เกษตรกรยิ้มได้ DOA Smart Community สร้างชุมชนวัตกรรมวิชาการเกษตร และศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน
วันที่ 21 ส.ค.65 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2565 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการ DOA Smart Community ชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ 8 ภูมิภาคของประเทศไทย โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1-8 เข้าไปดำเนินการในแต่ละพื้นที่ ด้วยการนำนวัตกรรมงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรแบบสหสาขาวิชาไปบูรณาการในการพัฒนาการผลิตพืชในชุมชนต้นแบบ ให้เกษตรกรในชุมชนได้ทดลองปฏิบัติจริงด้วยตนเอง มีนักวิจัยกรมวิชาการเกษตร และนักส่งเสริมการเกษตรคอยเป็นพี่เลี้ยง พร้อมกับมีการบูรณาการกับท้องถิ่นและภาคส่วนต่าง ๆ แบบ DOA together จับมือกันเป็นหุ้นส่วนในการร่วมกันพัฒนาภาคเกษตรให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ และเกิดเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ที่ยั่งยืน
ดังกรณีตัวอย่างในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่8 สงขลา ได้มีการดำเนินงานโครงการ DOA Smart Community ชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตรพืชผสมผสาน ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สงขลา สตูล พัทลุง และตรัง ซึ่งโดยภูมิสังคมของพื้นที่เกษตรกรจะทำการเกษตรแบบผสมผสาน กรมวิชาการเกษตรจึงนำนวัตกรรมแบบสหสาขาวิชาลงไปพัฒนชุมชน เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่นำไปใช้ในชุมชน เช่น 1) รำแดงโมเดล เกษตรตามศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พึ่งตนเองได้ของชุมชน 2) เทคโนโลยีด้านพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ พันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสม สงขลา 84-1 พันธุ์ถั่วลิสง จำนวน 2 พันธุ์ คือ ไทนาน 9 และขอนแก่น 6 พันธุ์กล้วยน้ำว้าสุโขทัย 1 พันธุ์กล้วยเล็บมือนางชุมพร 1 พันธุ์ถั่วหรั่ง จำนวน 4 พันธุ์ คือ สงขลา 1, SK1-15, TVsu 89 และ TVsu 1221 และขมิ้นชัน สายพันธุ์ตรัง 1 3) เทคโนโลยีการจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน โดยการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและใบ 4) เทคโนโลยีด้านการจัดการศัตรูพืช การใช้ชีวภัณฑ์ และวิธีการจัดการแบบผสมผสาน 5) เทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพแหนแดง 6) เทคโนโลยีด้านการแปรรูป 7) เทคโนโลยีการผลิตพืชปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และมาตรฐานอินทรีย์ เป็นต้น
ผลการพัฒนา DOA Smart Community ชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตรพืชผสมผสาน พบว่า การนำกระบวนการ รำแดงโมเดล ไปขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตพืชทั้งระบบ แบบชุมชนมีส่วนร่วม โดยการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง พัฒนา 9 พืชผสมผสาน การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และการเชื่อมโยงเครือข่าย ส่งผลให้ เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเกิดความเข้มแข็งด้านวิชาการภายในชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีความมั่นคงทางอาหาร มีพืชเพียงพอ และเกิดการเพิ่มรายได้ชุมชน
ด้านพันธุ์พืช ได้ผลผลิตพืชเพิ่มขึ้น คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นแหล่งรวบรวมและผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร ทำให้สามารถผลิตและเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ใช้เองได้ หรือเป็นแหล่งกระจายพืชพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร ทำให้เกษตรกรชุมชนอื่นๆ ที่สนใจสามารถเข้าถึงพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตรได้ง่ายยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีการจัดการสวนปาล์มน้ำมันโดยการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและใบ ส่งผลให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ มีรายได้สุทธิสูง และมีผลตอบแทนต่อการลงทุนที่สูงกว่าวิธีเดิม
ปุ๋ยชีวภาพแหนแดง เกษตรกรสามารถเพาะขยาย ใช้ทดแทนหรือทำลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในแปลงพืชผัก ใช้เป็นวัสดุผสมในการเพาะเห็ด และเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา เป็ด ไก่ไข่ และกบ เป็นต้น
การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ด้วยชีวภัณฑ์ต่างๆ เช่น ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย ชีวภัณฑ์บีที Bacillus subtilis แมลงห้ำแมลงเบียน การใช้ชีวภัณฑ์สามารถช่วยลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ลดสารพิษตกค้างในผลผลิต
การผลิตพืชปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และมาตรฐานอินทรีย์ ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค
ผลการดำเนินงาน ได้เกิดเป็นชุมชนต้นแบบที่มีองค์ความรู้หลายอย่างด้วยกัน เช่น กระบวนการขับเคลื่อน รำแดงโมเดล การพัฒนาการผลิตพืชทั้งระบบแบบชุมชนมีส่วนร่วม การผลิตข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง กล้วย ถั่วหรั่ง ขมิ้นชัน การจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน การผลิตและการใช้ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยชีวภาพเพื่อการผลิตพืชปลอดภัยและอินทรีย์ การผลิตพืชปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และอินทรีย์ และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น ได้ชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตรต้นแบบ จำนวน 11 ชุมชนและอำเภอต้นแบบ 1 อำเภอ ได้แปลงต้นแบบเทคโนโลยีวิชาการเกษตร จำนวน 600 ไร่ ได้เกษตรต้นแบบ จำนวน 120 ราย ได้ฐานการเรียนรู้ จำนวน 60 ฐาน ได้ผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าเกษตร จำนวน 12 สินค้า เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้ จำนวน 120 ราย ได้เผยแพร่เทคโนโลยีไปสู่บุคคลเป้าหมายในสื่อออนไลน์ จำนวน 30,000 คน
ชุมชนเกษตร นำเทคโนโลยีไปใช้ในการปรับปรุงการพัฒนาการผลิตพืช ต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ 10 ผลผลิตพืชเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าร้อยละ 90 ชุมชนมีความหลากหลายด้านพันธุ์พืช และมีแหล่งพันธุ์พืชของตนเอง เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิชาการภายในชุมชน ได้ชุมชนนวัตกรรมวิชาการเกษตรต้นแบบ 11 ชุมชน หน่วยงานกรมส่งเสริมการเกษตร/จังหวัด/ศวพ นำนวัตกรรมไปใช้ในระบบการพัฒนา ส่งเสริมเกษตร ผู้ประกอบการ/ผู้บริโภค ได้สินค้าคุณภาพดีมีมาตรฐาน เกิดผลด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการนำผลงานวิจัยกรมวิชาการเกษตรไปใช้ในการพัฒนาการผลิตพืช ด้านสังคม ชุมชนมีความเข้มแข็งจากการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม เป็นรากฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาตนเองต่อไป ด้านสิ่งแวดล้อม สดสารเคมีทางการเกษตรจากเทคโนโลยีเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปใช้จะช่วยให้สิ่งแวดล้อมมีความยั่งยืนเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้น ยังทำให้เกิด “ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน” ชีวภัณฑ์พร้อมใช้ให้บริการที่ชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ชีวภัณฑ์ได้สะดวก ไม่ต้องเดินทางมาที่ศูนย์วิจัย ตัวอย่างเช่น เกษตรกรจากอำเภอระโนด หรือสะบ้าย้อย จ.สงขลา เดินทางมาขอรับที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา จะต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับและรับบริการประมาณ 2-4 ชั่วโมง เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถส่วนตัว ประมาณ 300 -500 บาทต่อครั้ง หากคำนวณที่ผลกระทบต่อเกษตรกร 1 ใน 4 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด เดินทางมารับชีวภัณฑ์ 3 ครั้ง จะเกิดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 84-141 ล้านบาทต่อการผลิตพืช 1 ฤดูกาล นอกจากนั้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้บางพื้นที่ยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคง ปลอดภัยในการเดินทางในพื้นที่สีแดง
ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน ดำเนินการตามหลัก “บันได 5 ขั้น” ดังนี้ ขั้นที่ 1 ตั้ง ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชนในชุมชนและนำชีวภัณฑ์มาบริการที่ชุมชน ขั้นที่ 2 ตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้ชีวภัณฑ์ ขั้นที่ 3 เจ้าหน้าที่ติดตามให้คำปรึกษาแนะนำการใช้ชีวภัณฑ์ในแปลงปลูกพืชของเกษตรกร ขั้นที่ 4 อบรมการผลิตชีวภัณฑ์บางชนิดที่เหมาะสมไว้ใช้เอง ขั้นที่ 5 ส่งเสริมการสร้างรายได้จากสินค้าและบริการที่มาจากชีวภัณฑ์ ผลการดำเนินการ พบว่า ตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน 20 แห่ง ใน 7 จังหวัด ภาคใต้ตอนล่าง มีจำนวนผู้ใช้บริการ 1,400 คน ที่ได้เบิกชีวภัณฑ์ไปใช้ในการผลิตพืชของเกษตรกร ได้แก่ พริก ฝรั่ง มะพร้าว ผักสลัด ข้าวโพดหวาน ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักยาว ผักกาด กระเจี๊ยบเขียว แตงกวา และอื่นๆ ชนิดชีวภัณฑ์ที่บริการ ได้แก่ เชื้อ เมตาไรเซียม 96 กก. ไตรโคเดอร์มา 56 กก. บิวเวอร์เรีย 28 กก. BT. 600ลิตร BS.doa24. 200 กก. BS.20w16. 300 กก. BS.20W1. 300 กก. NPV 0.5 ลิตร แมลงหางหนีบ 27,100 ตัว แหนแดง 4,747 กก. เห็ดเรืองแสง 1,500 ก้อน มวนพิฆาต 9,900 ตัว มวนเพชฌฆาต 500 ตัว แมลงช้างปีกใส 1,000 ดักแด้ แตนเบียน 8,500 มัมมี่ ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย 2,200 ถุง และสารสกัดสะเดา 40 ลิตร
เกษตรกรมีความรู้ในชีวภัณฑ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 55.4 ผลการป้องกันกำจัดศัตรูพืช พบว่าชีวภัณฑ์สามารถควบคุมการระบาดของศัตรูพืชได้ดี พบการระบาดน้อยเพียง 5-15% คือ กระหล่ำปลี 10% พริก 10% ผักกาดขาว 5% ผักบุ้ง 5% ผักกวางตุ้ง 5% คะน้า 5% ผักสลัด 15% ฝรั่ง 10% มะพร้าว 10% ความพึงพอใจต่อการดำเนินงานศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน พบว่ามีเกษตรกรร้อยละ 78.26 ได้ใช้ชีวภัณฑ์ครั้งแรกหลังจากมีการตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน เกษตรกรต้นแบบปลูกพริกหอมเหลือง มีรายได้ 15,854 บาท ผักสลัด 48,000 บาท ผักผสมผสาน 114,500 บาท ผักอินทรีย์ 63,000 บาท พริกในกระสอบ 36,700 บาท และ ฝรั่ง 80,610 บาท พร้อมกับได้ชุมชนต้นแบบการผลิตพืชโดยใช้ชีวภัณฑ์ 20 ชุมชนที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ
เป็นการช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากหมู่บ้านไปศูนย์วิจัยเพื่อรับชีวภัณฑ์ตามระบบเดิม เมื่อประเมินจากผู้ได้รับประโยชน์ที่ใช้บริการ 1.400 คน ร่นระยะทางจาก 20 ศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน ไปศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด 7 จังหวัด จะมีระยะทางรวม 758 กิโลเมตร คิดค่าใช้จ่าย 4 บาท/กิโลเมตร มีการเดินทางไปรับชีวภัณฑ์ 3 ครั้ง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเกษตรกรเป็นเงิน 12,734,400 บาทต่อฤดูกาลผลิต หากขยายบริการศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชนไปใช้กับเกษตรกรทั่วประเทศจำนวน 1 แสน ราย จะเกิดประโยชน์ไม่น้อยกว่า 850 ล้านบาท