,000 ไร่ อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง เนื้อที่ 52,300 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติรอบๆ ป่าอนุรักษ์

     ป่าอนุรักษ์ผืนนี้เป็นพื้นที่ป่ารอยเชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นจึงมีความหลากหลายทางชีวภาพมากมายและพิเศษกว่าป่าอื่นในภาคตะวันออกของประเทศ ตลอดจนเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำประแสร์ ทำให้ราษฎร 5 จังหวัด มีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอมาโดยตลอด

 

 

     เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2536 สำนักราชเลขาธิการมีหนังสือแจ้งกรมป่าไม้ว่า สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริที่จะให้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและรักษาสภาพแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร โดยเฉพาะราษฎรในชุมชนที่อพยพจากป่าชุมชนที่อาศัยอยู่ติดแนวเขตป่าอนุรักษ์ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และทรงรับโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภาคตะวันออก ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากนี้ยังมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการป่ารอยต่อ 5 จังหวัด (ภาคตะวันออก) ในอีกหลายโอกาส

     หลังจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงร่วมกันดำเนินงานเพื่อสนองแนวพระราชดำริ โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า การอพยพประชาชนในพื้นที่ และด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรที่อาศัยอยู่พื้นที่ป่ากันชน

     สำหรับ การอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ภายหลังจากการอพยพราษฎรออกมาจากป่า ทางโครงการฯ ได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ราษฎรที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่ป่า โดยยึดแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ว่า

     “คนและป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”

 

 

     โดยการส่งเสริมอาชีพต่างๆ ให้แก่ราษฎรเพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการให้ความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของผืนป่ารอยต่อ เพื่อให้ราษฎรเกิดความรักและหวงแหนป่าไม้และสัตว์ป่า ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ผืนป่าไว้ด้วย ได้แก่ การเพาะชำกล้าไม้, การปลูกป่า, การทำแนวกันไฟ, การสร้างฝายชะลอน้ำ, การเพิ่มแหล่งอาหารสัตว์ โดยการจัดทำโป่งเทียม เพื่อเป็นการสร้างแหล่งเกลือแร่เสริมให้แก่สัตว์ป่านอกเหนือจากการหากินอาหารในแต่ละวัน และการขุดลอกปรับปรุงแหล่งน้ำของสัตว์ป่า เพื่อเป็นแหล่งน้ำแหล่งอาหารสำหรับสัตว์ป่า

     จากการดำเนินการดังกล่าว ทำให้สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์สัตว์ป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันพบว่า มีสัตว์ป่าจำนวน 562 ชนิด แบ่งเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 122 ชนิด นก 276 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 29 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 88 ชนิด และปลา 41 ชนิด ปัจจุบันกำลังจะสูญพันธุ์ 16 ชนิด ถูกคุกคาม 18 ชนิด แต่ยังมีสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ช้างป่าและวัวแดง

     นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ รองเลขาธิการ กปร. เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงห่วงใยป่าผืนนี้มาก ทรงรับสั่งว่าต้องช่วยกันดูแลรักษาให้เป็นป่าผืนราบของคนทั้งประเทศ ซึ่งมีการดำเนินโครงการสืบเนื่องกันมาเกือบ 20 ปี โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผืนป่าให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ และที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี ซึ่งสำนักงานกปร. มีส่วนในการประสานงานในการร่วมกันแก้ปัญหา ติดตามผล และหารือว่าควรจะดำเนินการต่อไอย่างไร รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่

     “ในการดำเนินงานเรามีข้อตกลงกับชาวบ้านว่าเขาสามารถทำกินในพื้นที่ได้ แต่ต้องไม่มีการบุกรุกเพิ่มอีก ขณะเดียวกันเราก็มองมิติเรื่องการพัฒนาว่าเขาขาดอะไร ขาดความรู้เรื่องการพัฒนาอาชีพ หรือขาดแหล่งน้ำ แล้วเราจึงเสริมโครงการเหล่านี้เข้าไป ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าโครงการอันเนื่องมาจาดพระราชดำริมาช่วยเขาจริงๆ พอช่วยแล้วเขาอยู่ได้ เขาจึงไม่คิดที่จะบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม ไม่ล่าสัตว์ป่าไปขายหรือกิน ผมถือว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนว่าถ้าเราได้ความสำคัญและเข้าใจปัญหาของประชาชนแล้ว เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้” รองเลขาธิการ กปร. กล่าว

 

 

     นายสุเมธ สายทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง กล่าวว่า ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง ประสบความสำเร็จมากด้านการดูแลการจัดการระหว่างคนกับป่า เนื่องจากราษฎรโดยรอบเห็นความสำคัญของพื้นที่ป่า ดังนั้น เขาจึงเข้าเป็นแนวร่วม เช่น เรามีเจ้าหน้าที่แค่ 80 คน ดูแลพื้นที่ป่า 52,800 ไร่ ต้องดูแลงานปราบปราบ งานอนุรักษ์ งานวิจัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ สิ่งที่ทำให้เกิดผลสำเร็จได้เพราะราษฎรโดยรอบช่วยกันดูแล ให้ความสำคัญ เพราะเขารู้ถึงคุณค่าป่าตามแนวพระราชดำริ และสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ ทั้งผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ช่วยกันดูแลเป็นอย่างดี” หัวหน้าอุทยานเขาชะเมา-เขาวง กล่าว

    การแก้ปัญหาระหว่างคนกับช้างภายใต้โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดฯ นับเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วว่าการดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชีนาถ โดยช่วยกันอนุรักษ์และคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่า เมื่อสัตว์ป่ามีแหล่งอาหารที่เพียงพอก็จะไม่มากินผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน

 

รอยเท้าช้าง

 

     เมื่อช้างกินอิ่ม คนนอนหลับ ความสงบสุขก็จะกลับคืนสู่ผืนป่าอีกครั้ง และเมื่อคนพึงตระหนักถึงความสำในการอาศัยอยู่ร่วมกัน ตระหนักถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่มีคุณค่าอนันต์ ไม่นานคำว่า “บุกรุก” ก็คงจะหายไปจากพจนาณุกรมแห่งผืนป่าของประเทศไทย เป็นแน่!

 

พระมหากรุณาธิคุณ / มั่นจิตร ดีลาส