Syndicate content facebook Syndicate content Log In
จากวัดภูมินทร์/ถึงหอศิลป์ริมน่าน

จากวัดภูมินทร์/ถึงหอศิลป์ริมน่าน

เมื่อเอ่ยถึงเมืองน่านเวลานี้ คิดว่าใครหลายๆ คนคงตกหลุมรักเมืองเล็กๆ แห่งนี้เข้าเต็มเปา ด้วยความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเหมือนเมืองอื่นๆ  อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีวิถีชีวิตแบบเดิมๆ เอามากๆ  

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่พิเศษสุดของที่นี่ ที่ทุกๆ คนรู้จักเป็นอย่างดี กับภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อ เล่าเรื่องชาดกตำนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต โด่งดังเข้ามกาลเวลา จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ด้วยภาพวาด “ปู่ม่าน ย่าม่าน กระซิบรัก” ฝีมือ หนานบัวผัน สล่าเมืองน่าน  ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่ทุกคนชื่นชอบ พร้อมยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกแห่งยุคสมัยเลยทีเดียว 

                                                                     

     จุดเริ่มต้นของผลงานดังกล่าวเกิดขึ้น ณ  “วัดภูมินทร์”  ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาโดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ด้วยลักษณะแปลกกว่าวัดอื่น คือ โบสถ์และวิหารเป็นอาคารหลังเดียวกัน ประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายงดงามโดยฝีมือช่างเมืองน่าน นอกจากนี้ฝาผนังยังแสดงถึงชีวิต และวัฒนธรรมของยุดสมัยที่ผ่านมาอีกด้วย

     โดยเฉพาะพระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน เป็นทรงจัตุรมุขดังกล่าว ทางกรมศิลปากร ได้สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถจัตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย มีจุดเด่นตรงนาคนาคสะดุ้งขนาดใหญ่ แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางลำตัว ตรงใจกลางพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์ ประทับนั้งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตู ทั้งสี่ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ถือเป็นความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ที่ไม่เหมือนใคร และเป็นหนึ่งเดียวในเมืองไทย

     ขณะที่ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อ ที่เล่าเรื่องชาดก ตำนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีตที่มีอายุกว่า 400 ปี ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี  จึงทำให้จิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงได้ถูกเขียนขึ้นในช่วงดังกล่าวนี้เอง

     สำหรับภาพจิตรกรรมหรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนา แต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพเช่น ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วง ของชาวไทลื้อ พ่อแม่ จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ ขณะหญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” หากสาวเจ้าตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกว่า “เอาคำ ไปป่องกั๋น” หรือเป็นทองแผ่นเดียวกัน 

     อีกทั้งยังมีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน หญิงสาวกำลังทอผ้าด้วยกี่พื้นเมือง นอกชานมีเรือนเล็กๆตั้งหม้อน้ำดินเผาที่เรียกว่า “ร้านน้ำ” ส่วนชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจวหรือทรงมหาดไทย แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมืองน่าน ภาพชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาเมืองน่านช่วงรัชกาลที่ 5 ทรงผม และเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรปขณะนั้น

     หรืออาจจะเป็นการค้าขายแลกเปลี่ยนในชุมชน ภาพชาวพื้นเมือง ซึ่งอาจเป็นชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าบนศรีษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคนเมือง และ “ภาพปู่ม่าน ย่าม่าน ภาพที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์ ด้วยมีการใช้สีแดง ฟ้าดำ น้ำตาลเข้มเป็นปื้นใหญ่ๆ คล้ายภาพสมัยใหม่ !!!

     ไม่แปลกใจนัก ??? ถ้าบางคนอาจจะมีความคิดที่เปลี่ยนไปยามที่มีโอกาสเดินทางมาสัมผัสธรรมชาติ และวัฒนธรรมของเมืองแห่งนี้ เพราะวันที่เราไปเยือนคำ 2 คำที่ผุดขึ้นมาในสมอง เมื่อเดินชื่นชมผลงานศิลปะของชาวเมืองน่าน นั้นก็คือเราสัมผัสได้ถึงความพอพียง และเพียงพอ ทุกอณูของภาพที่เห็น จนมันอิ่มเอมอยู่ในใจจนแทบล้นทะลัก !

                                                                   

     แต่แล้ว  "หอศิลป์ริมน่าน" ที่เราต้องขับรถออกไปทางตอนเหนือของตัวเมือง ตามเส้นทาง อำเภอวังผา และ อำเภอปัว ตรงกม.ที่ 20 ก็ตอบโจทย์ทุกอย่างได้อย่างลงตัว ด้วยจุดหมายปลายทางที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจ และวิสัยทัศน์ของ ศิลปินผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทย ชื่อ  วินัย  ปราบริปู   นักจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่คร่ำหวอดอยู่ในงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง และใช้ชีวิตคลุกคลีกับวงการศิลปะอยู่ในกรุงเทพฯ กว่า25 ปี  ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายก่อตั้งหอศิลป์เล็กๆ ริมแม่น้ำน่าน เผยแพร่งานศิลปะร่วมสมัย และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะแห่งหนึ่งที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ  ผลงานภาพจิตรกรรมที่คัดลอกมาจากฝาผนังวัดภูมินทร์ ที่นับวันจะเลือนหายไปตามกาลเวลา

                                                                    

     ซึ่งภาพที่ที่ปรากฏอยู่ในหอศิลป์ มักเเป็นภาพเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวทางด้านพุทธศาสนา สภาพสังคม ความเป็นอยู่ของผู้คนชาวน่านในนสมัยนั้น หรือคนไทลื้อ และที่ขาดไม่ได้ คือ ภาพจิตรกรรมที่เลื่องชื่อ “ปู่ม่าน-ย่าม่าน” ที่แอบกระซิบรักจนได้ฉายาว่า กระซิบรักบันลือโลก  กลายเป็นภาพยอดนิยมที่เหล่าศิลปินสมัยใหม่ได้พยายามยึดแนวทางภาพจากศิลปินดั้งเดิมที่ชื่อว่า หนานบัวผัน ผู้บรรจงวาดภาพเดังกล่าวมาร่วมร้อยๆ ปี ซึ่งถ้าใคนมีโอกาสเดินทางไปตามเส้นทางน่าน -อำเภอวังผาสามารถแวะเที่ยวชมได้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 17.00 น. ปิดทุกวันพุธ เสียค่าเข้าใช้บริการเพีนงคนละ 20 บาทเท่านั้น ทุกคนก็จะได้ดื่มด่ำธรรมชาติ เคล้าเรื่องราวทางศิลปะกันอย่างเต็มอิ่ม 

                                                                    

     สิ้นสุดการเดินทางในเมืองเก่าริมน้ำน่าน ยามที่พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าตรงเหลี่ยมเขาสูง ดูสวยงามจับตา ความเงียบสงบเวลานี้ฉุดให้ความรู้สึกของบางคนนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะปล่อยใจให้ดื่มด่ำกับความสุขที่ได้รับอย่างเต็มอิ่ม สำหรับผู้ที่สนใจเส้นทางดังกล่าวติดต่อสอบถาม ททท.สำนักงานแพร่ โทร.0- 5452- 1118, 0- 5452- 1127 หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลท่องเที่ยวได้ที่ email: siamrath_travel@hotmail.com โทร.0-2622-1819 ต่อ 353,354 
 

                                                                                             วาทินี ห้วยแสน   เรื่อง/ภาพ