สกู๊ป/โครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์...สร้างอาชีพมั่นคง สู่ชาวประมงเมืองระยอง

เกษตร14 ธ.ค. 2560 • 03:24 น.
สกู๊ป/โครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์...สร้างอาชีพมั่นคง สู่ชาวประมงเมืองระยอง
ปัจจุบันความสมบูรณ์ทางธรรมชาติในประเทศไทยได้ลดลงด้วยสาเหตุหลายประการสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด นั่นก็คือ "ทรัพยากรทางทะเล" หลายหน่วยงานได้มีโครงการตลอดจนกิจกรรมการฟื้นฟูเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์กลับสู่ท้องทะเลไทย "เอสซีจี เคมิคอลส์" เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2555 เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้เริ่มโครงการ "บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์" เนื่องจากได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ทุกมิติตั้งแต่การดูแลและพัฒนากระบวนการผลิตในโรงงาน ปลุกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมส่งเสริม การมีส่วนร่วมของพนักงาน คู่ค้า คู่ธุรกิจ รวมไปถึงชุมชนในจังหวัดระยอง อีกทั้งจังหวัดดังกล่าวมีความหลากหลายในเชิงภูมิประเทศ เช่นพื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่ภูเขา และชายฝั่งทะเล ในด้านการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ร่วมหารือกับกลุ่มประมงพื้นที่ทำให้ทราบปัญหาจำนวนปลาบริเวณใกล้ชายฝั่งคลองเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ให้มีมากขึ้น นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าวว่า นักวิจัย เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้พัฒนานวัตกรรมบ้านปลาจากท่อ "PE100" ขึ้นโดยนำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกที่ปลอดภัยในการขนส่งทางน้ำมาออกแบบสร้างที่อยู่อาศัยจำลองให้แก่สิ่งมีชีวิตในทะเลและเป็นแหล่งอนุบาลสิ่งมีชีวิตและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เกิดเป็นระบบนิเวศใต้ท้องทะเลและเป็นแหล่งประมงเชิงอนุรักษ์สำหรับประชาชนในท้องถิ่นได้ในอนาคต มีแนวทางสร้างความยั่งยืนด้วยการร่วมมือกับสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งที่ 1 โดยปกติท่อ PE 100 เป็นท่อที่ใช้สำหรับงานประปาและท่อส่งก๊าซ ซึ่งผ่านการรับรองจากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศว่า ไม่มีสารปนเปื้อน จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี เหมาะกับการนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับทำบ้านปลา และเมื่ออยู่ในทะเลจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการัง เพรียง และสัตว์ทะเลต่างๆ ทั้งนี้ในปี 2555 จนถึงปัจจุบัน เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้ส่งมอบบ้านปลาให้กับกลุ่มประมงพื้นบ้าน จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี 29 กลุ่ม รวม 1,100 หลัง สามารถสร้างพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลได้กว่า 30 ตารางกิโลเมตรก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกว่า 120 ชนิด และเป็นเสมือนคลังทรัพยากรในทะเลที่ชาวประมงสามารถทำมาหากินได้อย่างยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน โครงการบ้านปลาของเอสซีจี เคมิคอลส์ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และอุตสาหกรรม ในการยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน และเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการเพิ่มปริมาณและความหลากหลายของสัตว์น้ำในทะเลชายฝั่ง ช่วยสร้างรายได้ให้กับกลุ่มประมงพื้นบ้านตามแนวชายฝั่งจังหวัดระยอง โดยในปีหน้าเอสซีจี เคมิคอลส์ มีแผนงานขยายโครงการบ้านปลาไปสู่จังหวัดจันทบุรีและตราดจำนวนอีก 1,000 หลัง เพื่อให้ครอบคลุมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกทั้งหมด นายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 กล่าวว่า โครงการ "บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์" เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มประมงพื้นบ้านอย่างมาก เห็นได้จากการขยายพื้นที่ไปในกลุ่มประมงพื้นบ้านถึง 29 กลุ่มทั้งในระยองและชลบุรี เนื่องจากได้สร้างความอุดมสมบูรณ์แก่พื้นที่ใกล้ชายฝั่ง เป็นที่อยู่อาศัยให้สิ่งมีชีวิตวัยอ่อนในทะเลต่างๆทำให้บริเวณรอบๆ มีปลาเศรษฐกิจเข้ามาอยู่อาศัยอย่างชุกชุม และผลสัมฤทธิ์ที่ตามมาคือ เกิดจิตอนุรักษ์ในเครือข่ายกลุ่มประมง ที่มีข้อตกลงกันว่า จะไม่จับปลาในพื้นที่ที่วางบ้านปลา เพื่อให้พื้นที่นั้นเป็นเสมือนบ้าน ที่พักพิง ที่อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งจิตอนุรักษ์นี้จะส่งผลให้ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ กลุ่มประมงมีอาชีพมีรายได้ที่ยั่งยืน ด้าน นายสมัคร อ่องลออ ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านเรือเล็กแสงเงิน จังหวัดระยอง กล่าวว่า ชุมชนประสบปัญหาจับปลาได้น้อยลงมาก จึงริเริ่มจัดตั้งกลุ่ม นำปัญหามาหารือร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2545 และได้ทดลองทำบ้านปลาจากยางรถยนต์ ก่อนจะได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลตำบลเนินฆ้อให้ทุนทำบ้านปลาจากแท่งปูน และเอสซีจี เคมิคอลส์ เข้ามาสนับสนุนการทำบ้านปลาจากท่อ PE100 ในปี 2556 ซึ่งมีประสิทธิภาพดี เพราะนำไปจัดวางเป็นรูปใต้ทะเลได้ และมีพื้นที่ให้ปลาเข้าอยู่ได้ทุกส่วน ส่งผลให้ทรัพยากรทางทะเลมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น ทั้งปลา ปู ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 10 เท่า และช่วยประหยัดต้นทุน เพราะไม่ต้องออกเรือไปหาปลาจากพื้นที่ไกลชายฝั่ง ทำให้มีเวลาได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น รวมทั้งการมีโครงการบ้านปลา ทำให้กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านส่วนใหญ่ได้รู้จักกับบทบาทหน้าที่ใหม่เพิ่มขึ้น เพราะจากเดิมที่เคยเป็นเพียง “นักล่า” มาสู่การเป็น “นักอนุรักษ์” นอกจากนี้ ได้สร้างจิตสำนึกให้กับลูกหลานช่วยกันรักษาทรัพยากรตามชายฝั่งสืบต่อไป