เกษตรกรต้นแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ สู่การพัฒนา “วิสาหกิจชุมชนแปรผลิตภัณฑ์และท่องเที่ยวชุมชนคนกับพรุ”
โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่รวม 13 อำเภอ รวมพื้นที่ประมาณ 1.9 ล้านไร่ มีประชากรประมาณ 600,000 คน อดีตขอบลุ่มน้ำแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ลุ่มที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูก มีการทำนามากที่สุดโดยอาศัยน้ำจากแม่น้ำปากพนังซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของลุ่มน้ำปากพนัง จึงเป็นแหล่งปลูกข้าวของภาคใต้ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองทุกๆ ด้าน จนเป็นที่รู้จักกันของผู้คนอย่างกว้างขวาง ในนาม “เมืองแห่งอู่ข้าวอู่น้ำ”
เกษตรกรในพื้นที่ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่เรารู้จักรกันในนาม ป่าพรุควนเคร็งตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยในเขตรอยต่อระหว่างลุ่มน้ำปากพนังและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ป่าพรุครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 แสนไร่ เป็นป่าพรุที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ เป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพสูง ในขณะเดียวกันมันเป็นแก่นวิถีชีวิตของชาวตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งทรัพยากรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจในชุมชนรอบป่าพรุควนเคร็งมากที่สุดคือ ‘กระจูด’ กระจูดเป็นพันธุ์ไม้ลักษณะคล้ายกก มีรูปร่างเป็นทรงกลมยาว สูงได้ประมาณ 1-2 เมตร ซึ่งชาวบ้านบริเวณโดยรอบป่าพรุได้นำกระจูดมาใช้ประโยชน์ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นนำกระจูดมาสานเป็นกระเป๋า และเสื่อ
นายสนั่น คงแก้ว เกษตรกรต้นแบบในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่มีการทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และปลูกต้นกระจูดส่งให้กับพ่อค้าคนกลาง แต่ด้วยเศรษฐกิจของคนในชุมชน หาแนวทางสร้างรายได้เพิ่มโดยปฏิบัติตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พออยู่ พอกิน พอใช้ ยึดความประหยัด ลดค่าใช้จ่าย ลดความฟุ่มเฟือย ในการดำรงชีพ “ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง” ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องและสุจริต รวมกลุ่มเป็น “วิสาหกิจชุมชนแปรผลิตภัณฑ์และท่องเที่ยวชุมชนคนกับพรุ” สมาชิกจำนวน 45 คน นำกระจูดมาแปรรูปสร้างรายได้เพิ่มให้กับคนในชุมชน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งทางกลุ่มได้มีการแบ่งหน้าที่ตามความถนัด เช่น เก็บกระจูด การเก็บกระจูดมีข้อดีที่ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนัก เนื่องจากกระจูดสามารถขึ้นเองในป่าพรุได้ตามธรรมชาติชาวบ้านจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดินทำกินใดๆ เด็กรุ่นใหม่ก็จะสานกระเป๋า ส่วนผู้สูงอายุจะสานเสื่อ ตามความถนัดของแต่ละคน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้อย่างยั่งยืน โดยมีวิธีการทำนำกระจูดไปคลุกในบ่อโคลนที่เตรียมไว้ จากนั้นนำมาตากแห้ง โดยการคลี่กระจูดออกเป็นกระโจมและวางทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วชาวบ้านจะนำกระจูดไปบดให้กลายเป็นแผ่นเรียบ กระจูดจะถูกบดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่ามันจะแบนพอที่จะนำไปสานเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งกระบวนการทำทุกขั้นตอนจะใช้มือของชาวบ้าน ถือว่าเป็นการสินค้าอัตลักษณ์ประจำชุนชน ที่สามารถสร้างรายได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี
นายสุชาติ ทองมาก เกษตรอำเภอชะอวด กล่าวว่า ในปี 2565 สำนักงานเกษตรอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการส่งเสริม “วิสาหกิจชุมชนแปรผลิตภัณฑ์และท่องเที่ยวชุมชนคนกับพรุ” สร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์กระจูด ซึ่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยสร้างเกษตรกรต้นแบบ สร้างองค์ความตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งในเรื่องของการสร้างผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับยุคสมัยและตลาด รวมไปถึงการขยายช่องทางการตลาดในรูปแบบของออนไลน์เพื่อให้เป็นที่รู้จักรอย่างแพร่หลายต่อไป
นายธรรมนูญ คงจันทร์ กำนันตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้วิถีหัตถกรรมชุมชนคนป่าพรุควนเคร็ง หมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยการพัฒนาและสร้างโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวิถีอัตลักษณ์ชุมชนพรุควนเคร็ง มีทั้ง จุดเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากกระจูด นั่งเรือเที่ยวชมชุมชนป่าพรุควนเคร็งและพื้นที่การปลูกกระจูด รวมไปถึงที่พักและอาหารพร้อมบริการในชุมชนอย่างครบวงจรในการพัฒนาชุมชน ประชาชนในพื้นที่ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังคงน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กับคำที่ว่า 1.พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กิน เองในครัวเรือน แบ่งให้เพื่อนบ้านบ้าง เหลือจึงขายไป 2.พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ถูกสุขลักษณะ ประหยัดไฟฟ้าและน้ำประปา ปิดน้ำ ปิดไฟ เมื่อเลิกใช้งานทุกครั้งเพื่อเป็นการประหยัด ดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อเป็นการประหยัดค่ารักษาพยาบาลอีกทั้งทำให้ร่างกายแข็งแรงมีความสุข และ 3.พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ โดยจะส่งเสริมการออมสนับสนุนให้เกิดกองทุนต่างๆในหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ต้องการความช่วยเหลือ