“มนัญญา" ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก 3 สารพิษทันที ชี้ เป็นเรื่องแปลก ยิ่งแบนสารพิษ กลับมีสต็อกสารเพิ่ม
“มนัญญา" ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก 3 สารพิษทันที ชี้ เป็นเรื่องแปลก ยิ่งแบนสารพิษ กลับมีสต็อกสารเพิ่ม ล่าสุด คงเหลือกว่า 3.8 หมื่นตัน ระบุเป็นหน้าที่ภาระเอกชนรับผิดชอบ ส่งกลับหรือทำลาย ระบุประเทศนี้ต้องไม่มีเกษตรกรโดนจับเพราะครอบครองสาร
เมื่อวันที่ 21 พ.ย. น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างการประชุมรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการนำเข้า ส่งออก สารเคมี 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ก่อนที่จะยกเลิกใช้ 3 สาร ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ว่า จนถึงขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการหารือกับเอกชน ผู้นำเข้า ส่งออก 4 สมาคม คือ สมาคมธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืช สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมการค้านวตกรรมเพื่อการเกษตรไทย และวันที่ 22 พ.ย. จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคนเพื่อซักซ้อมแนวทางดูแลประชาชน และเกษตรกร ในการคืน3สารอันตราย เพื่อให้ไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้แบน 3 สารในวันที่ 1ธ.ค.62 ดังนั้นการที่มีข่าวว่าในวันที่ 27 พ.ย. คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะประชุมอาจมีการทบทวนสารบางตัว เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กอ.ต้องตอบคำถามให้กับประชาชนทุกข้อ ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร จะต้องทำให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบประชาชนและเกษตรกร เนื่องจากมีโทษตามกฎหมายสูงหาก 3 สารมีอยู่ในครอบครองหลังวันที่ 1 ธ.ค.62
น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ในส่วนภาคเอกชน ตนยืนยันว่าหากต้องการส่งออก พร้อมเซ็นอนุมัติให้ทันทีในเวลาทำการ 1-3 วัน ขณะนี้มีเอกชน ยื่นขอส่งออก 3 สาร 700 กว่าตัน พร้อมส่งไปประเทศที่สาม แต่ในส่วนสารที่มีคงเหลืออยู่ประมาณกว่า 3.8 หมื่นตัน ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้นำเข้า ต้องรับผิดชอบในการทำลาย เป็นเรื่องที่แปลกทั้งที่รู้ว่ารัฐบาลจะห้ามการใช้สารเคมี 3 สาร ก็ยังมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง เพราะเอกชนต่างก็มั่นใจว่ายังงัยไม่มีทางแบนได้ ในขณะที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท ไปขายแบบลดแลกแจกแถมซื้อ 1 ลิตรแถม 3 ลิตร เพื่อให้ไปอยู่มือเกษตรกร ไว้เยอะๆ จริงๆแล้วในเรื่องส่งออก นำเข้าสารเคมี มีกฎหมายแรงมาก ขนาดต้องปิดบริษัท ตนได้ให้กรมวิชาการเกษตร ดึงกฎหมายนี้ กลับมาก่อน เพื่อมาหารือกันก่อน มิฉะนั้นเจ๊งกันหมด ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลนี้ทำงานทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ ไม่มีใต้โต๊ะ ต่อไปการส่งออกต้องมีการเสียภาษี จะน้อยจะมากต้องเสียภาษี และเอาเรื่องเหล่านี้มาอยู่บนโต๊ะ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยให้นำเข้าสารเคมี ภาษีเป็นศูนย์ เพราะต้องการทำให้สินค้าถึงมือเกษตรกรในราคาที่ถูก แต่กลายเป็นช่องทางนำเข้า ไปส่งออก
“ไม่ว่าไปทางซ้ายหรือขวา ต้องมาคุยกันเราเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกัน ซึ่งขอถามว่าทำไมที่ผ่านมาเอาเข้ามาเป็นแสนตันต่อปี ก็ขายได้หมด แต่ปีนี้เอาเข้ามาน้อยกลับยังมีสารเหลือ ถึงเวลาที่ทุกคนควรพูดความจริง ยึดประโยชน์สูงสุดคือเกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติ ที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันได้ ดิฉันลงพื้นที่ถามเกษตรกร สหกรณ์ต่างๆทุกวันนี้เลิกใช้สารเคมีกันไปมากแล้ว ซึ่งทางสหกรณ์บอกว่าเขาต้องการเครื่องตัดหญ้า นี่คือความต้องการของเกษตรกร พรุ่งนี้จะไปประชุมสารวัตรเกษตร เพื่อย้ำว่าประเทศไทยจะต้องไม่มีการจับเกษตรกร ไม่ทำร้ายเกษตรกร หากพื้นที่ไหนเกษตรกรถูกจับเพราะครอบครอง 3 สาร แสดงว่าหน่วยงานล้มเหลวในการทำความเข้าใจกับเกษตรกร”รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว
น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ไปตรวจบริษัท พบว่าแม้ว่าบริษัทนำเข้าอาจมีมาตรฐานของโรงงาน แต่บริษัทที่ซื้อนำไปผลิตในยี่ห้ออื่นๆต้องยอมรับมีการนำไปผสมในสัดส่วนต่างกันไปตรงนี้ไม่มีใครคุม แต่เกษตรกรรับกรรม จากใช้สารไม่ตรงตามคุณภาพ เรื่องนี้ต่อไปจะเข้มงวดคุมตั้งแต่ต้นน้ำ และยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกสาร3ตัวนี้เพื่อให้มีการนำเข้าสารตัวใหม่ เพราะดิฉันไม่เคยแทรกแซงกรมวิชาการเกษตร ถ้าในอนาคตจะมีการนำเข้าเป็นเรื่องว่ากันไปตามหลักวิชาการ เรื่องพวกนี้ก็แปลกเวลาเชิญประชุมไม่มา กันแต่ไปให้เงินทำเสื้อมาด่า จ้างมาด่า ทั้งที่เราทำเพื่อประชาชน ลงพื้นที่ร้านค้า ก็บอกว่าบริษัทใหญ่ จ่ายตังรัฐมนตรีเกษตรแล้ว ยังงัยก็ไม่มีทางแบน จึงทำให้ไม่มีการเตรียมการอะไรกันเลย ทั้งที่ดิฉัน เข้ามารับตำแหน่งวันแรกก็มีนโยบายแบน3สาร เพราะได้มีข้อมูลหนักแน่น ในเรื่องผลกระทบเป็นพิษภัยต่อร่างกายมนุษย์เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เสนอแบน 3 สารมาตั้งแต่ปี 2560
นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และประธานคณะทำงานตรวจสอบสตอก 3 สาร กล่าวว่าผลการตรวจสอบพบว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย.62 มีผู้นำเข้า 103 บริษัท จำนวน 36,343 ตัน หลังจากนั้นมีการตรวจสอบรายงานสตอกครั้งที่ 1 วันที่ 5 ก.ค. พบว่า มีการนำเข้าจริง 34,688 ตัน และการตรวจสต็อกครั้งที่ 2 วันที่ 30 ก.ย. มีจำนวน 39,689 ตัน ตรวจครั้งที่ 3 วันที่ 30 ต.ค. สต็อกเหลือ 23,263 ตัน ตรวจครั้งที่ 4 วันที่ 12 พ.ย. พบว่าสต็อกมีอยู่ 38,885 ตัน คำถามทำไมสต็อกของกรมวิชาการเกษตร จึงดิ้นได้ และที่บอกว่าข้อมูลของเราเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ไม่ได้มโน จะพบว่าปี 2558 นำเข้า 91,000 ตัน ปี 2559 นำเข้า 96,000 ตัน ปี 2560 นำเข้าแสนกว่าตัน และปี 2561 นำเข้า 8.1 หมื่นตัน พอปี 2562 นำเข้า 3.6 หมื่นตัน เพราะมีการห้ามนำเข้าเมื่อเดือนมิ.ย. ดังนั้นจะเห็นว่าปี 2560 ทำไมนำเข้าถึงแสนกว่าตัน ทั้งที่มีนโยบายจะแบนสารมาแล้ว ซึ่งสตอกมีชีวิตตลอดเวลาหรือสตอกที่แจ้งเป็นของตนหรือของสตอกคนอื่นด้วย แม้กระทั่งตนเป็นอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จะขอตัวเลขสตอก แต่ทางกรมบอกว่าต้องขอเป็นทางการ จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสตอก
นายฉกรรจ์ กล่าวว่า นอกจากนี้จากที่มีมาตรการจำกัดการใช้ และมาตรอบรมเกษตรกร เป้าหมายอบรม1ล้านราย แต่มีเกษตรกรมาแจ้งอบรมใช้สาร 4 แสนราย ณ วันที่ 13 พ.ย.62 ผ่านอบรมแล้ว 3 แสนราย ยกตัวอย่างกรณี จ.นครราชสีมา มีเกษตรกร ผ่านอบรม 3 หมื่นคน พื้นที่ปลูกพืช7แสนไร่ ที่ใช้สารเคมี ในข้าวโพด อ้อย มัน มีความต้องการใช้ 3 สาร 675 ตัน เท่ากับไร่ละไม่ถึง1ลิตร ดังนั้นขณะนี้กำลังให้ทุกจังหวัดทำรายละเอียดเข้ามาว่าผลการอบรมและการผ่านอบรมทั้งหมดเท่าไหร่ และปริมาณสารต้องการใช้จริง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการใช้จริงเท่าไหร่ ทั้งนี้ยืนยันว่าความเดือดร้อนทุกภาคส่วนไม่ได้ละเลย แต่กฎหมายมาตรา 52 กำหนดว่าค่าใช้จ่ายในการทำลายเป็นภาระของเอกชนผู้นำเข้า ในส่วนราชกิจจาฯที่กำหนดระยะเวลาส่งเก็บคืน3สารทั้งหมดภายใน 30 วัน แบ่งเป็นแจ้งเตือน ส่งมอบ คราวละ 15 วัน ทั้งนี้มีผลต่อเมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีประกาศในราชกิจจาฯแล้ว
ด้านนายสกล มงคลธรรมากุล ที่ปรึกษาสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า การดำเนินการเรื่องนี้มีระยะเวลาให้เอกชนเก็บคืนสาร ให้เวลาน้อยเกินไปเพราะได้กระจายจำหน่ายสารไปแล้ว ต้องมีขบวนการเรียกคืน นำส่ง ร่วมถึงติดตามที่ไปของสาร ขณะเดียวกันหากให้ส่งคืนประเทศต้นทาง คงเป็นเรื่องยากบริษัทต้นทางจะรับกลับ เพราะได้ซื้อจ่ายขาด และการเผาทำลายต้องทำถึง 2 ครั้ง คือ เผาสารและเผาควัน เป็นสารพิษร้ายแรง เกิดสารไดอ๊อกซินทางอากาศมหาศาล ใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเผาหมด เพราะฉะนั้นควรชะลอการบังคับกฎหมายแบน 3 สาร ออกไปอีก 2 ปีหรือสองรอบการเพาะปลูก จะทำให้ใช้ในภาคเกษตรหมด ถ้าหากแบนจริงวันที่1 ธ.ค.นี้จะฟ้องศาลในเรื่องความเสียหายของ3สารไปเจอกันที่ศาล