เปิดโต๊ะถกผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุภาคตะวันออก เตรียมพร้อมฤดูกาลส่งออกผลไม้ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน

เกษตร10 ก.พ. 2564 • 09:27 น.
เปิดโต๊ะถกผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุภาคตะวันออก เตรียมพร้อมฤดูกาลส่งออกผลไม้ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน
ภาครัฐ ร่วมมือผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุภาคตะวันออก เตรียมความพร้อมสู่ฤดูกาลส่งออกผลไม้ มั่นใจ ผลไม้มีคุณภาพ โรงคัดบรรจุได้มาตรฐาน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก ฤดูกาลผลิต ปี 2564 โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก สมาคมทุเรียนไทย (TDA) สมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) สมาคมชาวสวนลำไยจันทบุรี หอการค้าจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด และผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ภาคตะวันออก เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมบุษราคัม องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้เพื่อเป็นการปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมโดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่น รุ่นที่ 1 ภาคเช้า จำนวน 277 คน และรุ่นที่ 2 ภาคบ่าย จำนวน 224 คน สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้และชี้แจงแนวทางการดำเนินการต่างๆ ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลิตผลไม้ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกผลไม้ ตลอดจนปัญหาผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจในหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ และขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตรวจติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมการส่งออกทุเรียนไปจีนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี บรรยายพิเศษ เรื่องนโยบายด้านการส่งออกผลไม้ของจังหวัดจันทบุรี และ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มอบนโยบาย ในการส่งออกผลไม้ และมอบประกาศเกียรติคุณแด่ผู้ได้รับรางวัลโรงคัดบรรจุดีเด่น นายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 เปิดเผยว่า ผลไม้ส่งออกที่สำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ขนุน กว่าร้อยละ 80 ส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน และระหว่างรัฐบาลไทย-จีน มีพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านกักกันโรคและตรวจสอบ สำหรับผลไม้เมืองร้อนส่งออกจากไทยไปจีน ปี 2547 และร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการนำเข้าและส่งออกผลไม้ผ่านประเทศที่สาม ระหว่างไทยและจีน ปี 2563 ปัจจุบันกำหนดให้ผลไม้สดจำนวน 10 ชนิดที่ส่งออกจากไทยไปจีน ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ชมพู่ มะพร้าว สับปะรด ขนุน และกล้วย ต้องมาจากสวน และโรงคัดบรรจุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานศุลกากรของจีน (GACC) เท่านั้น และในปี 2564 นี้ จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมอีก 3 ชนิด ได้แก่ มะขาม เงาะ และส้มโอ รวมถึงกำหนดให้ วันที่ 21 ก.พ.2564 เป็นต้นไป โรงคัดบรรจุต้องติดสติกเกอร์ขั้วผลทุเรียนตามประกาศ กรมวิชาการเกษตรฉบับใหม่ โดยในปีนี้ กรมวิชาการเกษตร ไม่เพียงแต่จะเข้มงวดในการตรวจศัตรูพืชแต่ยังเน้นเรื่องการป้องกันการสวมสิทธิ์สวน GAP การตัดทุเรียนอ่อน รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกสำหรับ COVID 19 โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากสวพ. 6 เข้าร่วมตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ณ โรงคัดบรรจุ เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบตัดยอดปริมาณผลผลิตคงเหลือส่งออกจากแปลง GAP การตรวจทุเรียนอ่อนและมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส โคโรน่า ทั้งนี้ จากการรายงานของฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว พบว่า ทุเรียนสดของไทยครองแชมป์ผลไม้นำเข้าอันดับ 1 ของจีนในปี 2563 แซงหน้าเชอรี่ ทั้งปริมาณและมูลค่า เมื่อเทียบกับปี 2562 แม้ว่าปริมาณการนำเข้าจะลดลงไป 5 เปอรเซ็นต์ แต่มูลค่าเพิ่มมากขึ้นถึง 44 เปอร์เซ็นต์ โดยมีสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 23% เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าผลไม้ทั้งหมดจากต่างประเทศของจีน การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้ กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรได้ให้ความรู้เรื่องแนวทางการตรวจและออกใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อการส่งออก (PC) ขั้นตอนการส่งออกผลไม้ตามข้อตกลงพิธีสารการส่งออกผลไม้สดไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน แก่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออก และกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช ได้ชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐาน มกษ. 9047–2560 และประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้ง สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดจันทบุรี ได้ถ่ายทอดความรู้ด้านการดำเนินคดีกับผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพและสวมใช้ใบรับรอง ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งออกผลไม้ในฤดูกาลผลิต ปี 2564 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถส่งออกผลไม้ที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐาน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และประเทศไทยต่อไป