เรื่องเล่าจากประสบการณ์ เกษตรผสมผสานคือทางรอดในวิกฤติเศรษฐกิจ
เกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยคือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและปลา และที่ศูนย์การเรียนรู้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านคลองสวน จ.สมุทรปราการ นับเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่ให้ความรู้ด้านการทำการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ลุงซ้อน พุ่มสาลี ปราชญ์ชุมชนบ้านคลองสวน จ.สมุทรปราการได้กล่าวถึงความสำเร็จว่า “เริ่มเลี้ยงกุ้งดำแบบที่คิดว่าทำอะไรก็ได้ขอให้ได้เงินเป็นล้านเข้ามาเลี้ยงตอนแรกก็คือยังไม่คิดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงกุ้งดำประสบปัญหาการขาดทุน หันมาเลี้ยงปลากะพงเลี้ยงอยู่ 15 ปี ไม่สามารถหนีวงจรของพ่อค้าคนกลางได้ จึงได้คิดเลี้ยงกุ้งกับปลานิลในบ่อเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยง ถ้ากุ้งตายแล้วยังเหลือปลานิลไว้ขาย เลี้ยงกุ้งกับปลานิลรวมกันมา 31 ปี ประสบความสำเร็จจนมีวันนี้ได้เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสไว้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นจุดเริ่มต้นในการนำทางการประกอบอาชีพให้มีความพอเพียงลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสานนั้นเป็นการลดความเสี่ยงจากภาวะราคาสินค้าตกต่ำหรือภัยธรรมชาติ ที่สำคัญเกษตรกรต้องมีการปรับปรุงวิธีการเลี้ยงให้เข้ากับพื้นที่และศักยภาพของตนเองเพื่อให้ผลผลิตกุ้งและปลาที่ออกมานั้นมีคุณภาพและขายได้ในราคาที่เหมาะสมได้ราย กุ้งขาวแวนนาไมและปลานิลเป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตที่เกื้อกูลกันตามธรรมชาติ การให้อาหารปลานิลเมื่อปลากินแล้วเหลือเศษกลายเป็นอาการของกุ้งทำให้ประหยัดเรื่องอาหารสำหรับเลี้ยง พร้อมกับการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับสัตว์น้ำทั้งสองชนิด อาศัยอุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถึงแม้ว่ามีปริมาณผลผลิตจะไม่มากเท่ากับการเลี้ยงเชิงเดี่ยวแต่ทั้งปลานิลและกุ้งขาวนั้นก็ทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง ในการถ่ายทอดความรู้เราใช้เวลา 3 ถึง 5 ปี ในการสอนชาวบ้านค่อยๆทำให้เกิดผลที่เห็นได้จริง ปลานิลมันเป็นปลาเศรษฐกิจ ขายได้ต่อเนื่องคืน สำหรับกุ้งสามารถตักกุ้งขายได้ทุกวัน สามารถเอาเงินที่ดักกุ้งเอามาใช้จ่ายในครอบครัว ส่งลูกเรียนหนังสือได้ ไม่จนแล้ว วันนี้ไม่จน”
“สำหรับพื้นที่ขอบบ่อ จะปลูกต้นแค แคนา มะนาวในวงซีเมนต์สามารถจำหน่ายได้ทั้งลูกและกิ่งพันธุ์เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วยทุกตารางเมตรเป็นรายได้ของศูนย์เรียนรู้ ช่วงว่างระหว่างต้นแคของจะปลูกมะเขือพวงไว้เพื่อขายลูกขายต้นเป็นการทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านบอกว่าคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ทุกสถานที่ตั้งแต่โรงงาน สำหรับที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านคลองสวน ใช้ขอบบ่อธรรมดาที่เป็นพื้นที่กันน้ำท่วมมาทำประโยชน์ โดยการเลือกปลูกพืชที่ดูแลง่ายและ หลากหลายชนิด ทำให้สามารถเก็บและจำหน่ายได้รายได้ทุกวัน การน้อมนำพระราชดําริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 น้อมนำมาปฏิบัติที่บ้านคลองสวนและประสบผลสำเร็จ ประชาชนในชุมชนที่ได้เข้ามาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติต่างก็ประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อย เขาประสบความสำเร็จเท่าไหร่เรายิ่งดีใจคือมันมีความสุขทางใจและรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีความมุมานะความพยายามที่จะให้ทุกคนมีกินมีใช้คือต้นแบบเราแค่สานต่อไม่ทิ้ง เราทำด้วยใจทำให้ทุกคนไม่มีรายได้ เราทำได้โคตรรดีใจเลย ดีใจจริงๆ ยิ้มอย่างมีความสุข ”
นายไสว เรือนเรือง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและปลาในบ่อดิน จ.สมุทรปราการ เล่าถึงประสบการณ์ว่า “เดิมผมเลี้ยงกุ้งดำขาดแล้วก็มาเลี้ยงกุ้งขาวก็ขาดทุนเจ๊ง ก็มาเลี้ยงปลากระพงก็แย่เป็นหนี้เยอะก็เลยมาปรึกษาสอนอาซ้อน และได้มาเลี้ยงกุ้งขาวและปลานิลในบ่อเดียวกัน เลี้ยงปลานิล นำมาแปรรูปขายได้รายได้ สำหรับกุ้งก็พออยู่ได้ มีทั้งปลานิลและกุ้ง เวลาให้อาหารปลานิลกุ้งมันก็มาเก็บกินมันประหยัดไปครึ่งหนึ่ง มีเงินรายได้เข้าบ้านทุกวันเราทำทุกวันขายทุกวันก็มีรายได้ครับประมาณนั้นพออยู่พอกิน ปลานิลขนาดใหญ่ สามารถขายได้กิโลละ 140 ถึง 160 บาท ช่วง โควิด ที่เขาแย่ๆผมอยู่ได้”
ลุงซ้อน พุ่มสาลี นอกจากจะประสบความสำเร็จจาการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในพื้นที่แล้ว พื้นที่ของลุงซ้อนได้รับการสนับสนุนหน่วยงานราชการในพื้นปรับให้เป็นศูนย์เรียนรู้บ้านคลองสวน นอกจากนั้นลุงซ้อนยังเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคต่างๆไปยังกลุ่มคนที่อยู่ภายนอกชุมชนได้มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้นำเรื่องของคุณลุงซ้อนมาขยายผลเพื่อให้เป็นประโยชน์กับบุคคลอื่น โดยการจัดอบรมสัมมนาในโอกาสต่างๆ
นอกจากเกษตรชาวสวน เกษตรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวนาก็เป็นเกษตรกรที่มีความสำคัญเป็นผู้ผลิตอาหารหลักให้คนในประเทศ พื้นที่การทำนามีกระจายในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พื้นที่นาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีที่นาถูกทิ้งร้างเป็นจำนวนมากปัจจุบันนี้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาสงบสุขอีกครั้งซึ่งทำให้มีกลุ่มคนรุ่นใหม่เขารวมตัวกันฟื้นนาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยการจัดตั้งโรงเรียนชาวนาเพื่อที่จะสอนผู้คนให้รู้จักกับการทำเกษตรแบบอินทรีย์และเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิตวิถีพอเพียง พื้นที่นากว่า 200 ไร่ของ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ได้ถูกฟื้นกลับมาให้เป็นผืนนาที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้งจากความคิดริเริ่มของนายมูฮัมหมัด บิงและเพื่อนๆที่ร่วมกลุ่มการชักชวนคนในชุมชนให้หันกลับมาทำนาซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม
นายมูฮัมหมัด บิง ผอ.โรงเรียนชาวนาบ้านเจ๊ะเหม อ.แว้ง จ.นราธิวาส กล่าวว่า “กลุ่มของเรานี่เกิดจากกลุ่มฟื้นฟูนาร้างแล้วก็ค่อยๆพัฒนาเป็นโรงเรียนชาวนาสืบเนื่องจากว่าเราไปดูงานที่จังหวัดอุตรดิตถ์แล้วก็กลับมาทำโรงเรียนชาวนาในปี 2558 คือเดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นนาข้าว ชาวบ้านทำนาเกือบทุกครัวเรือนที่นี่พอช่วงหลังปี 49 ชาวบ้านเขาหยุดทำนาทั้งอำเภอชาวบ้านในอำเภอแว้ง ต้องซื้อข้าวกินหมดแล้วก็เหมือนกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสไว้ว่าเมื่อชาวนาต้องซื้อข้าวกินก็หมดสิ้นความเป็นเกษตรกรไทย เราฟื้นฟูการทำนาแล้วเราก็จะมีข้าวกินเราไม่ต้องซื้อข้าวแล้ว ภาพในอดีตมันก็จะกลับคืนมาทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมโรงเรียนชาวนาน่านเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เขารู้สึกอยากจะกลับไปฟื้นฟูนาอยากกลับไปปลูกผักรู้สึกอยากกลับไปเลี้ยงสัตว์รู้สึกอย่างอยากจะใช้ชีวิตแบบนี้ชีวิตแบบพอเพียงไม่หรูหราปลูกผักกินเอง มีประชาชนเริ่มเข้ามาเรียนรู้ที่โรงเรียนชาวนาเราก็เอาความรู้ที่เราเคยเรียนจากหน่วยงานมาสอนให้กับเด็กๆอย่างเช่นฐานไถนา ฐานดำนา ฐานสํารวจแมลงในนาข้าว โรงเรียนชาวนาเราจะชวนเพื่อนๆที่มีความรู้ ความสามารถมารวมตัวอยู่ที่โรงเรียนชาวนา เพื่อมาช่วยกันให้ความรู้กับคนที่เข้ามายียมชมและ ดูงาน การที่ได้ก่อตั้งโรงเรียนชาวนา ความรู้สึกของทำนาเราได้มากกว่าข้าว การทำนาสอนอะไรเยอะมากนะครับเราได้มิตรภาพเราได้เพื่อนและที่มีความสุขมากก็คือเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ดียางพาราราคาถูกแต่ชาวบ้านที่ทำนาอยู่ที่นี่ 31 ครัวเรือนเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”
ปัจจุบันโรงเรียนชาวนาแห่งนี้มีสมาชิกกว่า 31 ครอบครัวเกิดจากความร่วมมือระหว่างคนในชุมชนและภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และงบประมาณในการสร้างโรงสีข้าวและสนับสนุนการจัดตั้งโรงเรียนชาวนาชุมชนละหาจนเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่เน้นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ให้ทุกคนได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมโดยการแบ่งที่ดินเป็น 4 ส่วนคือนาข้าวบ่อเลี้ยงปลาสวนผักผลไม้และพื้นที่เลี้ยงสัตว์ในบริเวณบ้านปลูกทุกอย่างที่กินกินทุกอย่างที่ปลูกฟื้นฟูระบบนิเวศและวิถีดั้งเดิมของชุมชนละหานกลับคืนมาอีกครั้ง
ขอขอบคุณข้อมูลจากรายการเดินหน้าปฏิรูป ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5 ทุกวันพุธและวันพฤหัสบดี เวลา 21.00-22.00 น.