ศวข.พัทลุง รุกแก้ปัญหา "แมลงศัตรูข้าวหลังเก็บเกี่ยว" ต้นตอทำเมล็ดพันธุ์ข้าวเสียหาย-เสื่อมคุณภาพ

เกษตร25 ธ.ค. 2565 • 07:37 น.
ศวข.พัทลุง รุกแก้ปัญหา "แมลงศัตรูข้าวหลังเก็บเกี่ยว" ต้นตอทำเมล็ดพันธุ์ข้าวเสียหาย-เสื่อมคุณภาพ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวเสียหายและนำไปสู่การเสื่อมคุณภาพ คือ แมลงศัตรูข้าว หลังเก็บเกี่ยว โดยวิธีการป้องกันกำจัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน คือ การใช้สารรมฟอสฟีน แต่จากปัญหาการเริ่มสร้างความต้านทานของแมลงในปัจจุบัน จึงต้องเพิ่มอัตราและความถี่ในการรม ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อมแล้ว อัตราฟอสฟีนที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อความงอกของเมล็ดพันธุ์ข้าวได้

การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อหากรรมวิธีที่ใช้ร่วมกับการรมสารฟอสฟีน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากสารฟอสฟีน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูข้าวหลังเก็บเกี่ยว  ทำการทดลอง 2 ปี โดยรมเมล็ดพันธุ์ข้าวเล็บนกปัตตานีชั้นพันธุ์หลักด้วยสารฟอสฟีนร่วมกับวิธีการต่าง ๆ 7 กรรมวิธี และสุ่มตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำแนกชนิดแมลง นับจำนวนแมลง และวิเคราะห์คุณภาพมาตรฐานทุกเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน  

ผลการทดลอง พบว่า การคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงว่านน้ำแล้วนำไปรมด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และเปิดพลาสติกรมยาออก ให้ผลในการควบคุมแมลงศัตรูข้าวหลังเก็บเกี่ยวดีที่สุด ชนิดของแมลงที่พบเข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนใหญ่ ได้แก่ ด้วงงวงข้าวโพด มอดข้าวเปลือก และผีเสื้อข้าวเปลือก ส่วนข้อมูลคุณภาพเมล็ดพันธุ์ พบว่า วิธีการรมเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และคลุมพลาสติกรมยาไว้ตลอดการเก็บข้อมูล และวิธีการรมเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และวางไว้ในโรงเก็บรักษาร่วมกับการใช้กับดักแสงไฟล่อแมลง เป็นกรรมวิธีที่มีความชื้นเฉลี่ยของเมล็ดพันธุ์ข้าวตลอดระยะเวลาการเก็บรักษาทั้ง 12 เดือน น้อยที่สุดในปีที่ 1 และ 2 ของการทดลอง ตามลำดับ เท่ากับ 13.4 และ 13.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ในขณะที่วิธีการรมเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และคลุมพลาสติกรมยาไว้ตลอดการเก็บข้อมูล เป็นกรรมวิธีที่สามารถคงความงอกของเมล็ดพันธุ์ข้าวให้สูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ได้นานที่สุด 8 เดือน ในทั้ง 2 ปี ที่ทำการทดลอง ส่วนเปอร์เซ็นต์สิ่งเจือปนเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการเก็บรักษา 12 เดือน พบน้อยที่สุดในวิธีการคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงว่านน้ำแล้วนำไปรมด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และเปิดพลาสติกรมยาออก ทั้งในปีที่ 1 และ 2 ของการทดลองเท่ากับ 1.99 และ 2.48 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ 

นายกฤษณะ ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง เปิดเผยว่า จากการทดสอบการใช้สารรมฟอสฟีนร่วมกับกรรมวิธีต่างๆ เพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวหลังเก็บเกี่ยวในเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์หลักที่ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานีเป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่า วิธีการคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงว่านน้ำแล้วนำไปรมด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และเปิดพลาสติกรมยาออก ให้ผลในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวหลังเก็บเกี่ยวดีที่สุด ชนิดของแมลงที่พบเข้าทำลายเมล็ดพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ด้วงงวงข้าวโพด มอดข้าวเปลือก และผีเสื้อข้าวเปลือก โดยวิธีการฉีดพ่นกระสอบบรรจุเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยสารพิริมิฟอส เมทิล ยี่ห้อ ทูทามส์® แล้วนำไปรมด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และเปิดพลาสติกรมยาออก และวิธีการคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงว่านน้ำแล้วนำไปรมด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และเปิดพลาสติกรมยาออกสามารถควบคุมด้วงงวงข้าวโพดได้ดีกว่ากรรมวิธีอื่น ในขณะที่ในมอดข้าวเปลือกกลับพบว่า การคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงว่านน้ำแล้วนำไปรมด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และเปิดพลาสติกรมยาออก เป็นวิธีการเดียวที่สามารถควบคุมมอดข้าวเปลือกได้ดีที่สุด

ส่วนวิธีการรมสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน แล้วคลุมพลาสติกรมยาไว้ตลอดการเก็บข้อมูล สามารถควบคุมผีเสื้อข้าวเปลือกได้ดีที่สุด ส่วนข้อมูลด้านคุณภาพเมล็ดพันธุ์ พบว่า ความงอกของเมล็ดพันธุ์ข้าวในทุกกรรมวิธีมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใกล้เคียงกันตลอดระยะเวลาการเก็บรักษา 12 เดือน ทั้ง 2 ปี ที่ทำการทดลอง ยกเว้นวิธีการรมสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน แล้วคลุมพลาสติกรมยาไว้ตลอดการเก็บข้อมูล ที่มีเปอร์เซ็นต์ความงอกลดลงช้ากว่ากรรมวิธีอื่น ส่วนเปอร์เซ็นต์การสูญเสียโดยน้ำหนัก พบว่า วิธีการคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงว่านน้ำแล้วนำไปรมด้วยสารฟอสฟีนเป็นเวลา 7 วัน และเปิดพลาสติกรมยาออก มีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียโดยน้ำหนักของเมล็ดพันธุ์ข้าวน้อยที่สุด ทั้ง 2 ปี ที่ทำการทดลอง ซึ่งสอดคล้องกับผลการควบคุมแมลงศัตรูข้าวหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งกรรมวิธีดังกล่าวให้ผลดีที่สุดในการควบคุมแมลงเช่นกัน