“บิ๊กเพิก” นำทีม กยท. เยือนท่าเรือชิงเต่า ศึกษาระบบบริหารจัดการยางพารา เดินหน้าปั้น “แบรนด์ RAOT” สู่ตลาดโลก
"บิ๊กเพิก" นำทีม กยท.เยือนท่าเรือชิงเต่า ศึกษาระบบบริหารจัดการยางพารา มุ่งสนับสนุนสถาบันเกษตรกร ผ่านการปั้น "แบรนด์ RAOT" สู่ตลาดโลก
เมื่อวันที่ 10 ต.ค.68 ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือ RAOT พร้อมด้วย นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร นำคณะผู้บริหาร และผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ศึกษาประสิทธิภาพและการบริหารจัดการยางพาราด้วยระบบเทคโนโลยีอัตโนมัติของท่าเรือชิงเต่า ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือศูนย์กลางยางพาราที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะการจัดการสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Goods) ณ ท่าเรือชิงเต่า มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน
ดร.เพิก กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการท่าเรือที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำระบบเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้ในการจัดการตู้คอนเทนเนอร์ โดยท่าเรือชิงเต่าได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้แล้ว 3 ปี พบว่า ประสบความสำเร็จในการเพิ่มขีดความสามารถในการขนถ่ายสินค้า จากเดิมที่ใช้แรงงานคนทำได้ 17 ตู้ต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็น 63 ตู้ต่อชั่วโมง ซึ่งการได้มาเยือนท่าเรือชิงเต่าเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจระบบการบริหารจัดการในครั้งนี้ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทย
ดร.เพิก กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. มุ่งยกระดับขีดความสามารถของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และขยายโอกาสทางการค้าในประเทศจีนแบบเชิงรุก โดยมีแผนยกระดับ “แบรนด์ RAOT” สู่ตลาดยางล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Futures Exchange) ผ่านการผลักดันให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อมในการผลิตและ แปรรูปยาง นำร่องการขึ้นทะเบียนกับตลาดยางล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะช่วยเปิดช่องทางการค้าและสร้างมาตรฐานให้กับยางพาราของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าต้องลองเปลี่ยนวิธีทำงาน คิดและทำเลย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นผู้นำด้านยางพาราโลก
นอกจากนี้ ยังได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกด้านการจัดการยางในพื้นที่สินค้าทัณฑ์บนขนาดใหญ่ (พื้นที่ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากรให้เก็บสินค้านำเข้าได้โดยไม่ต้องชำระภาษีทันที ช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น) ซึ่งเป็นจุดรวบรวมและจัดเก็บยางพาราจำนวนมากถึง 70,000 ตัน ใช้เป็นที่จัดเก็บยางพาราทั้งจากแหล่งผลิตในประเทศจีนและยางนำเข้า เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมการแปรรูปยางขนาดใหญ่ มีความต้องการใช้ยางพาราสูงถึงประมาณ 350,000 ตันต่อเดือน จึงมียางพาราประมาณ 300,000 ตัน ถูกนำมาเก็บสำรองไว้ที่นี่ ก่อนส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ เช่น ยางล้อ ยางผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง และผลิตภัณฑ์สำหรับชุดกีฬา