ครม. ไฟเขียวแผนปฏิรูป ผ่าระบบบริหารนมโรงเรียน
ครม. ไฟเขียวแผนปฏิรูป ผ่าระบบบริหารนมโรงเรียน แยกอำนาจออกจากมิคล์บอร์ด กระจายให้ 5 ภูมิภาคจัดสรรสิทธิโควตานมเด็กแทนแก้ปัญหาเรื้อรัง กินหัวคิว-โควตาลม-ไซฟอนนม
เมื่อวันที่ 26 มี.ค.62 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบแผนปฏิรูประบบบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอปรับปรุงโครงสร้างองค์กรบริหารจัดการ โดยแยกโครงสร้างการบริหารออกจาก คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ตามพ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ.2551 เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ อันเนื่องมาจากมีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการนมโรงเรียน ร่วมเป็นกรรมการ ทั้งนี้ให้แต่งตั้ง คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ขึ้นมาใหม่ มี ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการและมีอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นกรรมการและเลขานุการ แทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
พร้อมกับมีคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน คณะอนุกรรมการรณรงค์บริโภคในสถาบันการศึกษาทุกระดับ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ระดับกลุ่ม5กลุ่มและคณะอนุกรรมการอื่นๆที่จำเป็น โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ระดับกลุ่มพื้นที่ซึ่งแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ครอบคลุม 7 เขตพื้นที่ที่มีการเลี้ยงโคนมมากได้แก่ กลุ่ม 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเป็นประธานดูแลเขต 1 กลุ่ม 2 ผู้ว่าฯ นครราชสีมาดูแลเขต 2 และ 3 กลุ่ม 3 ผู้ว่าฯ ขอนแก่นดูแลเขต 4 กลุ่ม 4 ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ดูแลเขต 5 และ 6 กลุ่ม 5 ผู้ว่าฯ ราชบุรีดูแลเขต7 8 และ9
“เปลี่ยนโครงสร้างมิลบอร์ดใหม่ให้ระดับพื้นที่5 ภูมิภาคเป็นคนจัดสรรโควตานมโรงเรียน โดยมิลบอร์ดทำหน้าที่ตรวจสอบติดตามกำกับโครงการนมโรงเรียนในภาพรวม”นายกฤษฏา กล่าว
โดยให้อ.ส.ค.ทำหน้าที่แทนองค์กรกลาง ระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย เช่นเดิม แต่ให้กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานหลัก จัดทำระบบ บิ๊กดาต้า มาใช้บริหารตัดการนมทั้งระบบ ส่วนงบประมาณกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและหน่วยจัดซื้อเช่นเดิม แต่ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบบริหารจัดการไม่น้อยกว่า3%ของงบนมโรงเรียนทั้งหมดให้กรมปศุสัตว์และส่วนงานเกี่ยวข้อง ในส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่ได้รับงบจัดซื้อนมโรงเรียน จัดซื้อจากอ.ส.ค.โดยวิธีพิเศษเช่นเดิม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าวิธีเฉพาะเจาะจง ตามพรบ.จัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ.2560 ให้ผู้ประกอบการทำประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
สำหรับการปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการ ในเรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดสรรสิทธิในโครงการ ดังนี้ กำหนดเกณฑ์ปริมาณน้ำนมดิบ ตามพันธสัญญา คุณภาพน้ำนมดิบและนมโรงเรียน ศักยภาพการผลิต การตลาด ระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง ประวัติการดำเนินการที่ผ่านมา ความรับผิดชอบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ตลอด 365วัน โดยเกษตรกร ศูนย์รวมนม ผู้ประกอบการ ต้องลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น 3ระบบคือระบบทะเบียนฟาร์ม ระบบซื้อขาย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ
“ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพมาตราฐานนมโรงเรียน มีเกณฑ์ อ.ย. เพิ่มความเข้มงวดการติดตามตรวจสอบระดับพื้นที่ และพัฒนารูปแบบ บรรจุภัณฑ์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มสารอาหารที่จำเป็น การพิจารณาบทลงโทษที่ลดผลกระทบต่อเกษตรกรเช่นเรียกเบี้ยปรับ”นายกฤษฏา กล่าว
สำหรับมติครม.เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.52 เห็นชอบในหลักการแนวทางบททวนการบริหารจัดการนมโรงเรียน ให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อจัดซื้อนมโรงเรียน จัดซื้อจาก อ.ส.ค.ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐโดยวิธีพิเศษ โดยอ.ส.ค.สามารถมอบอำนาจให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เป็นผู้ส่งมอบสินค้าและชำระเงินตลอดจนรับผิดชอบความเสียหายตามสัญญาที่ อ.ส.ค.ทำกับหน่วยงานจัดซื้อทั่วประเทศ ทั้งนี้ให้มีคณะกรรมการกลาง ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ทำหน้าที่จัดสรรสิทธิการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการที่ขอเข้าร่วมโครงการ
ต่อมามติครม.วันที่ 17 เม.ย.61 รับทราบผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต โครงการนมโรงเรียน โดยกระทรวงเกษตรฯเสนอตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ที่ได้ให้กระทรวงเกษตรฯทบทวนแนวทางการบริหารจัดการโครงการนมโรงเรียนทั้งระบบ รมว.เกษตรฯจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำข้อเสนอแนวทางปฏิรูประบบบริหารจัดการ และเสนอแผนปฏิรูปนมโรงเรียนต่อครม.วันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการนมโรงเรียน ใช้งบประมาณส่วนท้องถิ่น 1.4 หมื่นล้านต่อปี ให้เด็กนักเรียน หัวละ 5 บาท ซึ่งทั้งประเทศไทย มีแม่โคนม 6 แสนตัว ในแต่ละวันผลิตน้ำนมดิบ 3,307 ตัน เข้าระบบนมโรงเรียน 1,170 พันตันต่อวัน เด็กนักเรียนกว่า 7.4 ล้านคนในโครงการ กิน260 วันต่อปี มีผู้ประกอบการนมโรงเรียน 67 ราย โดยปริมาณน้ำนมดิบส่วนที่เหลือเป็นนมพาณิชย์ ที่ผ่านมาเกิดกรณีระหว่างผู้ประกอบการนมโรงเรียน ด้วยกันมีการร้องเรียนกับปปช.และฟ้องร้องกองปราบฯกันไปมายาวนานเรื่องทุจริต มีขาใหญ่ได้โควตาไว้มาก กินหัวคิวนมกล่องละ50สตางค์ จากผู้ประกอบการรายย่อย และอีกหลายสิบคดี ที่ยังพบว่าตัวเลขปริมาณนมเข้าสู่นมโรงเรียน มากถึง 1,400 ตันต่อวัน ซึ่งในส่วนเกินไม่มีการรับซื้อนมจากเกษตรกร จะเห็นว่ามีโควตาลม หรือ การไซฟอน ตัวเลขปริมาณน้ำนมดิบบวมไปถึง200-300 ตันต่อวัน ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรโคนม เสนอให้มิลค์บอร์ด ไม่เคยได้รับการแก้ไข ซึ่งระหว่างที่นายกฤษฏา มาเป็นรมว.เกษตรฯได้เร่งรัดปฏิรูปนมโรงเรียนใหม่ทั้งระบบให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและเด็กนักเรียนได้บริโภคนมที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน