5 จว.อีสานวิกฤติ!! สั่งเฝ้าระวังเขื่อนห้วยสีทน น้ำล้นสปิลเวย์

เกษตร3 ก.ย. 2562 • 05:52 น.
5 จว.อีสานวิกฤติ!! สั่งเฝ้าระวังเขื่อนห้วยสีทน น้ำล้นสปิลเวย์
“เฉลิมชัย" ห่วงพื้นที่อีสานยังวิกฤติ สั่งกรมชลฯ เร่งระบายน้ำท่วมลงแม่น้ำโขง รับพายุโซนร้อน คาจิกิ ด้านอธิบดีกรมชลฯชี้ 5 จว.วิกฤติ อุบลราลธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น น้ำท่วมยังทรงตัว จ่อฝนหนักซ้ำ ทั้งน้ำเขื่อนล้นสปิลเวย์ เฝ้าระวัง เขื่อนห้วยสีทน น้ำมากสูงเลยช่องน้ำล้น กว่า 1 เมตร หวั่นกระทบสันเขื่อนไม่ปลอดภัย หากฝนใหม่มาเร่งเสริมกาลักน้ำระบายออก เตือนพื้นที่ชุมชน -เกษตร” เมื่อวันที่ 3 ก.ย.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยังมีสถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่จากอิทธิพลของพายุ โพดุล และน่าเป็นห่วงพายุลูกใหม่ คาจิกิ เป็นโซนร้อนระดับ 3 กำลังส่งผลต่อประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ระหว่างวันที่ 3-4 ก.ย.ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก โดยย้ำให้นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นวิกฤติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังเป็นแนวอิทธิพลของพายุลูกใหม่ ให้เร่งระดมสูบระบายน้ำ เปิดทางน้ำไหลออกจากพื้นที่ทั้งเขตตัวเมืองและพื้นที่การเกษตร ลงสู่ลุ่มน้ำต่างๆเพื่อผลักดันออกแม่น้ำโขงโดยเร็วที่สุด รวมทั้งระบายน้ำเหนือจากพื้นที่ตอนบนสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลงอ่าวไทย ลดผลกระทบพื้นที่ลุ่มริมฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณจ.อ่างทองและพระนครศรีอยุธยา คุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 700 ลบ.ม.ต่อวินาทีและรองรับฝนรอบใหม่ ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่ารมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการสำนักชลประทานทั่วประเทศ ทุกพื้นที่เตรียมพร้อมตลอด 24 ช.ม. รับสถานการณ์พายุลูกใหม่ คาจิกิ ทำให้ต่อประเทศไทยมีฝนตกหนักมากทั่วทุกภาค โดยให้เฝ้าระวังพิเศษพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำท่วมอยู่แล้ว หากเข้าแนวเดิมจากพายุโพดุล ได้สั่งให้ทำงานช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เร่งสูบออกจากพื้นที่ท่วมขัง ถ้าฝนใหม่มาเติม จะทำให้สถานการณ์ท่วมไม่มาก พร้อมให้กำลังเจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย “พื้นที่วิกฤติ จะมีจ.อุบลราลธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมแล้ว ได้เพิ่มเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ ขณะนี้ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมยัง ทรงตัวอยู่ ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ โดยดำเนินการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพราะฝนตกติดต่อกันและเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะมีฝนเติมอีก ถือเป็นจุดวิกฤติ อาจมีฝนตกหนักมากกว่า 50-100 มม. ทุกหน่วยงานเข้าแจ้งเตือนชาวบ้านต่อเนื่องทุกวัน“นายทองเปลว กล่าว เบื้องต้น ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในลุ่มน้ำก่ำ ลุ่มน้ำสงคราม ขณะนี้สามารถเร่งระบายลงแม่น้ำโขงได้ ซึ่งเครื่องผลักดันน้ำมาช่วยทำให้เร็วขึ้น เพราะลำน้ำต่อกัน ส่งผลการไหลดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ฝนตกหนักกระจายหลายจังหวัด การดึงน้ำไประดับออกไปได้ทำให้สถานการณ์น้ำทรงตัว ไม่ท่วมมากกว่านี้ถือว่าดีเป็นผลพวงการทำงาน ที่ได้ทำเชิงรุกมาทุกพื้นที่ สำหรับสถานการณ์อ่างเก็บน้ำห้วยสีทน จ.กาฬสินธุ์ เป็นอ่างขนาดกลาง จุน้ำกว่า 3 ล้านลบ.ม. ยังมีน้ำล้นสปิลเวย์ ระบายออกจากทางน้ำล้น ก่อนหน้าที่จะมีฝนตกหนักมีน้ำเพียง 20% ขณะนี้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด มีระดับน้ำสูงกว่าช่องทางน้ำล้นกว่า 1 เมตร ถ้าฝนมาใหม่ ระดับน้ำอาจสูงถึงระดับสันเขื่อนจะไม่ปลอดภัย จึงมีมาตรการเสริมเพิ่มกาลักน้ำเข้าไปช่วยระบายน้ำออกจากอ่างห้วยสีทน เพื่อรองรับฝนใหม่ด้วย โดยระบายน้ำออก ผ่านลงลำน้ำ พื้นที่เกษตร และส่งผลเขตชุมชน ตัวเมือง น้ำทรงตัวยันกันหมด ทำให้น้ำท่วมอยู่แล้วยังไม่ยุบ จึงเพิ่มเครื่องผลักดันน้ำดึงน้ำทั้งต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ นอกจากนี้จากฝนตกหนัก ส่งผลให้เขื่อนขนาดกลาง จ.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร มีน้ำมากระบายน้ำทางน้ำล้นสปิลเวย์ เป็นการไหลออกตามธรรมชาติ เพราะน้ำเข้ามามากจึงออกมาก ไม่ตั้งใจระบายออก ในส่วนลุ่มเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิมระบายอยู่ที่ 424 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 480 ลบ.ม.ต่อวินาที รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นจากเดิม 140 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 170 ลบ.ม.ต่อวินาที และฝั่งขวาจากเดิมรับน้ำจากเดิม 230 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 260 ลบ.ม.ต่อวินาที ทั้งนี้เพื่อเร่งระบายน้ำให้ไหลออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ซึ่งได้กำชับว่า การเพิ่มปริมาตรการระบายต้องไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่ารมว.เกษตรฯสั่งให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย สำรวจความเสียหาย ในเบื้องต้นจัดหาพืชอาหารสัตว์ วัคซีนและเวชภัณฑ์รักษาสัตว์ ช่วยอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่น้ำท่วม และฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ ส่วนการช่วยเหลือช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังสำหรับพื้นที่เสียหายเป็นเงินหรือปัจจัยการผลิตสำหรับทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ให้เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ไม่เกินไร่ละ 2 กิโลกรัม หรือท่อนพันธุ์ไม่เกินไร่ละ 250 กิโลกรัม ไม่เกินรายละ 20 ไร่ หรือจ่ายเป็นค่าพันธุ์พืชอาหารสัตว์ครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 1,700 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน สำหรับการช่วยเหลือกรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย จะชดเชยตามที่เสียหายจริงซึ่งกำหนดอัตราส่วนตามอายุสัตว์ โดยโคอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 20,000 บาท รายละไม่เกิน 2 ตัว กระบืออายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 22,000 บาท รายละไม่เกิน 2 ตัว สุกรอายุมากกว่า 30 วันขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 3,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ตัว ไก่ไข่อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 80 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว ไก่เนื้ออายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 50 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว เป็ดไข่และเป็ดเนื้ออายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 50 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว เป็นต้น นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า มาตรการเฉพาะหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ประสบภัยว่า เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่กรมประมงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากเกิดผลกระทบหรือความเสียหายด้านประมงให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า โดยบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เบื้องต้นให้หน่วยงานของกรมประมงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จะต้องติดตามสถานการณ์ของแหล่งน้ำต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น เครื่องสูบน้ำ อวน กระชัง และอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันทีที่ได้รับการร้องขอเพื่อขนย้ายหรือจับสัตว์น้ำออกจำหน่าย จัดเตรียมเรือตรวจการประมง รถยนต์พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ประมงไว้ประจำหน่วยงานเพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการแก่เกษตรกร และจัดเตรียมพันธุ์สัตว์น้ำชนิดต่างๆ ไว้ช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีฉุกเฉินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า สำหรับการช่วยเหลือหลังน้ำลดให้สำนักงานประมงจังหวัดต่างๆ พิจารณาดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งอนุมัติได้ 20 ล้านบาทตามระเบียบกระทรวงการคลังเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นปัจจุบันแล้ว ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดเงินงบประมาณแก้ไขปัญหาเร่งด่วนไม่เพียงพอสามารถขอใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งอนุมัติได้ 50 ล้านบาท