เล็งปลดล็อคพืชสมุนไพร 13 ชนิด ใช้ผลิตยากำจัดศัตรูพืช-วัชพืช
กระทรวงเกษตรฯ เตรียมยกร่างประกาศปลดล็อคพืชสมุนไพร 13 ชนิด ที่ไม่ผ่านขบวนการสกัด ให้เกษตรกรสามารถผลิตยากำจัดศัตรูพืช วัชพืช เพื่อใช้ในครัวเรือนได้ ส่วนกรณีสารสกัด 13 ชนิด พร้อมออกประกาศชนิดสารที่อนุญาตให้ใช้สกัด เพื่อป้องกันอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม ภายใน1เดือนก่อนเสนอคก.วัตถุอันตราย
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกร่างประกาศกำหนดพืชสมุนไพร 13 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 หรือ วอ.1 ปรับจากที่ถูกกำหนดไว้อยู่ในบัญชี วอ.2 ว่า เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้พืชสมนุนไพรไทยที่มีอยู่ล้วนมีสรรพคุณมากมายและภูมิปัญญาชาวบ้าน ผลิตเป็นยากำจัดแมลงและวัชพืชได้ใช้ในครัวเรือน ลดการใช้สารเคมีนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันสอดรับกับกระแสความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่เน้นอาหารปลอดภัย อีกทั้งยอดปริมาณการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ และสินค้าอินทรีย์ของไทย ปัจจุบันเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะล็อคทั้ง13ตัวไว้
น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ร่างประกาศนี้จะแยกเป็นร่างประกาศปลดล็อคพืช13ชนิด จากบัญชี2มาเป็นบัญชี1 โดยสามารถนำชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนพืช ที่ยังไม่ผ่านกระบวนสกัด ที่เกษตรกรทำใช้ได้เองทันที ส่วนประกาศอีกฉบับ มีผลทำให้เกษตรกร สามารถสกัดสารที่ทำให้พืชสมุนไพรออกฤทธิ์ได้มากขึ้น ในส่วนนี้ให้กรมวิชาการเกษตร ไปทำรายละเอียดของสารที่อนุญาตให้นำมาเป็นตัวสกัด โดยใช้เกณฑ์ของสำนักงานองค์การอาหารและยา(อย.)เพื่อป้องกันการออกฤทธิ์ที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม อาจเป็นผลทำให้ในส่วนการสกัดจะไม่ครอบคลุมพืชสมุนไพรทั้ง13ชนิด
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการแก้ปรับเป็นวอ.1และวอ.2สลับกันไปมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี38 ตั้งแต่ปีพ.ร.บ.วัตถุอันตราย โดยที่ผ่านมามีประกาศกระทรวงปี52 และปี56 มีทั้งการอนุญาต ต่อมาก็ห้ามใน13ตัวนี้มาตลอด เช่นสะเดา กากเมล็ดน้ำมันชา สารนิโคตินในยาสูบ เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องมาจากพบว่าบางครั้งเกษตรกร เอกชนไปใช้สารอันตรายมาสกัด ทำให้เมื่อตรวจพบจำเป็นต้องมากลับมาควบคุมกันอีก เป็นบัญชี2 เป็นการทำให้เห็นว่าตัวพืชสมุนไพรไทยมีประโยชน์ แต่ตัวเป็นปัญหาคือสารสกัดที่นำมาใช้ในการสกัด เพราะฉะนั้นเราจึงออกประกาศกำหนดสารสกัดให้ชัดเจน แต่ในบางพืช ที่ทางการเแพทย์ ยังเห็นว่าอันตราย ยังยกไว้ก่อน เช่นนิโคตินในยาสูบ อาจตกค้างในผักผลไม้ได้ ทั้งนี้ให้กรมวิชาการเกษตร ยกร่างให้แล้วเสร็จภายใน1เดือน เพื่อเสนอเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ปลดล็อค ซึ่งต่อไปจะดูเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ ที่ขณะนี้มีการร้องเรียนเข้ามากว่าค่าสูตรปุ๋ยไม่ครบ ไม่เป็นตามสรรพคุณที่กล่าวในเรื่องนี้ให้กรมวิชาการเกษตร ไปดูระยะเวลารับรองการขึ้นทะเบียนได้เร็วขึ้น เพราะคุณค่าและสรรพคุณของปุ๋ยอินทรีย์ มีระยะเวลาจำกัด แต่มาพบว่าเหตุส่วนหนึ่งมาจากขั้นตอนการขึ้นทะเบียนของกรมล่าช้า ให้ไปดูขั้นตอนการขออนุญาตรวดเร็วตอบโจทย์ ให้เกษตรกรผลิตใช้ได้เองได้ และยืนยันคุณภาพประสิทธิภาพตามกรมพัฒนาที่ดิน กำหนด”น.ส.มนัญญา กล่าว
ด้านน.ส.อิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จะเร่งไปหารือในคณะกรรมการยกร่างประกาศของกรม ในเรื่องข้อมูล รายละเอียด ทางวิชาการของพืชทั้ง13ตัว เนื่องจากในเรื่องการนิยามคำจำกัดความของสารสกัดที่อนุญาตตามกฏหมาย อย. และในเรื่องคุณสมบัติ สรรพคุณของสารที่ได้จากพืชสมุนไพรแต่ละชนิด มีเวลาในการสลายตัวและออกฤทธิ์ แตกต่างกัน ซึ่งพวกนี้จะนำมาจัดเป็นกลุ่มไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ปฏิบัติได้เข้าใจง่าย เป็นความสะดวกในเรื่องขั้นตอน แต่ไม่ลดเรื่องคุณภาพ และประสิทธิภาพ ความปลอดภัยต่อคน สิ่งแวดล้อม
พืชสมุนไพร 13 ชนิด ได้แก่ 1.สะเดา สารสำคัญ 2.ชา กากเมล็ดชา สารสำคัญ 3.ชา สารสำคัญ 4.ขิง สารสำคัญ 5.ขมิ้นชัน สารสำคัญ 6.ตะไคร้หอม สารสำคัญ 7.สาบเสือ สารสำคัญ 8.ดาวเรือง สารสำคัญ 9.พริก สารสำคัญ 10.คึ่นฉ่าย สารสำคัญ 11.ชุมเห็ดเทศ สารสำคัญ 12.ดองดึง สารสำคัญ 13.หนอนตายอยาก สารสำคัญ