Syndicate content facebook Syndicate content Log In

ตำนานมะโรง มหาวงศ์ พงศาวดารเมืองไทรบุรี

     ตำนานมะโรง มหาวงศ์ (หรือมหาวังศา) คือตำนานประวัติเมืองไทรบุรี หรือ เคดาห์ (กฏาหะ  หรือ เกดาหฺ)    ภาษามลายูมีหลายสำนวน   แต่ฉบับภาษาอังกฤษที่แพร่หลายที่สุดคือฉบับแปลโดย กัปตัน เจมส์ โลว์ (Lieutenant Colonel  James Low)  ชาวอังกฤษผู้ที่สนิทสนมกับสุลต่านไทรบุรี  และมีส่วนสำคัญทำให้อังกฤษได้เกาะหมาก (ปีนัง)ไป
 
     ตำนานประวัติเมืองไทรบุรีภาษาไทย  คือ “พงศาวดารเมืองไทรบุรี” ฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน   ซึ่งจัดพิมพ์อยู่ในชุดประชุมพงศาวดารภาคที่ 2   นั้น    มีเนื้อหาละเอียดตั้งแต่ยุคที่ตรงกับรัชกาลที่สามของสยามลงมา    ส่วนประวัติก่อนหน้านั้นเขียนอย่างสรุปย่อเพียงสั้น ๆ       
             
     แต่ตำนานมะโรง มหาวงศ์ ฉบับเจมส์ โลว์ นั้น   เล่าประวัติละเอียดยืดยาว  และในตอนต้นเรื่องก็เต็มไปด้วยเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์       กระนั้นก็ตาม   เมื่อ “ทิ้งกากเอาแก่น” ก็จะได้ประโยชน์ ได้ข้อมูลเสริมเติมประวัติศาสตร์ภูมิภาคไม่น้อย
 
     แน่นอนว่า “ตำนานท้องถิ่น” ย่อมจะมีเรื่องราวที่แตกต่างจากบันทึกประวัติศาสตร์ของศูนย์กลางอำนาจออกไปมาก    ไทรบุรีเคยตกอยู่ใต้อำนาจของสยาม   ดังนั้นตำนานของฝ่ายไทรบุรีเองกับบันทึกของฝ่ายสยามย่อมจะมีเนื้อหาที่แตกต่างกันไปมาก  คนไทยอ่านแล้วจะชอบใจหรือไม่ชอบใจ   ผมก็เห็นว่ายัง  “จำเป็นต้องอ่าน”
 
     อ่านภาษามลายูไม่ได้  ก็อ่านจากภาษาอังกฤษ   อ่านจากภาษาอังกฤษไม่ได้  ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไรได้    แต่ตอนนี้มีหนังสือ “ตำนานมะโรง มหาวงศ์” ฉบับภาษาไทย  พร้อมทั้งคำอธิบาย ขยายความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มลายูและวัฒนธรรมแถบนั้นอีกมากมาย     หนังสือนี้เป็นผลงานของ คุณประทุม  ชุ่มเพ็งพันธุ์  อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานหลายแห่ง
 
     พงศาวดารเมืองไทรบุรี  ฉบับประชุมพงศาวดารภาคที่ 2  เริ่มเรื่องว่า
 
     “ได้ทราบวงศ์ตระกูลเมืองไทรบุรี  ว่าพระองค์มหาวังศา  มาแต่เมืองโรม  เป็นผู้ตั้งเมืองเดิมเรียกว่าเมืองเกดะ คือเมืองไทรบุรี  เกดะนั้นเป็นภาษาแขกอาหรับแปลว่าจานดอกไม้  ที่ตั้งเมืองนั้นเรียกว่าลังกาซูกอยู่ทิศเหนือกวาลามุดา   พระองค์มหาวังศามีบุตรชาย 1  ชื่อพระองค์มหาโพธิสัตว์  พระองค์มหาโพธิสัตว์นี้พระองค์มหาวังศาผู้เป็นบิดายกให้เป็นเจ้าเมืองแทน   แล้วพระองค์มหาวงศาก็กลับไปเมืองโรม   พระองค์มหาโพธิสัตว์นั้นมีบุตรชาย 3  บุตรหญิง 1  รวม 4 คน  ชื่อปรากฏแต่บุตรชายที่ 3   เรียกว่าพระศรีมหาวังศา  พระศรีมหาวังศาไก้เป็นเจ้าเมืองไทรบุรี..........”  
 
     ในตำนานมะโรง มหาวงศ์  พงศาวดารเมืองไทรบุรี  ฉบับของประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์  เรียบเรียง    ราชามะโรง มหาวงศ์ ผู้ได้เป็นเจ้าเมืองไทรบุรีนั้น   เป็นราชทูตของมหาราชานครหรุ่ม หรือโรม (ประชาชาติที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นฮินดูสถาน)   นำพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการเดินทางไปถวายพระเจ้ากรุงจีน   เพื่อเจรจาทำความตกลงเรื่องการอภิเษกสมรสระหว่างพระราชโอรสของมหาราชนครหรุ่มกับพระราชธิดาพระเจ้ากรุงจีน
 
     เรื่องที่น่าสนใจคือ  ราชามะโรง มหาวงศ์ คนนี้ได้สมรสกับธิดาของ “ราชาเฆอฆาซซี่ Girgassi) คนพื้นเมืองแถบไทรบุรี
 
     คุณประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์  อธิบายคำศัพท์คำนี้ว่า  “ชาวเฆอฆาซซี่ (Girgassi – Gergasi)หรือเกอกาซี่  เป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม (proto-malays) บนแหลมมลายู  ซึ่งมีอยู่หลากหลายเผ่าพันธุ์  เช่น  Jakun , Moken , Bila , Semang , Sakai ฯลฯ ปัจจุบันเรียกรวม ๆ ว่า อาซลี (Asli)  แปลว่ากั้งเดิม  เริ่มแรก  (original , aborigines) ที่สำคัญในตำนานยังระบุว่า  พวกเสียมหรือสยาม เป็นกลุ่มชนเก่าแก่   และเป็นเผ่าหลักมีบทบาทสำคัญมากกว่าทุกชนเผ่าอีกด้วย ถ้าเป็นจริงแสดงว่าพวกเสียมอาศัยอยู่บนแหลมมลายูมานมนานกว่าที่เราเข้าใจกันมาแต่เดิม.....”   (ตำนานมะโรง มหาวงศ์  หน้า 235-236)
                
     มเหสีของราชามะโรง มหาวงศ์ จะเป็นเฆอฆาซซี่ เผ่าสยามหรือเปล่า   ไม่มีหลักฐานยืนยัน
 
     เจ้าเมืองไทรบุรีองค์ที่สองคือ  “ราชามะโรง มหาโพธิสัตว์”  พระนามบ่งนัยว่า   เกี่ยวพันกับศาสนาพุทธ
 
     ตามพงศาวดารเมืองไทรบุรี ฉบับประชุมพงศาวดารภาคที่ 2  ระบุว่า  “เจ้าเมืองไทรบุรี ตั้งแต่ที่ 1 มาถึงที่ 6 ถือพระพุทธศาสนา  ที่ฝังศพหามีไม่   ลำดับวงษ์ตระกูลเจ้าเมืองไทรบุรี  ตั้งแต่องค์ที่ 7 ตลอดมา  ถือศาสนามะหมัด  มีที่ฝังศพเรียกว่าบาระหุม”

     ตำนานมะโรง มหาวงศ์ ฉบับประชุม พุ่มเพ็งพันธุ์ แปลเรียบเรียงจากฉบับกัปตัน เจมส์ โลว์   เขียนว่า    ราชามะโรง  มหาโพธิสัตว์  ส่งราชบุตรองค์โต  ไปตั้งเมืองสยาม ล้านช้าง    ส่งราชบุตรองค์ที่สองไปสร้างเมืองเประก์    ส่งราชธิดาองค์ที่ 3 ไปสร้างเมืองปัตตานี    

     เมืองสยามสร้างโดยโอรสของเจ้าเมืองเกดาห์ หรือเมืองไทรบุรี

     ตำนานท้องถิ่นมักมีเรื่องทำนองนี้    แต่ถึงอย่างไรเสีย  เราก็ต้องศึกษา วิจัยครับ  ไม่ควรละเลยทิ้งขว้าง

     ต่อไปนี้ลองอ่านเนื้อความตอนที่ราชามะโรง มหาโพธิสัตว์ ทรงโอรสองค์โตออกไปสร้างเมืองสยามสักหน่อยนะครับ

     “ครั้นกำลังพลพร้อมอาวุธ เครื่องใช้ไม้สอยและช้างม้าเป็นอันมากเตรียมการพร้อมแล้ว  คณะที่เดินทางปุกเบิกก่อตั้งอาณานิคมชุมชนใหม่   จึงออกเดินทางไปสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  ค่อนไปทางทิศเหนือ.............คณะก่อตั้งอาณานิคมเดินทางรอนแรมยาวนานได้ 200 วัน  จึงได้พบแหล่งที่ตั้งเมืองอันน่าพอใจ  คือสถานที่มีแม่น้ำสายเล็กไหลผ่านไปออกทะเลได้  แผ่นดินตั้งอยู่ในที่ราบสูงสม่ำเสมอพอดีและมีพลเมืองหนาแน่น    ราชโอรสราชาหนุ่มจึงตกลงใจสั่งให้กำลังพลสร้างพระราชวัง  ทำกำแพงป้อมปราการขุดคูเมืองล้อมรอบ  และตั้งตนเป็นราชาปกครองเมือง  โปรดให้ส่งทหารไปชักชวนรวบรวมประชาชนที่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามชนบทป่าดงให้เข้ามาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนใกล้ชิดอยู่ในขอบเขตเมืองเดียวกัน

     เมื่อทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อย  โปรดให้เรียกชื่อเมืองที่ตั้งใหม่มีขนากใหญ่นี้ว่า ประเทศสยาม ล้านช้าง (Siam Lanchang)   และเมือ่ราชามะโรง มหาโพธิสัตว์แห่งเมืองเกดะห์ทรงทราบว่า  พระราชโอรสได้ก่อตั้งเมืองขึ้นสำเร็จมีชื่อเรียกว่า สยาม Siam ก็ทรงสั่งเสียว่า   ตำบลหรือเมืองใดที่ไม่ยอมจำนนมาขึ้นต่อประเทศสยาม  สมควรจัดส่งหัวหน้าชาวเฆอฆาซซี่ คือ พระชีสาม (Pra Chi Sam) และบรรดาทหารของพวกเขาไปโจมตีและทำลายล้างเสีย  หัวเมืองใดยอมอ่อนน้อมก็ขอให้บรรดาเจ้าเมืองขุนนางผู้ปกครองเมืองเหล่านั้นจัดส่งเครื่องบรรณาการ  และเดินทางไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  แสดงความภักดีต่อประเทศสยามถือเป็นประเพณีสืบไป”  (ตำนานมะโรง มหาวงศ์  หน้า 96-97)

     นอกจากเนื้อหาตำนานมะโรง มหาวงศ์ ฉบับเต็มแล้ว  คุณประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ยังเขียนเชิงอรรถอธิบายเพิ่มข้อมูลความรู้อีกถึง 175 หัวข้อ   หนังสือเรื่องนี้จึงเป็นตำราประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ดีมากอีกเล่มหนึ่ง  
( สำนักพิมพ์ The knowledge center จัดพิมพ์  ขนาด 16 หน้ายกพิเศษ  หนา 312  หน้า   ราคา 259 บาท)     

     เรื่อง “มะโรง มหาวงศ์” นี่   ผมเห็นในเคเบิ้ลทีวี-ช่องอินเดีย  มีโฆษณาภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง “นี้ด้วยนะครับ           เขาทำเป็นหนังผจญภัยตามเกาะต่าง ๆ   แต่ผมก็เห็นแต่โฆษณา  ยังไม่ได้ดูหนังเต็ม ๆ สักทีครับ